พลังแห่งสีสัน

พลังแห่งสีสัน
นิตยสารเปรียว

สนับสนุนเนื้อหา


สีสันมีอิทธิพลต่ออารมณ์ความรู้สึกของคนเราอย่างไม่ต้องสงสัย ค้นพบมาช้านานแล้วว่าสีแต่ละเฉดนั้นมีอิทธิพลต่อคนเราแตกต่างกันออกไป ดังปรากฏหลักฐานว่า ชาวไอยคุปต์ยุคโบราณสมัยราวสี่พันปีที่แล้ว เคยสร้างเทวสถานเพื่อบำบัดผู้ป่วยด้วยวิธีฉายแสงสีต่างๆ จนกลายเป็นที่มาแห่งเคล็ดวิชา สีบำบัด (Chromotherapy) ที่ยังคงสืบทอดมาถึงปัจจุบัน ในโลกสมัยใหม่ มีความพยายามจะใช้สีเฉดต่างๆ เป็นเครื่องมือใช้วิเคราะห์ตัวตนและความสัมพันธ์กับผู้คนในชีวิตประจำวัน ที่ได้รับความนิยมสุดๆ เวลานี้ก็คงจะเป็น ระบบสีดิวอี้ (The Dewey Color System) ซึ่งโฆษณาว่ามีผู้ทดสอบความแม่นไปแล้วกว่า 70 ล้านราย เสียดายที่ไม่อาจนำมาถ่ายทอดให้ลองความแม่นกันได้ที่นี่ ใครสนใจก็คงต้องคลิกเข้าไปที่ www.deweycolorsystem.com ส่วนในฉบับนี้ เราจะมาว่ากันถึงการใช้ประโยชน์จาก พลังสี ที่มีอยู่ในตู้เสื้อผ้าทุกบ้าน อันที่จริงก็คือการเลือกสีเครื่องแต่งกายแบบเสริมอารมณ์ความรู้สึกของผู้สวมใส่ในเชิงจิตวิทยาสีนั้นล่ะครับ ถ้าคุณไม่ได้เป็นคนที่ใส่ชุดสีอะไรก็ได้ อย่างประเภท สีทนได้ อยู่ชั่วนาตาปี แต่เป็นคนที่เชื่อมั่นในพลังแห่งสีสัน ต่อไปนี้คือ คุณสมบัติพื้นฐานของสีโทนต่างๆ ที่คุณสามารถประยุกต์ใช้กับแฟชั่นทุกชุด เพื่อสร้างเสริมความมั่นใจในนัดสำคัญ ไปจนถึงใช้ปรับภาวะอารมณ์ ดูจาก สเปกตรัม แล้วสีสันแบ่งคร่าวๆ ออกเป็น 2 โซนด้วยกันคือ โซน RED ได้แก่ ส้ม และเหลือง และโซน BLUE ได้แก่ น้ำเงิน ม่วง และเขียว สีในแต่ละโซนจะให้พลังร้อนและพลังเย็นต่อผู้สวมใส่ต่างระดับกันออกไป ส่วนในรายละเอียดของแต่ละเฉดสี รวมถึงโทนขาวและดำ จะมีอิทธิพลต่อผู้สวมใส่อย่างไร มาติดตามได้เลย สวมสีเหลือง : แสนเบิกบานและมีความสุข เหลืองเป็นสีสุดแสนเพอร์เฟ็กต์ สามารถสวมใส่ได้ทุกเวลาที่ต้องการยกระดับจิวิญญาณ เพราะว่ามันมีคุณสมบัติคล้ายๆ กับแสงตะวัน คือ ให้ความอบอุ่นและช่วยให้โลกใบนี้สว่างสดใส สีเหลืองทุกโทนรวมไปถึงสีทอง จะช่วยให้ผู้สวมใส่รู้สึกกระปรี้กระเปร่าและให้ความรู้สึกเป็นสุขยิ่งขึ้น อย่าใส่สีเหลือง : เมื่อเกิดความรู้สึกหวาดกลัว ไม่อยากเป็นจุดสนใจ และต้องการอยู่ในภาวะสงบผ่อนคลาย สวมสีน้ำเงิน : สงบเย็นและหนักแน่น โทนน้ำเงินอ่อนหรือสีฟ้าอาจให้ความรู้สึกสดใส แต่ถ้าเป็นน้ำเงินเข้ม สีน้ำทะเล ไปจนถึงบลูยีนส์ กลับให้ความรู้สึกผ่อนคลายสงบเย็นต่อผู้สวมใส่มากกว่า สวมชุดโทนสีน้ำเงิน เมื่อคุณต้องการความหนักแน่นจริงจัง ความเป็นมืออาชีพ หรือต้องการติดต่อธุระบางอย่างที่สำคัญ อย่าใส่สีน้ำเงิน : เมื่อคุณรู้สโดดเดี่ยวเดียวดาย หดหู่ หรือจะต้องไปเผชิญกับสถานการณ์สุดซีเรียส สวมสีแดง : มั่นใจและเปี่ยมไปด้วยพลัง แค่หยิบออกมาจากตู้เสื้อผ้า คุณก็สัมผัสได้ถึงพลังแห่งสีแดงแรงฤทธิ์ที่ทำให้หัวใจคุณเต้นแรงกว่าปกติแล้ว ชุดสีแดงจึงเหมาะจะสวมใส่ในเวลาที่ต้องการเสริมความมั่นใจ ช่วยฟื้นอาการจิตตก หรือเวลาที่อยากจะเพิ่มบรรยากาศร้อนแรงเวลาอยู่กับคนรัก ส่วนกรณีของการสวมชุดแดงเพื่อนำเสนอความเป็นตัวเองอย่างสุดเดชเวลาออกงานสังคมนั้น ควรจะเลือกระดับความแดงให้เหมาะสมดูดีไม่เปล่งรัศมีอันฉูดฉาดเสียจนผู้คนรอบข้างกระเจิง อย่าใส่สีแดง : ตอนที่ไม่อยากให้ใครเห็น เมื่อจิตใจสับสน หรือรู้สึกวุ่นวายใจจนออกอาการกราดเกรี้ยวกับผู้คนรอบข้าง สวมสีม่วง : ช่างพิเศษและไม่มีใครเหมือน ในบรรดาเฉดสีทั้งหลาย สีม่วงถูกมองว่าเป็นสีแห่งความกำกวมและมีความเป็นสีธรรมชาติน้อยที่สุด ด้วยเหตุนี้ถ้าใครอยากทำตัวให้เป็นที่สังเกต อยากทำตัวขบถเป็นอะไรเอ่ยที่ไม่เข้าพวก ชุดโทนสีม่วงจะช่วยเสริมพลังให้คุณ ซึ่งก็รวมไปถึงความต้องการจะเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิตอย่างมุ่งมั่น เช่น ละเลิกนิสัยส่วนตัวที่น่ารังเกียจหรือละเลิกจากสิ่งเสพติด อย่าใส่สีม่วง : ถ้าคุณเอาแต่ฝันกลางวันโดยไม่ทำอะไรสักอย่าง คุณอยากหันหลังให้สังคม หรือเกิดความรู้สึกเศร้าระทม แต่ไม่สามารถแสดงอามรณ์ออกมาได้ สวมสีชมพู : เปิดประตูหัวใจ ชมพูเป็นสีแห่งความรักอันปราศจากเงื่อนไข ความอ่อนโยน ความหวาน ความเป็นหญิง และวัยเยาว์ คนที่สวมชุดสีนี้ไม่ว่าหญิงหรือชาย จะสะท้อนถึงความเป็นคนที่พร้อมจะมอบความรักให้คนรอบข้างตลอดเวลา เลือกโทนสีชมพูอ่อน เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณอยากจะเปิดใจคนรอบข้าง หรืออยากทำให้ตัวเองดูหวานน่ารักขึ้น อย่าใส่สีชมพู : เมื่อคุณรู้สึกอ่อนไหว ภาวะจิตใจไม่มั่นคง หรือรู้สึกว่าทุ่มเทให้บางสิ่งจนหมดใจแล้วไม่ได้อะไรตอบแทน สวมสีส้ม : กระปรี้กระเปร่าและสร้างสรรค์ สีส้มนั้นจัดว่าเป็นสีอันเปี่ยมไปด้วยพลังอย่างปราศจากพิษภัย เมื่อสวมชุดสีนี้คุณจะรู้สึกเอนจอยขึ้นอย่างประหลาด และนี่อาจจะเป็นเหตุผลว่า ทำไมเหล่าบรรดาศิลปินใหญ่ถึงชอบแต้มสีส้มลงบนผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซกันนัก และด้วยความเชื่อว่า โทนสีส้มมีความเกี่ยวพันกับจักระที่ 2 เรียกกันว่า สวาธิษฐานจักระ (The Sacral Chakra) ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมพลังทางเพศ ก็เลยทำให้บางคนสวมชุดสีส้มแล้วไม่ค่อยสบายตัว อย่าใส่สีส้ม : เมื่อคุณต้องการทำตัวสบายๆ อย่างผ่อนคลาย หรือกำลังอยู่ในภาวะกระวนกระวาย สวมสีเขียว : คืนสู่ธรรมชาติและเป็นหนึ่งเดียวกับโลก เขียวจัดว่าเป็นสีที่มีพลังแห่งการบำบัดเหนือสีทั้งปวง เพราะมันปรากฏอยู่ตามต้นไม้ใบหญ้าซึ่งสร้างความร่มเย็นให้กับโลกใบนี้ เราจึงสามารถคว้าชุดสีเขียวมาใส่ได้ทุกที่ทุกเวลาและทำให้เรารู้สึกสบายราวกับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ตั้งแต่ศรีษะจดปลายเท้าเลยทีเดียว ในวาระที่ต้องเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง ถ้าเลือกสวมชุดโทนเขียว จะทำให้คุณรู้สึกถึงการเริ่มต้นอย่างมีชีวิตชีวาราวกับใบไม้ผลิ อย่าใส่สีเขียว : เมื่อคุณรู้สึกสับสนเกี่ยวกับการมีชีวิต รู้สึกว่าชีวิตช่างเฉื่อยชา หรือในเวลาที่ไม่อยากจะเผชิญกับความเป็นจริง สวมสีขาว : เรียบง่าย ใสบริสุทธิ์ ชุดสีขาวจะช่วยบรรเทาความร็สึกของความผิดหวังหรือความเบื่อหน่ายอันเรื้อรังในจิตใจของเราลงได้ ความขาวกระจ่าง อย่างที่ตาเห็นเป็นสัญลักษณ์แห่งความเดียงสา ความผุดผ่อง และการเริ่มต้นใหม่ คนที่ชอบสวมชุดสีขาวสะอาดอยู่เป็นนิตย์ บ่งบอกได้ถึงความเป็นคนมีจิตใจรักสะอาดและช่างดูแลเอาใจใส่ ส่วนคนที่อยากสัมผัสกับพลังความขาวเป็นครั้งคราว ต้องให้แน่ใจว่าชุดสีขาวที่จะเลือกนั้นต้องขาวสะอาด ไม่อมเหลืองหรือดูมอซอ สวมสีดำหรือเทา : ดูกลมกลืนจนแทบจะไร้ตัวตน ต้องยอมรับความจริงว่า โทนดำและเทานั้น เป็นพื้นฐานของวงการแฟชั่นโลก ทุกชีวิตต้องเคยสวมใส่เป็นประจำในช่วงวัยใดวัยหนึ่งของชีวิต ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่คุณอยากทำตัวให้กลมกลืนกับผู้คนก็ให้เลือกชุดโทนดำเทา แต่ถ้าเป็นกรณีของชุดที่มีดีไซน์ สีดำจะให้ความรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง ดูเข้มขึ้น แต่แฝงด้วยความลึกลับ อย่าใส่โทนดำ : ถ้าคุณอยากจะเด่นท่ามกลางฝูงชน และตอนไปร่วมงานมงคล

ติดตามSanook! Women

ผู้หญิง สุขภาพ ผู้หญิง ผู้ชาย ความงาม ทรงผม แต่งตัว เสื้อผ้า แฟชั่น sexy ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง กับ chromotherapy