แม่แทบช็อก! ลูกชาย 6 ขวบ มี "ก้อนเนื้อ" โผล่จากก้น หมอเฉลยต้นเหตุจากนิสัยยอดฮิต

แม่แทบช็อก! ลูกชาย 6 ขวบ มี "ก้อนเนื้อ" โผล่จากก้น หมอเฉลยต้นเหตุจากนิสัยยอดฮิต

แม่แทบช็อก! ลูกชาย 6 ขวบ มี "ก้อนเนื้อ" โผล่จากก้น หมอเฉลยต้นเหตุจากนิสัยยอดฮิต
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

แม่ตกใจแทบช็อก! ลูกชาย 6 ขวบ มีก้อนเนื้อโผล่จากทวารหนัก นึกว่าเป็นริดสีดวง หมอชี้สาเหตุมาจากสิ่งนี้

กลายเป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้ปกครองยุคใหม่ที่ชอบใช้ "หน้าจอ" เป็นตัวช่วยในการเลี้ยงลูก เมื่อเด็กชายวัยเพียง 6 ขวบในเมืองไทจง จากไต้หวัน ต้องเผชิญกับวิกฤตสุขภาพอย่างไม่คาดฝัน

หลังผู้เป็นแม่สังเกตเห็นว่า มีเนื้อเยื่อหรืออวัยวะบางอย่างยื่นโผล่ออกมาจากทวารหนักของลูกชายขณะเข้าห้องน้ำ ตอนแรกผู้ปกครองคิดว่าลูกชายเป็นโรคริดสีดวงทวารตั้งแต่อายุยังน้อย จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน

นพ.เซิง หยูคัง ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก จากโรงพยาบาลไทจงร่องจง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ ณ โรงพยาบาลลีจงเอ๋อร์ เปิดเผยว่า เมื่อตรวจอาการของเด็กชายวัย 6 ขวบอย่างละเอียด พบว่าเนื้อเยื่อที่ยื่นออกมานั้นไม่ใช่ริดสีดวงทวารอย่างที่ผู้ปกครองเข้าใจ แต่เป็นภาวะ "ไส้ตรงปลิ้นในเด็ก" ซึ่งเกิดขึ้นจากพฤติกรรมเสี่ยงใกล้ตัวที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนมองข้าม

ติดหน้าจอจนนั่งนาน! หมอเตือน นั่งขับถ่ายเกิน 5 นาที เสี่ยงอวัยวะหลุด

จากการสอบถามประวัติพบว่า เด็กชายรายนี้มักจะพกโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตเข้าไปในห้องน้ำด้วยทุกครั้งขณะอุจจาระ นั่งเล่นเกมและดูคลิปวิดีโอจนเพลิดเพลินนานเป็นครึ่งค่อนวัน

คุณหมอเซิงเน้นย้ำว่า การนั่งบนชักโครกเกินกว่า 5 นาทีขึ้นไป จะทำให้แรงดันในช่องท้องและแรงดันบริเวณเส้นเลือดดำรอบรูตูดสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ลำไส้ตรงหย่อนยานและปลิ้นหลุดออกมาได้ในที่สุด พร้อมเตือนผู้ปกครองให้รีบกำจัดพฤติกรรม "เบ่งไปเล่นมือถือไป" ของลูกหลานโดยด่วน

พนักงานออฟฟิศวัย 40+ แอร์เย็น ริดสีดวงลิ่มเลือดอุดตันกำเริบหนัก

นอกจากเคสของเด็กเล็กแล้ว คุณหมอยังได้ยกตัวอย่างเคสของคนไข้ชายวัย 40 กว่าปี ซึ่งทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศ ชายคนนี้เคยผ่าตัดริดสีดวงมาแล้ว แต่ช่วงหลังทำงานหนัก ต้องนั่งทำงานที่โต๊ะติดต่อกันเป็นเวลานาน ประกอบกับอากาศฤดูร้อนที่ต้องทำงานในห้องแอร์เย็นจัดและดื่มน้ำน้อย ทำให้ถ่ายอุจจาระลำบาก

คนไข้รายนี้มาพบแพทย์ด้วยความทรมานอย่างหนัก ไม่สามารถนั่งลงได้เนื่องจากเจ็บปวดบริเวณทวารหนักอย่างรุนแรง และมีเลือดไหลทุกครั้งที่ขับถ่าย เมื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดพบว่าเป็น "ริดสีดวงทวารชนิดมีลิ่มเลือดอุดตัน" ขั้นรุนแรง ซึ่งมีขนาดใหญ่มากจนทำให้รูทวารแคบลง ส่งผลให้เบ่งถ่ายยิ่งเจ็บปวด และต้องลงเอยด้วยการผ่าตัดเลเซอร์เพื่อรักษาอีกครั้ง

iStockphoto

แยกให้ออก! ริดสีดวงทวาร กับ มะเร็งลำไส้ใหญ่

คุณหมอเซิง หยูคัง ทิ้งท้ายด้วยการเตือนประชาชนว่า ทั้งโรคระริดสีดวงทวารและมะเร็งลำไส้ใหญ่ ต่างก็มีอาการถ่ายเป็นเลือด หรือมีก้อนเนื้อยื่นออกมาคล้ายคลึงกัน

ดังนั้นหากใครพบว่าตนเองมีอาการถ่ายเป็นเลือด รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอม คัน หรือปวดบวมบริเวณทวารหนัก ห้ามเดาหรือวินิจฉัยอาการเอาเองเด็ดขาด ควรรีบไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียด เพราะหากเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่จะได้ไม่พลาดช่วงเวลาทองในการรักษา

แหล่งอ้างอิง

  1. ETtoday
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล