เรียนรู้ผู้ชาย “หนังสติ๊ก”

เรื่อง อุทธัจรมย์
คุณเคยสังเกตไหมว่า ความรักของคุณกับเขาคนนั้นมันยืดได้หดได้เหมือนหนังสติ๊กไม่มีผิด จะว่าไปก็คล้ายๆ กับเพลง “บูมเมอแรง” ของพี่เบิร์ดนั่นแหละ ถึงไม่ใช่ทั้งหมดแต่ก็ใกล้เคียง เอ๊ะ! ยังไง สงสัยแล้วสิท่า
นิสัยของผู้ชายเปรียบแล้วเหมือนหนังสติ๊กตรงที่ เมื่อถึงระยะหนึ่งเขาจะถอยห่างออกไป จากนั้นก็จะหดกลับมายังจุดเดิม พูดง่ายๆ ว่านิสัยผู้ชายจะแยกออกเป็น 3 ส่วน คือ เข้าใกล้ ถอยห่าง และเข้าใกล้อีกครั้ง
ดังนั้นคุณผู้หญิงจงอย่าแปลกใจ ถ้าเขาคนที่บอกว่ารักคุณนักหนาจู่ๆ ก็ทำตัวเหินห่าง แล้วจู่ๆ ก็กลับเข้ามาใกล้คุณอีกครั้ง นี่คือธรรมชาติของเขาที่มักทำลงไปโดยไม่รู้สึกตัว
เขารู้เพียงแต่ว่าต้องถอยห่างทันทีที่เขารู้สึกอยากเป็นอิสระ หรือต้องการเป็นตัวของตัวเอง ถึงแม้ว่าเขาจะรักและไว้ใจคุณอย่างมากมายก็ตาม จวบจนเมื่ออยู่คนเดียวจนหนำใจ หรือในช่วงเวลาที่หนังสติ๊กยืดออกไปจนสุดนั้น ความคิดต่างๆ ของเขาจะเปลี่ยนไป
จากคนที่ไม่เคยห่วงใยความรู้สึกคุณ กลับมารู้สึกว่าอยู่ต่อไปไม่ได้หากปราศจากคุณ ทำให้เขาเกิดความรู้สึกต้องการใกล้ชิดขึ้นใหม่อีกครั้ง เขาจะย้อนกลับมาอย่างรวดเร็ว

และเมื่อใกล้ชิดอีกครั้ง เขาจะมีความรู้สึกต่างๆ เช่นเดียวกับช่วงก่อนที่เขาจะถอยห่างออกไป โดยไม่จำเป็นต้องมาสร้างความคุ้นเคยใหม่ ความต้องการของเขาจะสลับไปมาระหว่างการเป็นอิสระและความผูกพันใกล้ชิด
หากคุณผู้หญิงเข้าใจในนิสัยหนังสติ๊กของคนรัก คุณก็จะเลิกเข้าใจผิดๆ ว่าทำไมอยู่ดีๆ ผู้ชายของคุณดันทำตัวเหินห่างขึ้นมาได้ ปัญหาต่างๆ ระหว่างคนสองคนที่รักกันปานจะกลืนก็จะไม่เกิด เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะว้าวุ่นใจทันทีที่เขาตีตัวออกห่างไป มักจะหาเหตุผลต่างๆ นานาว่าตัวเองทำอะไรผิดเขาจึงเปลี่ยนไป
ปัญหาจะบานปลายก็ตรงที่ ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะสติแตกโทษตัวเอง และพยายามทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง โดยไม่หารู้ไม่ว่า ยิ่งพยายามมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้เขาหนีห่างออกไปมากขึ้นเท่านั้น
การพยายามเหนี่ยวรั้ง การวิ่งตามให้เขากลับมาขณะที่เขาพยายามหนีห่างออกไปนั้น เท่ากับเป็นการขัดขวางวงจรสำคัญสำคัญของเขา (วงจรหนังสติ๊ก) เท่ากับว่าคุณไม่ปล่อยให้เขาเป็นอิสระจนเต็มที่เพื่อที่จะกลับมาหาคุณอีกครั้ง ทำให้เขาไม่เห็นคุณค่าของความคิดถึงและอยากกลับมาอยู่ใกล้คุณ กลายเป็นว่าคุณนั่นเองที่เป็นฝ่ายผลักดันให้เขาอยู่ห่างออกไปมากยิ่งขึ้น
ผู้หญิงต่างจากผู้ชายตรงที่ว่า การกลับมาใกล้ชิดอีกครั้งสำหรับผู้หญิงต้องอาศัยเวลาพอสมควร ขณะที่ผู้ชายไม่ต้องอาศัยเวลาเลย ด้วยนิสัยที่นึกอยากอยู่ใกล้ก็เข้ามา นึกอยากอยู่ห่างก็ถอยออกไป นิสัยแบบนี้ถามผู้หญิงกี่คนก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ชอบ เพราะดูยังไงๆ ก็ไม่น่าไว้วางใจเอาเสียเลย
การตีตนออกห่างของเขาไม่ได้หมายความว่า เขาไม่ต้องการพูดกับคุณ เพียงแต่เขาต้องการเวลาเป็นส่วนตัวบ้าง เป็นช่วงเวลาที่เขาจะต้องดูแลตนเองโดยไม่ต้องสนใจคนอื่น เพราะในขณะที่เขาอยู่กับคุณนั้น เขาจะลืมเรื่องของตัวเองไปเสียสนิท จะสนใจแต่ความต้องการ ปัญหา และความรู้สึกของคุณ จนทำให้เขาสูญเสียความรู้สึกส่วนตัวไปจนหมดสิ้น
การปลีกตัวห่างออกมาทำให้เขามีโอกาสทบทวนความรู้สึกต่างๆ และเติมความรู้สึกของความเป็นตัวเองให้เต็มอิ่มอีกครั้ง จากนั้นเขาพร้อมที่จะคุยอีกครั้งก็ต่อเมื่อเขากลับมาเป็นเหมือนเดิม
เมื่อใดที่ผู้ชายรู้สึกว่าอยู่ใกล้กับคุณเกินไปและปลีกตัวออกมาไม่ได้ เขาจะรู้สึกอึดอัด หงุดหงิดง่าย ขี้รำคาญ เฉื่อยและเก็บตัว ทั้งนี้เพราะเขาไม่รู้ว่าจะปลีกตัวออกไปได้อย่างไร และรู้สึกผิดที่อยากอยู่คนเดียว แทนที่จะทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับคุณ
จงปล่อยเขาไป อย่าพยายามที่จะเข้าใกล้เขา หลังจากนั้นสักช่วงเวลาหนึ่งเขาจะกลับมาเอง และทำตัวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ช่วงนี้คือโอกาสทองของคุณ แต่อย่างว่า ผู้หญิงมักจะคิดล่วงหน้าไปไหนต่อไหน ทำไปทำมากลายเป็นยิ่งไกลกันจนแทบจะจูนกันไม่ติด กว่าเขาจะย้อนกลับเข้ามาใกล้ และก่อนที่คุณผู้หญิงจะเปิดใจรับอีกครั้ง ก็ต้องอาศัยเวลาในการปะติดปะต่อเรื่องเดิม แต่เขาอาจมีความอดทนไม่พอด้วยไม่เข้าใจในความแตกต่างที่ว่า ในขณะที่เขาพร้อมที่จะอยู่ใกล้ชิดทันทีในระดับเดิมที่เขาจากไป คุณผู้หญิงกลับไม่พร้อมด้วยเหตุผล 2 ประการ
“ไม่กล้า”
เนื่องจากครั้งสุดท้ายที่เธอต้องการพูดเขาไม่สนใจฟัง เธอจึงเข้าใจผิดไปว่าเขาไม่สนใจฟังและไม่สนใจความรู้สึกเธอ ดังนั้นเธอจึงไม่อยากเริ่มต้นพูดเพราะกลัวจะเป็นการถามความรู้สึกและคิดแทนเขา เมื่อเขาไม่มีอะไรจะพูด คุณก็จะด่วนสรุปว่าเขาไม่อยากพูดกับคุณ
“กลัว”
คุณกลัวว่าเขาไม่พอใจ ถึงแม้ว่าคุณจะรู้ดีว่าการกลับมาพูดคุยกันอีกครั้งต้องใช้เวลาในการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอจึงรอให้เขาเป็นฝ่ายเริ่มพูดเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เขาไม่พอใจ แต่เขากลับไม่พูด ทั้งนี้เพราะไม่ได้ไม่พอใจคุณ เขาเพียงแต่ต้องการเป็นอิสระในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นเอง
เมื่อคุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับวงจรความใกล้ชิดหรือทฤษฎีหนังสติ๊กแล้ว คุณก็จะเลิกเครียดเลิกกังวลกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเสียที ฉวยโอกาสขณะที่คุณผู้ชายกำลังปลีกตัวเข้าโลกส่วนตัวหาเวลาให้กับตัวเองบ้าง ทำบางสิ่งบางอย่างที่อยากทำมานานหรือหาสิ่งสนุกๆ ทำโดยไม่มีเขา
แล้วคุณจะพบว่า ช่วงเวลาที่อยู่ห่างกันนั้นกลับทำให้คุณรู้สึกมีอำนาจและเป็นอิสระมากขึ้น เริ่มดูแลตัวเองได้มากขึ้น ได้ทำในสิ่งที่ต้องการ และทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น คุณจะพบว่า น่าอัศจรรย์เพียงใดที่เขากลับมาเป็นคนน่ารักอีกครั้งเหมือนสมัยข้าวใหม่ปลามันยังไงยังงั้น
คุณเคยสังเกตไหมว่า ความรักของคุณกับเขาคนนั้นมันยืดได้หดได้เหมือนหนังสติ๊กไม่มีผิด จะว่าไปก็คล้ายๆ กับเพลง “บูมเมอแรง” ของพี่เบิร์ดนั่นแหละ ถึงไม่ใช่ทั้งหมดแต่ก็ใกล้เคียง เอ๊ะ! ยังไง สงสัยแล้วสิท่า
นิสัยของผู้ชายเปรียบแล้วเหมือนหนังสติ๊กตรงที่ เมื่อถึงระยะหนึ่งเขาจะถอยห่างออกไป จากนั้นก็จะหดกลับมายังจุดเดิม พูดง่ายๆ ว่านิสัยผู้ชายจะแยกออกเป็น 3 ส่วน คือ เข้าใกล้ ถอยห่าง และเข้าใกล้อีกครั้ง
ดังนั้นคุณผู้หญิงจงอย่าแปลกใจ ถ้าเขาคนที่บอกว่ารักคุณนักหนาจู่ๆ ก็ทำตัวเหินห่าง แล้วจู่ๆ ก็กลับเข้ามาใกล้คุณอีกครั้ง นี่คือธรรมชาติของเขาที่มักทำลงไปโดยไม่รู้สึกตัว
เขารู้เพียงแต่ว่าต้องถอยห่างทันทีที่เขารู้สึกอยากเป็นอิสระ หรือต้องการเป็นตัวของตัวเอง ถึงแม้ว่าเขาจะรักและไว้ใจคุณอย่างมากมายก็ตาม จวบจนเมื่ออยู่คนเดียวจนหนำใจ หรือในช่วงเวลาที่หนังสติ๊กยืดออกไปจนสุดนั้น ความคิดต่างๆ ของเขาจะเปลี่ยนไป
จากคนที่ไม่เคยห่วงใยความรู้สึกคุณ กลับมารู้สึกว่าอยู่ต่อไปไม่ได้หากปราศจากคุณ ทำให้เขาเกิดความรู้สึกต้องการใกล้ชิดขึ้นใหม่อีกครั้ง เขาจะย้อนกลับมาอย่างรวดเร็ว

และเมื่อใกล้ชิดอีกครั้ง เขาจะมีความรู้สึกต่างๆ เช่นเดียวกับช่วงก่อนที่เขาจะถอยห่างออกไป โดยไม่จำเป็นต้องมาสร้างความคุ้นเคยใหม่ ความต้องการของเขาจะสลับไปมาระหว่างการเป็นอิสระและความผูกพันใกล้ชิด
หากคุณผู้หญิงเข้าใจในนิสัยหนังสติ๊กของคนรัก คุณก็จะเลิกเข้าใจผิดๆ ว่าทำไมอยู่ดีๆ ผู้ชายของคุณดันทำตัวเหินห่างขึ้นมาได้ ปัญหาต่างๆ ระหว่างคนสองคนที่รักกันปานจะกลืนก็จะไม่เกิด เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะว้าวุ่นใจทันทีที่เขาตีตัวออกห่างไป มักจะหาเหตุผลต่างๆ นานาว่าตัวเองทำอะไรผิดเขาจึงเปลี่ยนไป
ปัญหาจะบานปลายก็ตรงที่ ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะสติแตกโทษตัวเอง และพยายามทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง โดยไม่หารู้ไม่ว่า ยิ่งพยายามมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้เขาหนีห่างออกไปมากขึ้นเท่านั้น
การพยายามเหนี่ยวรั้ง การวิ่งตามให้เขากลับมาขณะที่เขาพยายามหนีห่างออกไปนั้น เท่ากับเป็นการขัดขวางวงจรสำคัญสำคัญของเขา (วงจรหนังสติ๊ก) เท่ากับว่าคุณไม่ปล่อยให้เขาเป็นอิสระจนเต็มที่เพื่อที่จะกลับมาหาคุณอีกครั้ง ทำให้เขาไม่เห็นคุณค่าของความคิดถึงและอยากกลับมาอยู่ใกล้คุณ กลายเป็นว่าคุณนั่นเองที่เป็นฝ่ายผลักดันให้เขาอยู่ห่างออกไปมากยิ่งขึ้น
ผู้หญิงต่างจากผู้ชายตรงที่ว่า การกลับมาใกล้ชิดอีกครั้งสำหรับผู้หญิงต้องอาศัยเวลาพอสมควร ขณะที่ผู้ชายไม่ต้องอาศัยเวลาเลย ด้วยนิสัยที่นึกอยากอยู่ใกล้ก็เข้ามา นึกอยากอยู่ห่างก็ถอยออกไป นิสัยแบบนี้ถามผู้หญิงกี่คนก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ชอบ เพราะดูยังไงๆ ก็ไม่น่าไว้วางใจเอาเสียเลย
การตีตนออกห่างของเขาไม่ได้หมายความว่า เขาไม่ต้องการพูดกับคุณ เพียงแต่เขาต้องการเวลาเป็นส่วนตัวบ้าง เป็นช่วงเวลาที่เขาจะต้องดูแลตนเองโดยไม่ต้องสนใจคนอื่น เพราะในขณะที่เขาอยู่กับคุณนั้น เขาจะลืมเรื่องของตัวเองไปเสียสนิท จะสนใจแต่ความต้องการ ปัญหา และความรู้สึกของคุณ จนทำให้เขาสูญเสียความรู้สึกส่วนตัวไปจนหมดสิ้น
การปลีกตัวห่างออกมาทำให้เขามีโอกาสทบทวนความรู้สึกต่างๆ และเติมความรู้สึกของความเป็นตัวเองให้เต็มอิ่มอีกครั้ง จากนั้นเขาพร้อมที่จะคุยอีกครั้งก็ต่อเมื่อเขากลับมาเป็นเหมือนเดิม
เมื่อใดที่ผู้ชายรู้สึกว่าอยู่ใกล้กับคุณเกินไปและปลีกตัวออกมาไม่ได้ เขาจะรู้สึกอึดอัด หงุดหงิดง่าย ขี้รำคาญ เฉื่อยและเก็บตัว ทั้งนี้เพราะเขาไม่รู้ว่าจะปลีกตัวออกไปได้อย่างไร และรู้สึกผิดที่อยากอยู่คนเดียว แทนที่จะทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับคุณ
จงปล่อยเขาไป อย่าพยายามที่จะเข้าใกล้เขา หลังจากนั้นสักช่วงเวลาหนึ่งเขาจะกลับมาเอง และทำตัวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ช่วงนี้คือโอกาสทองของคุณ แต่อย่างว่า ผู้หญิงมักจะคิดล่วงหน้าไปไหนต่อไหน ทำไปทำมากลายเป็นยิ่งไกลกันจนแทบจะจูนกันไม่ติด กว่าเขาจะย้อนกลับเข้ามาใกล้ และก่อนที่คุณผู้หญิงจะเปิดใจรับอีกครั้ง ก็ต้องอาศัยเวลาในการปะติดปะต่อเรื่องเดิม แต่เขาอาจมีความอดทนไม่พอด้วยไม่เข้าใจในความแตกต่างที่ว่า ในขณะที่เขาพร้อมที่จะอยู่ใกล้ชิดทันทีในระดับเดิมที่เขาจากไป คุณผู้หญิงกลับไม่พร้อมด้วยเหตุผล 2 ประการ
“ไม่กล้า”
เนื่องจากครั้งสุดท้ายที่เธอต้องการพูดเขาไม่สนใจฟัง เธอจึงเข้าใจผิดไปว่าเขาไม่สนใจฟังและไม่สนใจความรู้สึกเธอ ดังนั้นเธอจึงไม่อยากเริ่มต้นพูดเพราะกลัวจะเป็นการถามความรู้สึกและคิดแทนเขา เมื่อเขาไม่มีอะไรจะพูด คุณก็จะด่วนสรุปว่าเขาไม่อยากพูดกับคุณ
“กลัว”
คุณกลัวว่าเขาไม่พอใจ ถึงแม้ว่าคุณจะรู้ดีว่าการกลับมาพูดคุยกันอีกครั้งต้องใช้เวลาในการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอจึงรอให้เขาเป็นฝ่ายเริ่มพูดเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เขาไม่พอใจ แต่เขากลับไม่พูด ทั้งนี้เพราะไม่ได้ไม่พอใจคุณ เขาเพียงแต่ต้องการเป็นอิสระในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นเอง
เมื่อคุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับวงจรความใกล้ชิดหรือทฤษฎีหนังสติ๊กแล้ว คุณก็จะเลิกเครียดเลิกกังวลกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเสียที ฉวยโอกาสขณะที่คุณผู้ชายกำลังปลีกตัวเข้าโลกส่วนตัวหาเวลาให้กับตัวเองบ้าง ทำบางสิ่งบางอย่างที่อยากทำมานานหรือหาสิ่งสนุกๆ ทำโดยไม่มีเขา
แล้วคุณจะพบว่า ช่วงเวลาที่อยู่ห่างกันนั้นกลับทำให้คุณรู้สึกมีอำนาจและเป็นอิสระมากขึ้น เริ่มดูแลตัวเองได้มากขึ้น ได้ทำในสิ่งที่ต้องการ และทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น คุณจะพบว่า น่าอัศจรรย์เพียงใดที่เขากลับมาเป็นคนน่ารักอีกครั้งเหมือนสมัยข้าวใหม่ปลามันยังไงยังงั้น
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)
