"ดีแคฟ" ดีกว่ากาแฟปกติจริงหรือ? ผู้เชี่ยวชาญให้คำตอบ กาแฟไม่มีคาเฟอีน!

"ดีแคฟ" ดีกว่ากาแฟปกติจริงหรือ? ผู้เชี่ยวชาญให้คำตอบ กาแฟไม่มีคาเฟอีน!

"ดีแคฟ" ดีกว่ากาแฟปกติจริงหรือ? ผู้เชี่ยวชาญให้คำตอบ กาแฟไม่มีคาเฟอีน!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

กาแฟดีแคฟ ดีกว่ากาแฟทั่วไปจริงหรือ? ผู้เชี่ยวชาญเผยคำตอบ คนรักกาแฟควรรู้

หลายคนเลือกดื่มกาแฟดีแคฟ (Decaf) เพราะเชื่อว่าการลดคาเฟอีนอาจดีต่อสุขภาพมากกว่า แต่แท้จริงแล้วกาแฟชนิดนี้มีข้อดีเหนือกว่ากาแฟทั่วไปหรือไม่?

กาแฟดีแคฟ หรือ Decaffeinated Coffee คือกาแฟที่ผ่านกระบวนการลดปริมาณคาเฟอีนออกจากเมล็ดกาแฟ โดยทั่วไปสามารถกำจัดคาเฟอีนออกได้ประมาณ 97-99% จึงกลายเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับคนที่ต้องการลดการบริโภคคาเฟอีน โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มกาแฟช่วงบ่ายหรือเย็นและกังวลเรื่องการนอนหลับ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า กาแฟดีแคฟไม่ได้หมายความว่าจะดีต่อสุขภาพมากกว่ากาแฟทั่วไปเสมอไป เพราะทั้งสองชนิดยังมีสารประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ความแตกต่างสำคัญขึ้นอยู่กับความไวต่อคาเฟอีนของแต่ละคน

กาแฟดีแคฟยังคงมีสารที่เป็นประโยชน์

แม้ว่ากาแฟดีแคฟจะผ่านกระบวนการกำจัดคาเฟอีน แต่ไม่ได้หมายความว่าสารสำคัญในเมล็ดกาแฟจะหายไปทั้งหมด โดยกาแฟชนิดนี้ยังคงมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

กระบวนการลดคาเฟอีนอาจทำให้สารบางชนิดลดลงเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับวิธีที่ใช้ เช่น การสกัดด้วยสารเคมีหรือวิธีอื่น ๆ แต่โดยภาพรวมกาแฟดีแคฟยังคงมีสารประกอบจากกาแฟที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ด้านสุขภาพ

นักโภชนาการ Dolores Wood ให้ข้อมูลกับ National Geographic ว่า กระบวนการกำจัดคาเฟอีนมีหลายรูปแบบ แต่เมื่อพิจารณาสารประกอบโดยรวมในเมล็ดกาแฟ พบว่ากาแฟยังคงมีคุณสมบัติบางอย่างที่อาจช่วยส่งเสริมสุขภาพได้

นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัย 28 ฉบับในปี 2014 พบว่า ทั้งผู้ที่ดื่มกาแฟดีแคฟและกาแฟปกติมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ลดลง โดยผู้ที่ดื่มกาแฟมากขึ้นมีแนวโน้มพบความเสี่ยงต่ำลง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงความสัมพันธ์ทางสถิติ ไม่ได้หมายความว่าการดื่มกาแฟจำนวนมากจะช่วยป้องกันโรคได้โดยตรง

คาเฟอีนคือความแตกต่างสำคัญระหว่างกาแฟ 2 ชนิด

สิ่งที่ทำให้กาแฟทั่วไปแตกต่างจากกาแฟดีแคฟมากที่สุดคือ “คาเฟอีน” ซึ่งเป็นสารกระตุ้นระบบประสาทที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว ลดความง่วง และเพิ่มสมาธิ

งานวิจัยที่ติดตามผู้เข้าร่วมจำนวน 449,563 คนเป็นเวลา 12.5 ปี พบว่าผู้ดื่มกาแฟทั้งแบบปกติและแบบดีแคฟมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและการเสียชีวิตที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างบางประการ โดยกาแฟดีแคฟไม่ได้พบความสัมพันธ์กับการลดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ขณะที่นักวิจัยด้านโรคหัวใจบางรายมองว่า คาเฟอีนอาจมีบทบาทต่อการควบคุมจังหวะหัวใจผ่านกลไกบางอย่างในร่างกาย

นอกจากนี้ คาเฟอีนยังอาจช่วยลดความถี่ของอาการปวดไมเกรนในบางคน แต่ในบางรายกลับอาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะหรือทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้เช่นกัน

ดื่มกาแฟมากแค่ไหนถึงเหมาะสม?

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) แนะนำว่า ผู้ใหญ่ทั่วไปไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกินประมาณ 400 มิลลิกรัมต่อวัน

โดยกาแฟปริมาณประมาณ 237 มิลลิลิตร อาจมีคาเฟอีนราว 80-100 มิลลิกรัม ทั้งนี้ปริมาณจริงขึ้นอยู่กับชนิดเมล็ดกาแฟ วิธีชง และความเข้มข้นของเครื่องดื่ม

การได้รับคาเฟอีนมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการใจสั่น กระวนกระวาย นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ หรือมีปัญหาด้านระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะในผู้ที่มีความไวต่อคาเฟอีน

กาแฟดีแคฟหรือกาแฟทั่วไป แบบไหนดีกว่ากัน?

คำตอบคือ ไม่มีชนิดไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับร่างกายและพฤติกรรมของผู้ดื่ม

สำหรับคนที่ดื่มกาแฟแล้วมีอาการนอนไม่หลับ ใจสั่น หรือรู้สึกไวต่อคาเฟอีน กาแฟดีแคฟอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า เพราะยังได้รับรสชาติและสารประกอบจากกาแฟโดยลดผลกระทบจากคาเฟอีน

ขณะที่ผู้ที่ไม่มีปัญหากับคาเฟอีน กาแฟทั่วไปก็ยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการกินที่ดีได้ หากดื่มในปริมาณเหมาะสม

นักวิจัยระบุว่า การศึกษาผลของกาแฟต่อสุขภาพมีความซับซ้อน เพราะผู้ดื่มกาแฟมักมีพฤติกรรมอื่นร่วมด้วย เช่น รูปแบบอาหาร การออกกำลังกาย และวิถีชีวิต ทำให้ไม่สามารถสรุปได้ว่ากาแฟเพียงอย่างเดียวเป็นปัจจัยที่ทำให้สุขภาพดีขึ้น

ดื่มกาแฟแบบไหนถึงดีต่อสุขภาพ?

นอกจากเลือกชนิดกาแฟแล้ว วิธีดื่มก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า กาแฟดำหรือกาแฟที่ไม่เติมน้ำตาล เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า

ศาสตราจารย์ Lauren Ball จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ระบุว่า กาแฟที่ไม่เติมน้ำตาล ไม่ว่าจะเป็นกาแฟดีแคฟหรือกาแฟทั่วไป ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมต่อสุขภาพมากกว่า

ดังนั้น กาแฟดีแคฟไม่ได้เป็น “กาแฟสุขภาพ” ที่เหนือกว่ากาแฟทั่วไปเสมอไป แต่เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลดคาเฟอีน สิ่งสำคัญที่สุดคือเลือกชนิดกาแฟ ปริมาณ และช่วงเวลาการดื่มให้เหมาะกับร่างกายของตัวเอง

อ้างอิง: National Geographic

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล