กิน "ส้มโอ" แล้วกินยาได้ไหม? นักโภชนาการเฉลย ปมเว้น 2 ชั่วโมง! : เช็กข่าวชัวร์

กิน “ส้มโอ” แล้วกินยาได้ไหม? นักโภชนาการเตือน อย่าคิดว่าเว้น 2 ชั่วโมงแล้วปลอดภัย
ส้มโอกับยากินด้วยกันได้ไหม? นักโภชนาการเผยเหตุผลที่การเว้นยา 2 ชั่วโมงอาจไม่เพียงพอ พร้อมเตือนกลุ่มยาที่ควรระวังและวิธีกินส้มโออย่างปลอดภัย
ส้มโอเป็นผลไม้ยอดนิยม โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่หลายบ้านนิยมซื้อไหว้และรับประทาน เพราะมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว สดชื่น และมีความหมายดีตามความเชื่อเรื่องความเป็นสิริมงคล
แต่สำหรับคนที่กำลังรับประทานยาบางชนิด อาจต้องเพิ่มความระมัดระวัง เพราะ ส้มโออาจมีปฏิกิริยากับยา ส่งผลต่อระดับยาในเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงได้
นักโภชนาการเตือนว่า แม้ส้มโอจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถรับประทานได้อย่างสบายใจ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาบางกลุ่มเป็นประจำ
ส้มโอ 1 ลูก อาจเทียบเท่าผลไม้หลายส่วน กินเพลินอาจเกินปริมาณ
นักโภชนาการ หยางซือหาน (Yang Si Han) ระบุว่า ส้มโอเป็นผลไม้ที่มีน้ำสูง ไขมันต่ำ และให้พลังงานไม่สูงมาก โดยส้มโอเนื้อ 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 33–34 กิโลแคลอรี มีคาร์โบไฮเดรตประมาณ 8.4–8.8 กรัม ใยอาหารประมาณ 1.3–1.4 กรัม รวมถึงมีโพแทสเซียมและวิตามินซี
ตามหลักโภชนาการ ผลไม้ 1 ส่วนโดยทั่วไปให้พลังงานประมาณ 60 กิโลแคลอรี หรือมีน้ำตาลประมาณ 15 กรัม ซึ่งส้มโอประมาณ 150–180 กรัม หรือราว 3–4 กลีบใหญ่ ก็ใกล้เคียงกับผลไม้ 1 ส่วน
อย่างไรก็ตาม ส้มโอทั้งลูกหลังปอกเปลือกแล้ว อาจมีปริมาณเนื้อเทียบเท่าผลไม้ถึง 2–2.5 ส่วน ดังนั้นผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก หรือผู้ที่รับประทานผลไม้อื่นในวันเดียวกัน ควรระวังปริมาณ เพราะการกินเพลินระหว่างพูดคุยหรือแกะไปกินไป อาจทำให้ได้รับน้ำตาลมากเกินความจำเป็นโดยไม่รู้ตัว
กินส้มโอแล้วเว้นยา 2 ชั่วโมง ปลอดภัยจริงหรือ?
หลายคนอาจเคยได้ยินว่า หากรับประทานส้มโอแล้วเว้นระยะห่างจากการกินยา 2 ชั่วโมง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ความจริงอาจไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
ส้มโอและเกรปฟรุต (Grapefruit) มีสารกลุ่ม ฟูราโนคูมาริน (Furanocoumarins) ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของเอนไซม์ CYP3A4 ในลำไส้ ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงและกำจัดยาหลายชนิด
เมื่อเอนไซม์ดังกล่าวทำงานลดลง อาจทำให้ยาบางประเภทถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น ส่งผลให้ระดับยาในร่างกายสูงกว่าปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง
- ยาลดไขมันในเลือดกลุ่ม Statin
- ยาลดความดันโลหิตบางชนิด
- ยารักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- ยากดภูมิคุ้มกันบางประเภท
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ยาทุกชนิดในกลุ่มเดียวกันจะได้รับผลกระทบเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับตัวยาและกระบวนการเผาผลาญของแต่ละชนิด ผู้ที่รับประทานยาเป็นประจำควรตรวจสอบข้อมูลบนฉลากยา หรือสอบถามแพทย์และเภสัชกรโดยตรง
ทำไมเว้น 2 ชั่วโมงอาจยังไม่เพียงพอ?
หลายคนเข้าใจว่าการแยกเวลากินส้มโอกับยาออกจากกัน 2 ชั่วโมง จะช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ในความเป็นจริง ผลของส้มโอต่อเอนไซม์ CYP3A4 อาจคงอยู่ได้นานกว่านั้น
ดังนั้น การเว้นช่วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง อาจไม่ได้ช่วยป้องกันปฏิกิริยาระหว่างอาหารและยาได้อย่างสมบูรณ์
ผู้ที่รับประทานยาต่อเนื่อง โดยเฉพาะยารักษาโรคเรื้อรัง จึงควรสอบถามผู้เชี่ยวชาญก่อนเพิ่มส้มโอหรือผลไม้กลุ่มนี้ในอาหารประจำวัน
ส้มโอไม่ได้มีแค่เนื้อ! เปลือกก็ใช้ประโยชน์ได้
นอกจากเนื้อส้มโอที่รับประทานได้แล้ว ส่วนอื่น ๆ ของส้มโอยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกหลายรูปแบบ
- เนื้อส้มโอ สามารถรับประทานสด ใส่ในโยเกิร์ต สลัด หรือทำเป็นแยมและเครื่องดื่ม
- เปลือกนอก สามารถนำมาขูดแต่งกลิ่นอาหาร หรือแปรรูปเป็นเปลือกส้มโอเชื่อม
- เนื้อเปลือกสีขาว สามารถนำไปต้ม แช่น้ำ และเปลี่ยนน้ำเพื่อลดรสขม ก่อนนำไปทำขนม
- เมล็ดส้มโอ สามารถนำไปเพาะเป็นต้นไม้สำหรับกิจกรรมในครอบครัว
- เปลือกส้มโอ มีน้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูลส้ม สามารถนำไปทำผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นหรือของใช้จากธรรมชาติได้
สรุป กินส้มโออย่างไรให้ปลอดภัย?
ส้มโอเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ มีวิตามินซี ใยอาหาร และสารอาหารหลายชนิด แต่สำหรับผู้ที่รับประทานยาบางประเภท โดยเฉพาะยารักษาโรคเรื้อรัง ควรระมัดระวังเรื่องปฏิกิริยาระหว่างอาหารและยา
อย่าคิดเพียงว่า “กินส้มโอแล้วเว้นยา 2 ชั่วโมงก็ปลอดภัย” เพราะผลของส้มโออาจส่งผลต่อการทำงานของเอนไซม์ในร่างกายได้นานกว่านั้น
หากไม่แน่ใจว่ายาที่ใช้อยู่สามารถรับประทานร่วมกับส้มโอได้หรือไม่ ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
- เฉลยแล้วที่นี่! ไข่ต้มมี "ขอบสีเขียว" รอบไข่แดง บ่งบอกอะไรเรา ควรกินต่อหรือพอแค่นี้?
- 5 เนื้อสัตว์ ดีต่อสุขภาพที่สุด หมูไม่ติดอันดับ ผู้ชนะคือสัตว์คุ้นชื่อดี แต่หลายคนไม่กล้ากิน!!!

ที่มา: Mirror Media / ข้อมูลจากนักโภชนาการ Yang Si Han
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี