ตดเหม็นไม่ใช่แค่กินผิด! หมอเตือนสัญญาณลำไส้ ถ้ามี "3 อาการร่วมนี้" ควรรีบพบแพทย์

ตดเหม็นรุนแรงไม่ใช่แค่กินผิด! หมอเตือนสัญญาณเตือนลำไส้ หากตดเหม็นร่วมกับ "3 อาการนี้" ควรรีบพบแพทย์
กลิ่นของ "ผดลม" หรือ "ตด" สามารถสะท้อนถึงสภาพของจุลินทรีย์ในลำไส้และประสิทธิภาพของระบบย่อยอาหารได้อย่างไม่น่าเชื่อ นพ. หยาง จื่อเหวย (Yang Ziwei) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินอาหาร ตับ และการลดน้ำหนัก ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเตือนประชาชนว่า แม้การรับประทานอาหารโปรตีนสูงหรือผักตระกูลกะหล่ำอาจทำให้ตดมีกลิ่นเหม็นซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีกลิ่นเหม็นรุนแรงต่อเนื่องและมีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงได้
นพ. หยาง จื่อเหวย ได้โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า เมื่อคนเราพบว่าตัวเองตดเหม็นผิดปกติ มักจะคิดไปก่อนว่า "เมื่อวานไปกินอะไรแปลกๆ มาหรือเปล่า?" แต่ในความเป็นจริง กลิ่นของตดสะท้อนถึงสภาวะความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้และการทำงานของระบบย่อยอาหาร หากตดมีกลิ่นเหม็นรุนแรงและเป็นต่อเนื่องยาวนาน ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง
ตามปกติแล้ว ก๊าซที่ร่างกายขับออกมาส่วนใหญ่เกือบจะไม่มีกลิ่น หรือมีกลิ่นเพียงอ่อนๆ เท่านั้น โดยประกอบด้วยไนโตรเจน, ออกซิเจน, คาร์บอนไดออกไซด์, ไฮโดรเจน และมีเทน ซึ่งก๊าซเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการกลืนอากาศเข้าไป และอีกส่วนเกิดจากการที่แบคทีเรียในลำไส้ทำการหมักกากอาหาร
อย่างไรก็ตาม ต้นเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ตดมีกลิ่นเหม็นเน่าฉุน เกิดจากแบคทีเรียในลำไส้ย่อยสลายกรดอะมิโนที่มีส่วนประกอบของกำมะถัน จนเกิดเป็นสารประกอบซัลเฟอร์ เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (Hydrogen Sulfide) ซึ่งมีกลิ่นฉุนรุนแรงอันเป็นที่มาของกลิ่น "ไข่เน่า" ที่เราคุ้นเคยกันดี
กินอะไรทำให้ตดเหม็น? และแบบไหนคือปกติ
นพ. หยาง ชี้แจงว่า อาหารที่รับประทานเข้าไปมีผลอย่างมากต่อกลิ่นตด หากในช่วงนั้นคุณรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อแดง, ไข่, ถั่วต่างๆ หรือผลิตภัณฑ์จากนม รวมถึงผักตระกูลกะหล่ำ เช่น บรอกโคลี, กะหล่ำปลี หรือแขนงผัก (Brussels Sprouts) ก็อาจทำให้ตดมีกลิ่นเหม็นขึ้นได้ ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นผลพลอยได้ตามธรรมชาติของกระบวนการย่อยอาหาร ไม่จำเป็นต้องกังวลจนเกินไป เพียงแค่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างมดอาหารให้สมดุล อาการตดเหม็นก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง
3 สัญญาณเตือนอันตราย ควรรีบพบแพทย์ทันที!
ตดเหม็นรุนแรง + 3 อาการแทรกซ้อน
หากกลิ่นตดของคุณเหม็นรุนแรงผิดปกติอย่างต่อเนื่อง และมีอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย ไม่ควรปักใจเชื่อว่าเป็นเพียงเพราะเรื่องอาหารการกินเท่านั้น:
- มีอาการท้องเสียเรื้อรัง
- อุจจาระมีลักษณะเหนียว มันวาว หรือเป็นคราบไขมัน (Fatty Stool / Steatorrhea)
- น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
นพ. หยาง เตือนว่า อาการกลุ่มนี้อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึง ภาวะลำไส้ดูดซึมสารอาหารผิดปกติ (Malabsorption), เสียสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ หรือเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร จึงแนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียด
ตดกี่ครั้งต่อวันถึงเรียกว่าปกติ?
นอกจากเรื่องกลิ่นแล้ว "จำนวนครั้งในการตด" ก็เป็นอีกหนึ่งดัชนีชี้วัดสุขภาพลำไส้ได้เช่นกัน โดยเฉลี่ยแล้วคนวัยผู้ใหญ่ปกติจะตดประมาณ 10 ถึง 20 ครั้งต่อวัน ซึ่งยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ
แต่หากคุณพบว่าตัวเองตดบ่อยมากจนเกินกว่าเกณฑ์นี้ไปไกล แถมยังมีอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือรู้สึกไม่สบายท้องอย่างชัดเจนร่วมด้วย นั่นอาจหมายความว่าองค์ประกอบของจุลินทรีย์ในลำไส้หรือระบบการย่อยและการดูดซึมอาหารเริ่มมีความผิดปกติเกิดขึ้น ควรนำรายละเอียดเหล่านี้ไปปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมหรือไม่
- "ตดบ่อย" เสี่ยงมะเร็งลำไส้? หมอตอบให้ ผายลมกี่ครั้งต่อวันถือว่าปกติ
- "ปวดท้องข้างขวา" สัญญาณโรคอะไร? เช็กจุดบน-ล่าง จุดไหนต้องผ่าตัด จุดไหนแค่ท้องอืด

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี