ชา 5 แบบ ดื่มผิดระวัง "พังตับ" ทำร้ายสุขภาพไม่รู้ตัว กูรูแนะวิธีที่ปลอดภัยกว่า!

ชา 5 แบบ ดื่มผิดระวัง "พังตับ" ทำร้ายสุขภาพไม่รู้ตัว กูรูแนะวิธีที่ปลอดภัยกว่า!

ชา 5 แบบ ดื่มผิดระวัง "พังตับ" ทำร้ายสุขภาพไม่รู้ตัว กูรูแนะวิธีที่ปลอดภัยกว่า!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ชา 5 แบบที่หลายคนดื่มทุกวัน แต่ควรระวัง อาจกระทบสุขภาพตับถ้ากินผิดวิธี

ชา เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่หลายคนเลือกดื่มเป็นประจำ เพราะมีทั้งกลิ่นหอม รสชาติเป็นเอกลักษณ์ และมีสารจากพืชที่ถูกศึกษาถึงประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ไม่ได้หมายความว่าชาทุกประเภทจะเหมาะกับทุกคน หรือยิ่งดื่มมากยิ่งดี

ในบางกรณี ปัญหาไม่ได้เกิดจาก “ใบชา” โดยตรง แต่อาจมาจากปริมาณที่ดื่ม ส่วนผสมเพิ่มเติม คุณภาพของผลิตภัณฑ์ หรือรูปแบบการบริโภค โดยเฉพาะชาลดน้ำหนัก ชาสมุนไพรบางชนิด หรือผลิตภัณฑ์สกัดจากชาในปริมาณสูง ที่ควรใช้อย่างระมัดระวัง

1. ชาลดน้ำหนัก ชา “ดีท็อกซ์” กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ชาหลายชนิดที่โฆษณาว่าช่วยเผาผลาญไขมัน ลดน้ำหนัก หรือขับสารพิษออกจากร่างกาย แต่บางผลิตภัณฑ์อาจมีส่วนผสมของสมุนไพรที่กระตุ้นการขับถ่าย ทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วจากการสูญเสียน้ำ ไม่ใช่การลดไขมันจริง

ปัญหาสำคัญคือผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจไม่ได้ระบุส่วนผสมอย่างละเอียด ทำให้ผู้บริโภคไม่ทราบว่ากำลังได้รับสารอะไรเข้าสู่ร่างกาย

หากหลังดื่มชาลดน้ำหนักมีอาการผิดปกติ เช่น เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลือง หรือตาเหลือง ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์

2. ชาที่เก็บไว้นานจนชื้นหรือขึ้นรา อย่าเสียดายจนฝืนดื่ม

ชาแห้งจำเป็นต้องเก็บในที่แห้งและปิดสนิท หากเก็บในพื้นที่มีความชื้น อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพหรือปนเปื้อนเชื้อราได้

แม้บางครั้งจะมองไม่เห็นเชื้อรา แต่สารพิษจากเชื้อราบางชนิด เช่น อะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพ และเป็นสารที่องค์การอนามัยโลกจัดอยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็ง

ดังนั้น หากชามีกลิ่นผิดปกติ สีเปลี่ยน หรือมีความชื้นจับตัว ควรทิ้ง ไม่ควรนำมาชงดื่มต่อ

3. ชงชาเข้มเกินไป ดื่มมากเกิน อาจไม่ดีอย่างที่คิด

ชาเขียวและชาหลายชนิดมีสารสำคัญ เช่น คาเทชิน (Catechin) และ EGCG ซึ่งในปริมาณที่เหมาะสมถือเป็นสารที่ได้รับความสนใจด้านสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับตับมักพบในผลิตภัณฑ์สกัดจากชาเขียวที่มีความเข้มข้นสูง โดยเฉพาะรูปแบบอาหารเสริม ไม่ใช่การดื่มชาเขียวทั่วไปวันละหนึ่งแก้ว

ผู้ที่ชอบชงชาเข้มมาก หรือแช่ใบชาทิ้งไว้นานหลายชั่วโมง ควรปรับปริมาณให้เหมาะสม และไม่ควรดื่มในปริมาณมากต่อเนื่องเป็นเวลานาน

4. ชาปรุงแต่งกลิ่น สีจัด ราคาถูกผิดปกติ

ชาที่ดีควรมีกลิ่นและรสชาติจากวัตถุดิบตามธรรมชาติ หากผลิตภัณฑ์มีกลิ่นหอมแรงผิดปกติ สีสวยเกินจริง หรือไม่มีข้อมูลแหล่งผลิตที่ชัดเจน ควรเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อ

ควรเลือกชาที่มีฉลากครบถ้วน ระบุส่วนประกอบ แหล่งผลิต และผ่านมาตรฐานความปลอดภัย แทนการเลือกจากราคาถูกหรือคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว

5. ดื่มชาจัดตอนท้องว่าง อาจไม่เหมาะกับบางคน

ชา โดยเฉพาะชาที่เข้มข้น มีทั้งคาเฟอีนและแทนนิน ซึ่งในบางคนอาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง เช่น ท้องไส้ไม่สบาย คลื่นไส้ หรือรู้สึกใจสั่นเมื่อดื่มขณะท้องว่าง

นอกจากนี้ คาเฟอีนยังอาจส่งผลต่อการนอนหลับ หากดื่มช่วงเย็นหรือดึกเกินไป

ดื่มชาอย่างไรให้ได้ประโยชน์และลดความเสี่ยง?

  • เลือกชาที่มีแหล่งผลิตและส่วนผสมชัดเจน
  • หลีกเลี่ยงชาลดน้ำหนักหรือชาดีท็อกซ์ที่ไม่ระบุส่วนประกอบ
  • ไม่ดื่มชาเข้มข้นมากเกินไปเป็นประจำ
  • ไม่ใช้ชาที่ชื้น ขึ้นรา หรือมีกลิ่นผิดปกติ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ชาสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์สกัดเข้มข้น

สรุป: ชาไม่ใช่เครื่องดื่มอันตราย แต่ต้องเลือกและดื่มให้เหมาะสม

ชาไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงทั้งหมด เพราะชาทั่วไปที่ได้มาตรฐานและดื่มในปริมาณเหมาะสมยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์สุขภาพได้

สิ่งสำคัญคือการเลือกชนิดชา ตรวจสอบส่วนผสม และไม่หลงเชื่อคำโฆษณาที่อ้างสรรพคุณเกินจริง เพราะการดื่มชาอย่างเหมาะสม คือหัวใจสำคัญของการได้รับประโยชน์โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อร่างกาย

 

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล