บันทึกรักซูเปอร์สตาร์ ฟิล์ม รัฐภูมิ

บันทึกรักซูเปอร์สตาร์ ฟิล์ม รัฐภูมิ
นิตยสารเปรียว

สนับสนุนเนื้อหา

The Next Step รัฐภูมิ โตคงทรัพย์

 



จากซูเปอร์สตาร์ขวัญใจสาวๆ ทั้งประเทศ ที่อาจเรียกได้ว่าชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบ จนวันหนึ่งมรสุมที่พัดผ่านเข้ามาในชีวิตจนกลายเป็นข่าวโด่งดังชั่วข้ามคืน ณ วันนี้ ไม่มีใครตอบได้ว่าเรื่องราวที่ถูกรื้อฟื้นอีกครั้งจะได้ข้อสรุปหรือจบแบบไหน แต่วันนี้ผู้ชายที่ชื่อ ฟิล์ม รัฐภูมิ พร้อมแล้วที่จะ ก้าวเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง ด้วยวัยและความคิดที่โตขึ้น จากประสบการณ์ที่เขาได้รับ พร้อมคำมั่นสัญญาที่ว่าจะไม่ทำให้ใครผิดหวังอีกแล้ว

ก่อนจะตั้งคำถามใดๆ หลายคนคงอยากรู้ว่าการใช้ชีวิตที่ประเทศอังกฤษของเขาเป็นอย่างไร "จริง ๆ แล้ว ต้องบอกก่อนเลยว่าผมก็เหมือนเด็กไทยทั่วไปที่ปกติธรรมดา ไม่ได้สนใจเรื่องภาษามาก่อน แต่พอมาอยู่วงการบันเทิง เข้าสังคม มีการใช้ภาษาเพื่อให้เป็นสากล ผมก็เลยมีความตั้งใจที่จะเรียนภาษาเพิ่มเติมมาโดยตลอด จนก่อนไปอังกฤษได้มีโอกาสไปเรียนคอร์สภาษาอังกฤษที่วอลล์ สตรีท เพื่อเพิ่มเติมความรู้ ก็พอสื่อสารได้ แต่ก็ยังอยากได้ภาษาเพิ่มเติม ก็เป็นโอกาสที่ดีที่ได้ไปเรียนคอร์สภาษาโดยตรงที่ EC LONDON เรียนเพื่อปรับพื้นฐานของตัวเองให้มั่นใจและกล้าพูดมากขึ้น แต่ไปอยู่ 4 เดือน จะให้เก่งเหมือนกับคนที่เรียนมานานๆ แล้ว ก็คงจะไม่ใช่ แต่เป็นการช่วยสร้างความมั่นใจให้ผมมากยิ่งขึ้นในการไปใช้ชีวิตอยู่ต่างแดน สามารถช่วยเหลือ ตัวเองในชีวิตประจำวันได้ และคุ้นเคยกับต่างชาติ ก็ทำให้ตัวเองรู้สึกมั่นใจมากขึ้น แต่ 4 เดือนที่ผมไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั้นได้อะไรกลับมาเยอะมากเลยครับ ถ้ามีโอกาสอีกก็ตั้งใจที่จะไปอีกครับ มีคนบอกผมว่าคิดแค่นี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว นอกเหนือจากการเรียนผมก็ยังไปเรียนเต้นเพิ่มเติมที่ PINEAPPLE ในลอนดอน แล้วก็ยังไปสมัครตามโมเดลลิ่งของที่นู่น (หัวเราะ)"


โมเดลลิ่งที่อังกฤษเหมือนที่บ้านเราหรือเปล่า?

"ใช่ครับ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ไปสมัคร เขามาเห็นผมแล้วก็พาผมไปถ่ายรูป (ยิ้ม) เหมือนโมเดลลิ่งที่ไทย แต่ว่างานที่ให้มามีแต่ตัวประกอบทั้งนั้นเลย ผมก็ทำบ้างนะให้ชีวิตมันสนุกสนาน นอกเหนือจากชีวิตส่วนตัวก็เป็นงานที่เกี่ยวกับรายการทีวี One Man Show ที่ถ่ายทำชีวิตผมตั้งแต่บวชจนถึงตอนไปอยู่ที่อังกฤษ"

One Man Show นี่เป็นไอเดียของใคร?

"ของผมครับ ทำเอง ขายเอง กำลังจะออนช่อง 8 Infinity ของอาร์เอส (ยิ้ม) แต่ผมไม่ได้เล่าว่าผมเป็นดาราหรือเป็นฟิล์ม รัฐภูมิ ผมเล่าว่าเป็นชีวิตของเด็กคนหนึ่งที่ไปเรียนในต่างแดน ทำให้เห็นว่าความฝันของเด็กทุกๆ คนที่ไปเรียนหนังสือที่ต่างประเทศต้องเจออะไรบ้าง ทำไมเวลาเด็กไทยไปแล้วต้องไปล้างจาน ทำไมต้องบ่นกันทุกคนเลยว่าลำบากอย่างโน้น ลำบากอย่างนี้ ทั้งที่ตอนอยู่ประเทศไทยกลับบอกว่าประเทศไทยทำไมมันแย่อย่างนี้ เป็นการ เล่าให้คนดูผ่านจากตัวผม เพราะผมก็เป็นเหมือนพวกเขาเลย

ตอนแรกที่ไปผมก็ตั้งโจทย์ไว้เลยว่าทำไมต้องล้างจาน แต่ก็มีคำตอบให้ในรายการผมหมดเลยว่าทำไม ยกตัวอย่างสักข้อคือค่าเงินแพง และในการทำงานที่ร้านอาหารไทยก็เป็นอีกหนึ่งรายได้ แล้วก็เกิดคำถามอีกว่า อ้าว! ทำไมเด็กไทยไปทำงานที่อื่นไม่ได้เลย ทำไมต้องไปล้างจานกันทุกคนเลย (ยิ้ม) ผมก็หาคำตอบให้หมดเลยว่าทำไมต้องไปอยู่แต่กับสังคมไทย ทั้งที่เราไปอยู่เมืองนอก ก็เพราะว่าที่อื่นไม่รับคนไทยไงครับ (ยิ้ม) ก็จะมีคำตอบในนี้ให้หมด ไปล้างจานได้เงินเท่าไรก็เล่าให้ฟังหมด เหมือนคนธรรมดาคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตที่เมืองนอก"

ประสบการณ์ที่ได้จากการไปเมืองนอกครั้งนี้?

"เยอะนะครับ อย่างแรกผมได้เห็นจุดบกพร่องของตัวเองเยอะพอสมควร ได้เห็นสังคมที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น เพราะเมื่อก่อนผมสบาย เป็นฟิล์ม รัฐภูมิมาเกือบๆ 10 ปีครับ ไปไหนก็มีคนดูแลเหมือนเป็น เซเลบ (หัวเราะ) ทำให้ทุกอย่าง มีพร้อมทุกอย่าง เวลาจะไปไหนก็มีอภิสิทธิ์ ทุกอย่าง แต่พอไปอยู่นู่นกลายเป็นใครคนหนึ่งที่ไม่มีคนรู้จัก ทำให้ผมได้เห็นความจริงในการใช้ชีวิตมากขึ้น เมื่อก่อนผมอาจจะมองทุกคนดีไปหมดเลย เพราะผมเจอแต่สิ่งดีๆ ที่เข้ามาหาตัวผม มีแต่คนทำดีใส่ตลอด แต่พอไปอยู่ที่นู่นได้ไปเห็นอีกมุมมองหนึ่งว่า คนธรรมดาเขาใช้ชีวิตอย่างนี้กัน มีการระแวง วิเคราะห์นู่นนี่กัน ได้เห็นคนใหม่ๆ ในอีกมุมมองหนึ่ง

แต่ที่ได้สัมผัสอย่างชัดเจนคือเรื่องกฎระเบียบ ซึ่งประเทศอังกฤษมีเยอะมาก มันฟิกซ์ทุกอย่าง เมื่อก่อนผมไปสายจนชิน และถ้าเป็นเมื่อก่อนยังไงเขาก็รอ แต่ถ้าเป็นที่อังกฤษไม่มีใครมานั่งรอหรอก (ยิ้ม) ช่วงแรกๆ ตกเครื่องบ้าง ตกรถบ้าง เขาไม่สนใจเลย เป๊ะก็คือเป๊ะทุกอย่าง ทั้งเรื่องการเรียนก็เป็น โดยเฉพาะตอนที่นั่งเรียนหนังสือผมก็ค่อนข้างที่จะช้านิดหนึ่งครับ เพราะว่ามันไม่ใช่ภาษาที่เราพูดได้ตั้งแต่เกิด แต่เพื่อนๆ ส่วนใหญ่ที่มาเรียนเขามากันนานแล้ว ผมเองเพิ่งเข้าไปเรียนก็ตามไม่ค่อยทัน ถูกเขาว่าบ้างอะไรบ้าง ผมก็คิดนะว่าเฮ้ย! ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้คงไม่มีใครกล้าว่าเรานะเนี่ย (หัวเราะ) แต่นี่โอ้โฮ! ยืนด่าผมในห้อง ผมอายมาก แต่ตอนหลังก็กลายมาเป็นเพื่อนกัน ทำให้รู้สึกว่านี่แหละคือเรียลเลย เป็นชีวิตจริงๆ และก็ได้เพื่อนเยอะ"

หลังจากนั้นก็ตัดสินใจว่าจะกลับบ้านที่เมืองไทย วินาทีแรกที่คิดจะกลับเมืองไทยรู้สึกยังไง?

"พอได้รู้กำหนดว่าจะกลับวันไหนก็ตื่นเต้นเหมือนกันครับ ยังคิดอยู่ว่า คนที่เคยรักเราเขายังเหมือนเดิมหรือเปล่า คิดถึงภาพคอนเสิร์ต คิดถึงเสียงหัวเราะ คิดถึงเสียงกรี๊ดของพวกเขา คิดถึงทีมงานทุกๆ คน รวมไปถึงคิดมากด้วยว่าจะมีใครต้อนรับเราไหม ยังรักเราเหมือนเดิมรึเปล่า นี่คือความรู้สึกที่นั่งอยู่บนเครื่อง เพราะว่าเมื่อก่อนเวลาไปไหนจะมีคนมารอเยอะมาก ก็คิดต่ออีกว่าตอนนี้จะเยอะเหมือนเดิมไหม

ตอนอยู่บนเครื่องผมก็ส่งทวิตเตอร์บอกทุกคนว่าผมจะลงเครื่องแล้วนะ ตื่นเต้นจังเลย ไม่รู้ว่าจะมีใครมารับรึเปล่า ถามแย็บๆ ไปก่อน (ยิ้ม) พอลงเครื่องได้ก็โทรถามพี่ทีมงานว่ามีคนมารับเยอะหรือเปล่า เขาก็บอกกว่าเยอะมาก ผมก็คิดต่ออีกว่าไอ้ความหมายว่าเยอะของเขามันเยอะขนาดไหน เพราะที่ผมเคยเจอมันเยอะมากนะ จะเยอะเท่านั้นไหม ตอนที่เข็นรถออกมาผมก็เตรียมใจมาบ้างแล้ว แต่พอออกมาเจอก็ยิ้มเลยครับ หายทุกข์ หายเหนื่อย หายกดดันเลย เพราะคนเยอะมาก ชั้น 3-4 ของสุวรรณภูมิเต็มไปด้วยผู้คน และทุกคนก็ยืนตบมือ ยืนกรี๊ดทั้งตึก ดีใจมากครับที่พวกเขายังรอแล้วก็ยังรักผมอยู่"
โปรเจ็กต์งานที่กำลังจะมีต่อไปหลังจากนี้?

"ล่าสุดและแน่นอนแล้วตอนนี้มีละคร 3 เรื่อง เรื่องแรกคือ ‘เจ้าสัวมั่วนิ่ม' ทางช่อง 3 แต่นางเอกยังไม่สรุป และเรื่อง ‘บันทึกรักซูเปอร์สตาร์' เล่นกับน้องแก้ว อีกเรื่องชื่อ ‘คนึงหา' เป็นบทประพันธ์เก่าที่อาร์เอสเอามาทำใหม่ เรื่องนี้ผมเล่นกับน้องเฟย์ 2 เรื่องนี้จะออกช่อง 8 Infinity และรายการอื่นๆ ที่ผมจะทำยังมีอีกเยอะ แต่ต้องรอสรุปกับทีมงานก่อน"

บันทึกรักซูเปอร์สตาร์ ส่วนหนึ่งมาจากชีวิตจริงของฟิล์มไหม?

"ส่วนใหญ่จะมีข่าวว่าเอาชีวิตผมมาทำ แต่จริงๆ แล้วบทมันถูกวางไว้ก่อนที่จะมีเรื่องด้วยซ้ำ ซึ่งมันเกิดความบังเอิญว่ามีเรื่องขึ้นมาพอดี คนเขียนบทเขาอาจจะหยิบขึ้นมาเป็นข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ แต่ผมว่าในส่วนของบทจริงๆ แล้วไม่ใช่ชีวิตผม ใครมาเล่นก็คือชีวิตของคนนั้นแหละครับ เพราะมันเป็นชีวิตของดาราทั้งวงการบันเทิงที่เอามาตีแผ่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นดราม่าหรืออะไรหนักๆ แต่เรื่องนี้จะเป็นการเล่าแบบคอมเมดี้ในสไตล์ของผม รับรองว่ามันแน่นอน"

ในวันนี้แฟนคลับและทุกๆ คนยังคงติดตามให้การสนับสนุน และรัก ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ' มาตลอด?

"ผมคงไม่มีอะไรจะพูดมากไปกว่าคำว่า ขอบคุณทุกๆ คนมากๆ เลยนะครับที่ยังรักผมอยู่ ขอบคุณสำหรับทุกๆ โอกาสที่มอบให้กับผม ผมแทบจะเป็นคนเดียวที่ยืนยันได้ว่าพวกเขารักผมจริงๆ เพราะผมสัมผัสได้จริงๆ ทุกๆ เหตุการณ์ ทุกๆ เรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตผม พวกเขาก็ไม่เคยทิ้งผม ไม่ว่าผมจะมีข่าวยังไงพวกเขาก็ยังอยู่ แถมมีมากขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่าผมเกิดมาโชคดีมากที่ผมมีพวกเขา และพวกเขาก็อยู่กับผมมาตลอดจนนี่จะ 10 ปีแล้ว ที่ผมอยู่ในวงการมา เขาก็อยู่กับผมมา 10 ปี ไม่เคยมีใครหายหรือจากไปไหน ทุกๆ คนก็ยังให้ความสำคัญกับผมเสมอ

เมื่อก่อนผมอาจจะเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง อะไรก็ตามใจตัวเองๆ แต่ในทุกๆ วันนี้ผมรู้ว่าพวกเขารักผมมาก และในทุกวันนี้ผมก็เปลี่ยนความคิดตัวเองหลังจากที่ผมกลับมาว่า ผมต้องให้พวกเขาก่อน และต่อจากนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนจะรักผมไปอีกนานแค่ไหน แต่ผมรู้อย่างเดียวเลยคือผมจะทำให้พวกเขารักผมมากขึ้นๆ ในทุกวันหลังจากนี้ไป เพราะเขาให้ผมมาเยอะจริงๆ ผมก็อยากให้เขากลับไปมากกว่าที่ผมได้จากพวกเขา"

วางแผนชีวิตตัวเองหลังจากนี้อย่างไร?

"จริงๆ แล้วผมผ่านความทุกข์มาเยอะนะครับ อยากให้มันเป็นเครื่องเตือนใจของทุกๆ คนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ว่า ทุกคนต้องมีความทุกข์ อาจจะมากน้อยแตกต่างกัน เหมือนกับความทุกข์ของผมที่ผ่านมา ทุกๆ คนรู้เพราะมันดังระดับประเทศ ทุกๆ คนรู้ว่าความทุกข์ของผมมันใหญ่มาก แต่ผมก็ยังผ่านมันมาได้ และหลังจากนั้นก็ได้รับความสุขที่มันมากกว่าความทุกข์ที่ผมได้เจอมา ผมอยากให้ทุกๆ คนยึดไว้ว่า หลังความทุกข์มันจะมีความสุขรอคุณอยู่ อย่าไปเศร้า อย่าไปยึดติด แต่ขอให้คุณทำสิ่งที่ถูกต้องนะครับ ไม่ใช่ว่าคุณทำผิดแล้วคุณมารอความสุข อันนั้นเป็นไปไม่ได้นะครับ แต่ถ้าคุณรู้ว่าคุณทำถูกอย่าไปทุกข์กับมันนะครับ แค่นี้เอง (ยิ้ม)"

สภาพจิตใจตอนนี้เป็นยังไงบ้าง เข้มแข็งขึ้นรึยัง?

"แข็งแรงครับ แข็งแรง และเข้มแข็งขึ้นมากๆ (ยิ้ม)"

 

นี่คงเป็นคำยืนยันว่า ณ วันนี้ เขาพร้อมแล้วที่จะลุกขึ้นเดินต่อไป และบทเรียนในวันนี้สอนให้เขารู้แล้วว่าชีวิตหลังจากนี้ต้องเดินอย่างไร

 

ติดตามSanook! Women

ผู้หญิง สุขภาพ ผู้หญิง ผู้ชาย ความงาม ทรงผม แต่งตัว เสื้อผ้า แฟชั่น sexy ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!