มิน พีชญา สาวน้อยขี้อาย กลายเป็นนางเอกระดับต้นๆ

มิน พีชญา สาวน้อยขี้อาย  กลายเป็นนางเอกระดับต้นๆ

จากน้องสาวคนสุดท้องตัวน้อยๆ ของครอบครัวหนึ่งในจังหวัดขอนแก่นที่ขี้อายสุดๆ ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าทำอะไรหลายๆ อย่างที่ผู้ใหญ่ลึกๆ แล้วคงมองเห็นแววและเปิดโอกาสให้โน้มน้าวทุกวิถีทางก็แล้ว แต่เธอก็ปฏิเสธมาโดยตลอดเพราะคำว่า ‘ไม่กล้า'...ในวันนี้ ‘มิน-พีชญา วัฒนามนตรี' กลายเป็นนางเอกระดับต้นๆ ของช่อง 7 สี มีผลงานละครถ่ายแฟชั่น และปรากฏกายต่อหน้าผู้คนมากมายได้อย่างไม่เคอะเขิน...ไร้ซึ่งวี่แววของเด็กขี้อายคนนั้น


อะไรทำให้เธอเปลี่ยนไป...

นางเอกสาวในชุดเสื้อทีเชิ้ตสีเขียวและกางเกงยีนส์เอวสูงสีน้ำเงินเข้มตามสมัยนิยม พร้อมแว่นกันแดดอันใหญ่ ขึ้นมาบนห้องพักของโรงแรมอลอฟท์ กรุงเทพฯ ที่ทีมงานสแตนด์บายรออยู่แล้ว

เมื่อมินถอดแว่นตาออก ทำให้ฉันมีโอกาสสำรวจใบหน้าของเธออย่างละเอียดในระยะใกล้ใบหน้าขาวกระจ่างใส ผิวละเอียดอย่างคนไทยเชื้อสายจีน กับเครื่องหน้าที่เหมาะเจาะลงตัวทั้งดวงตากลมโตเปล่งประกายระยิบยามเจ้าตัวเผยรอยยิ้ม รับกับคิ้วโก่ง จมูกโด่งเรียวได้รูปริมฝีปากอวบอิ่ม และฟันที่เรียงตัวกันสวยงาม

แทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือเด็กผู้หญิงนักกีฬาโรงเรียนที่ออกแนวห้าวๆ ลุยๆ ในวันวาน...ตามคำบอกเล่าของมิน

"เป็นเด็กตัวน้อยๆ ตาโต ผมดำตรง ตัดผมหน้าม้า เป็นน้องสาวคนเล็กของบ้าน มีพี่ชาย 1 คนค่ะ" เธอบรรยายภาพตัวเองในวัยเด็กด้วยน้ำเสียงสดใสและสีหน้าเปื้อนยิ้ม

"มินเป็นเด็กซนๆ ในตระกูลมีแต่เด็กผู้ชาย เป็นเด็กขอนแก่น ที่บ้านเป็นโฮมมาร์ทขายวัสดุก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีแนวโน้มว่าจะมาทางด้านวงการบันเทิงเลยค่ะ เพราะเป็นเด็กขี้อายมาก...กกก ไม่กล้าแสดงออก

"ชอบวาดรูปและเอามาแปะในห้องทำงานแม่ แม่ก็จะภูมิใจ เหมือนเรามีแกลเลอรีเล็กๆของตัวเอง ชอบประดิษฐ์โน่นนี่ วันเกิดพ่อ แม่ และพี่ชาย ทุกปีมินจะประดิษฐ์ของขวัญด้วยตัวเอง ไม่ซ้ำใคร ทำการ์ด ทำกล่องใส่ของ เอาโน่นนี่มาแปะ ทำแบบนี้จนถึงประมาณ ม.6

พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เรียนหนักขึ้นประกอบกับได้เข้ามาทำงานในวงการบันเทิง ทำให้มีเวลาใช้จินตนาการกับงานศิลปะเหล่านี้น้อยลงค่ะ"

เธอเล่าถึงตัวตนความเป็นเด็กของเธอในอดีต ก่อนที่จะวกเข้าสู่ความขี้อาย ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้เราต้องฉงน เมื่อเปรียบเทียบกับมิน ดาราสาว นางเอกระดับต้นๆ ของวงการในทุกวันนี้ เพราะระดับความขี้อายของเด็กหญิงพีชญา วัฒนามนตรี นั้นไม่ธรรมดาเลย ถึงขนาดที่ออกไปพูดหน้าชั้นเรียนแล้วมีอาการชัก!!!

"ตอนเด็กสนิทกับพี่ชายมาก เวลาอยู่บ้านก็จะวิ่งเล่นซนเหมือนเด็กผู้ชาย แต่พออยู่โรงเรียนได้รางวัลมารยาทดีเด่น เป็นเด็กเรียบร้อย ขี้กลัว ไม่กล้าแสดงออก จำได้แม่นว่าตอนอยู่ ป.6 ครูให้ออกไปพูดหน้าชั้นแล้วชักน่ะ เพราะเป็นโรคออกซิเจนในเลือดมากเกินไปเวลาตื่นเต้นจะตื่นเต้น หายใจเร็ว แน่นหน้าอก ต้องไปโรงพยาบาล

"ร้อยทั้งร้อยไม่มีใครคิดว่ามินจะกล้าแสดงออกและมาอยู่หน้ากล้องได้ยังไง" เธอเอ่ยอมยิ้มเมื่อเข้า ม.1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น เด็กน้อยขี้อายกลายเป็นนักกีฬาของโรงเรียน ทั้งที่มีรุ่นพี่ชักชวนให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์มาตลอด

"เป็นนักกีฬาซอฟต์บอล บ้าพลังมากค่ะ ไปโรงเรียนแต่เช้าเพื่อตีแบดกับเพื่อน พักเที่ยงก็ตีแบด ตีปิงปอง เล่นซอฟต์บอล เย็นซ้อมบาสเก็ตบอล ทั้งที่ตัวไม่ได้สูงมาก เป็นตัววิ่งมากกว่า เป็นตัวถ่วง เพื่อนๆ ในทีมจะชอบแกล้ง ตอนม.3 แข่งกีฬาสาธิตสามัคคี ได้แชมป์ก็รู้สึกว่าเราประสบความสำเร็จระดับหนึ่งด้านกีฬา

"มินไม่สนใจกิจกรรมสวยงามเลย ให้มายืนเต้นต่อหน้าคน...ไม่เอาหรอก ไม่อยากทำตั้งแต่ ป.1 จะหนีการเป็นเชียร์ลีดเดอร์มาตลอด เวลามีกีฬาสี คัดแยกสีปุ๊บ รุ่นพี่ก็จะมาส่องน้องๆ ที่นั่งอยู่ในแถวว่าคนไหนมีแววจะเป็นเชียร์ลีดเดอร์ได้ มินก็จะหลบ นั่งก้มหน้าเล่นเกมทำทุกอย่างที่ไม่ให้เขาเห็นเรา ไม่ได้สวยมากนะคะ แต่ไม่อยากมีเปอร์เซ็นต์

"ตอน ม.1 อาจารย์จะให้เป็นดรัมเมเยอร์ มินก็ปฏิเสธจนร้องไห้เลย ‘ไม่เอา...หนูไม่อยากเป็นหนูไม่ชอบ' พอหลังจากมินเข้าวงการแล้วอาจารย์คนนี้แซวว่า ‘โธ่เอ๊ย! ครูให้เป็นดรัมเมเยอร์เธอไม่เป็น มาเป็นดาราเนี่ยนะ' พูดจบเธอก็หัวเราะลั่น

เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น นางสาวพีชญาก็เกิดอารมณ์เบื่อโลกขึ้นมา อาจด้วยเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง หรืออะไรก็แล้วแต่ เธอเกิดความคิดว่าอยากไปเรียนภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศเหมือนพี่ชาย

"ช่วงนั้นเป็นวัยรุ่นใจร้อน เบื่อมาก ปีนี้ไม่มีอะไรเลย เล่นแต่กีฬา พี่ชายไปเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ 2 ปี มินก็เลยอยากไปบ้าง เป็นความคิดเด็กๆ น่ะค่ะ อายุ 16 ปี อยู่ม.4 ขอแม่ไปเรียนภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศ 3 เดือน ใจจริงคืออยากไปเที่ยวด้วย

"แต่วันที่ไปสอบของโครงการ World Experience เจ้าหน้าที่เขาแนะนำว่าแค่ 3 เดือนไปทำไม ไม่ได้อะไรหรอก ไปปีหนึ่งเลยดีกว่า มินก็เริ่มหวิวละ ปีหนึ่งนานไปหรือเปล่า แต่อีกใจก็คิดว่าก็เจ๋งดีนะ ตั้ง 1 ปี สักพักก็ตัดสินใจไปอเมริกา 1 ปี

"ตอนเด็กป่าป๊าชอบพูดว่าลูกขี้กลัว ขี้แย เป็นลูกแหง่ติดบ้าน ดูซิพี่ชายเก่ง พี่ชายไปเรียนเมืองนอกแล้ว ป๊าจะขู่ตลอด เดี๋ยวจะส่งไปต่างประเทศนะ มินก็มาคิดกลับกัน ทำไมเราต้องกลัว พอคิดได้ก็เลยอืม...ไปสิ ไม่เห็นเป็นอะไรเลย

"พอไปบอกพ่อแม่ว่าจะไปต่างประเทศ ท่านตกใจมาก ลูกกล้าได้อย่างไร จริงเหรอๆถามย้ำอยู่นั่นแหละ"

แต่การเดินทางไปผจญโลกว้างในต่างแดนของมินเริ่มต้นด้วยภาพความทรงจำที่ไม่ค่อย
สวยงามนัก

"ขึ้นเครื่องบินคนเดียว เป็นการเดินทางไปต่างประเทศคนเดียวครั้งแรก กลัวเพราะไม่รู้ว่าจะต้องไปบอร์ดดิ้งตรงไหน อะไรอย่างไร ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ญี่ปุ่น ถ้าสร้างเป็นหนังต้องน่าสงสารมาก เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ลากกระเป๋าใหญ่ยักษ์ 2 ใบอยู่คนเดียว

"มินไปมอนทาน่า อยู่ทางฝั่งตะวันตกและเป็นรัฐที่มีขนาดใหญ่อันดับ 4 ของประเทศพอไปถึงสนามบินก็มองหาโฮสต์ที่มารับเรา ตอนนั้นภาษาอังกฤษมินแย่มาก พูดไม่ค่อยได้เจอโฮสต์กับลูกสาวเขามารับมินไปบ้าน พี่สาวอายุ 23 ตอนนั้นมินแค่ 16 วัยต่างกันมาก เขาทำงานแล้วแต่เรายังเรียนอยู่ เขาก็พยายามดูแลและคุยกับมิน พยายามเอนเตอร์เทน เพราะเขารู้ว่าเราเดินทางเหนื่อยมาก เกือบ 20 ชม. มั้งคะ

"ไปถึงบ้านปุ๊บจำอะไรไม่ค่อยได้ มันวิ้งๆ มึนๆ เหนื่อยมาก วางกระเป๋า เขาก็พาไปดูห้องนอน เจอเตียงปุ๊บกระโดดขึ้นไปนอน หัวถึงหมอนปุ๊บหลับเลย หลับไป 20 ชม. มารู้ทีหลังเพราะโฮสต์บอก เขาบอกว่าตอนแรกมาปลุกแล้วแต่ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นก็เลยปล่อยให้นอน

มินตื่นมาอีกทีตี 5 ของอีกวันหนึ่ง มืดมาก...

"ตื่นมาก็ตกใจ เฮ้ย! เราอยู่ไหนเนี่ย นั่งร้องไห้อยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง เป็นอารมณ์ที่บอกไม่ถูก ตกใจ คิดถึงครอบครัว คิดถึงเพื่อน คิดถึงทุกอย่างที่เราเคยมี พยายามรื้อฟื้นภาพกลับมา เราอยู่อเมริกา เราต้องตั้งสตินะ

"ความรู้สึกแรกคือทุกอย่างใหม่หมดเลยสำหรับมิน ไม่ว่าจะเป็นภาษา อาหาร อากาศการแต่งตัวก็หนาและหนักมากเพราะอากาศหนาว เป็นการปรับตัวที่ยากมาก ต้องเริ่มความสัมพันธ์ใหม่ เริ่มเรียนรู้ภาษา ปกติเป็นคนชอบกินเผ็ดมากก็ต้องหันมากินอาหารจืดๆ ชอบกินส้มตำก็ไม่มีปลาร้าให้กิน เป็นความรู้สึกที่แย่มาก หดหู่ อธิบายไม่ถูก เหมือนจะระเบิดน่ะ

"วันแรกคิดว่าจะได้พัก แต่คุณแม่ของครอบครัวอุปถัมภ์ที่มินไปพักอยู่ด้วยเตรียมอาหารใส่ถุงให้แล้วบอกว่าวันนี้ต้องไปโรงเรียน มินก็ไปแบบงงๆ โรงเรียนนี้ไม่ค่อยมีเด็กเอเชีย เด็กผิวสีก็ไม่มี พอมินเข้าไปทุกคนก็มองเราเป็นตัวประหลาด เราก็ยิ่งตื่นตกใจ

"คุณพ่อเป็นครูที่โรงเรียนนี้ สอนวิชาประวัติศาสตร์โลก คาบแรกเขาพามินไปออฟฟิศถามว่าอยากลงทะเบียนเรียนวิชาอะไรบ้าง มินก็ไม่รู้ เขาก็เลยเลือกให้ เรียนประวัติศาสตร์โลก ภาษาอังกฤษ บัญชี ชีววิทยา ภูมิศาสตร์ วันแรกก็เรียนเต็มเหนี่ยวเลย ตารางแน่นมาก

"เป็นธรรมเนียมที่นักเรียนใหม่ต้องแนะนำตัวหน้าชั้นกับเพื่อนๆ ใช่ไหมคะ ครูให้พูดแนะนำตัวมินก็เครียดมาก ไม่รู้จะพูดอะไร เขาก็บอกว่าให้เล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทยสิ เราก็บอกว่าเมืองไทยมีช้าง ตลกน่ะ มินขี้อายมาก ไม่ชอบพูดหน้าชั้นอยู่แล้ว และโดนฝึกให้พูดแนะนำตัวหน้าชั้นอย่างนี้ทุกคลาสเพราะเราเป็นเด็กใหม่

"ที่ตลกคือทุกคนมีปัญหากับการอออกเสียงชื่อมินมาก ตอนนั้นเราก็ไม่เข้าใจว่า ‘พีชญา วัฒนามนตรี' มันยากตรงไหน ชื่อเล่นคือมิน จริงๆ แม่ตั้งให้ว่า ‘มินนี่' พี่ชายชื่อแม็กซ์ ตอนเด็กทุกอย่างก็จะต้องเป็นมินนี่เมาส์ มินเป็นเหมือนตุ๊กตาของแม่มาก

"พอโตขึ้นมาด้วยความที่เป็นเด็กลุยๆ เล่นกีฬา ก็ถามแม่ว่าชื่อมินนี่มันหวานไปหรือเปล่าก็เลยเรียกตัวเองว่า ‘มิน' จนไม่มีใครเรียกว่า ‘มินนี่' อีกต่อไป พอไปอยู่อเมริกา คนอื่นเรียก‘มิน' ไม่ได้ ‘หมิงๆ' อยู่นั่นแหละ ก็เลยบอกว่าให้เรียก ‘มินนี่' ละกัน

"ทุกคนมองเราแปลกประหลาดมาก พักเที่ยงวันแรกมินถือถุงอาหารกลางวันเข้าไปในโรงอาหาร ผลักประตูหนักๆ เข้าไปทุกสายตาหันมามองเป็นจุดเดียว เราก็ปิดประตูและถอยกลับมา เอาอาหารที่แม่ห่อมาให้ไปนั่งกินคนเดียวในห้องน้ำ นั่งบนชักโครกและปิดประตูห้องน้ำ เปิดฝากล่องมาเจอองุ่นกับขนมปังแผ่นหนึ่ง เราก็ตกใจ มันไม่เหมือนอาหารบ้านเราน่ะ

"วันที่สองก็ไปกินมื้อเที่ยงกับพ่อในห้องพักครู เป็นอย่างนี้ประมาณ 3 วัน พ่อก็บอกว่าไม่ได้แล้วนะ ต้องไปกินข้าวในโรงอาหาร ไปเข้าสังคมกับเพื่อน เราก็โอเค ค่อยๆ ปรับตัวและมีเพื่อนมากขึ้น"

เวลา 1 ปี ในดินแดนแห่งเสรีภาพอย่างสหรัฐอเมริกา ค่อยๆ ขัดเกลาให้เด็กผู้หญิงขี้อายมีความมั่นใจ กล้าแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงออกมากขึ้น

"จากแต่ก่อนใครพูดอะไรมินก็จะเงียบ พอได้ไปเปิดโลกกว้างและได้รับประสบการณ์ในต่างแดนกลับมามินก็มีความเป็นผู้นำมากขึ้น เป็นคนที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ กลายเป็นคนขี้เบื่อ ไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ ทุกวัน ชอบงานที่ไม่เหมือนเดิม ชอบการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาค้นพบตัวเองด้วยว่าจริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้ขี้อายขนาดนั้น เราก็กล้าในสิ่งที่ควรจะกล้าได้พ่อแม่งงมากเลยค่ะที่ลูกเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้" เธอเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ

หลังจากกลับมา ไม่นานหลังจากนั้นก็มีแมวมองมาชักชวนมินให้ประกวดมิสทีนไทยแลนด์ซึ่งเธอคิดว่าลองดูก็ไม่เสียหายอะไร และก็คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 มิสทีนไทยแลนด์ปี 2006 มาครอง

"หลังได้ตำแหน่งมินก็ไม่ได้สนใจอยากเป็นดารา กลับไปเรียนตามปกติที่ขอนแก่น ถ้ามากรุงเทพฯ ก็ต้องบินไปมาบ่อย คิดว่ายังไม่พร้อมก็เลยยังไม่ทำค่ะ แต่ก็ยังมีสัญญาอยู่กับกองประกวดมิสทีนไทยแลนด์ เริ่มมีงานถ่ายแบบเล็กๆ น้อยๆ แรกๆ ก็ไม่เป็น อาย บ่อยๆ ก็เริ่มดีขึ้นแต่ก็ยังไม่เก่งอะไร จนมาเล่นละครเรื่องแรก ‘ปลาบู่ทอง' ผู้จัดการเรียกมาแคสติ้ง

"ต้องแสดงเป็นตัวละคร 2 ตัว ตัวดีกับตัวร้าย เขาให้ร้องไห้ก็ร้องไม่ได้ ให้กรี๊ดก็กรี๊ดไม่ได้ทำอะไรไม่ได้เลย พอรู้ว่าผ่านการแคสติ้งก็งงมาก แต่ก็ดีใจค่ะ เราก็พยายามเต็มที่นะตอนแคสติ้งแต่ว่าทำไม่ได้ ตอนแรกก็รู้สึกไม่ดีเท่าไร แต่พอได้ก็รู้สึกว่าเขาให้โอกาสเรา เราก็ต้องทำให้เต็มที่ ทำการบ้านเตรียมพร้อมสำหรับการถ่ายทำ"

ละครพื้นบ้านเรื่องปลาบู่ทองนี่เองที่แจ้งเกิดให้กับมิน-พีชญา ในฐานะนางเอกใหม่ที่น่าจับตามอง ประกอบกับมีอีกหลายเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเธอหน้าละม้ายคล้ายนางเอกเซ็กซี่แห่งวิกหมอชิตอย่าง ‘อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ'

 

ติดตามSanook! Women

ผู้หญิง สุขภาพ ผู้หญิง ผู้ชาย ความงาม ทรงผม แต่งตัว เสื้อผ้า แฟชั่น sexy ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!