เผยเคล็ดลับ "งดกินหลังเวลานี้" สาวออฟฟิศวัย 40 ผอมลง 8 กิโลฯ เอวหาย 3 นิ้ว

เผยเคล็ดลับ "งดกินหลังเวลานี้" สาวออฟฟิศวัย 40 ผอมลง 8 กิโลฯ เอวหาย 3 นิ้ว

เผยเคล็ดลับ "งดกินหลังเวลานี้" สาวออฟฟิศวัย 40 ผอมลง 8 กิโลฯ เอวหาย 3 นิ้ว
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เผยเคล็ดลับ "งดกินหลังเวลานี้" สาวออฟฟิศวัย 40 ผอมลง 8 กิโลฯ เอวหาย 3 นิ้ว โดยไม่ต้องออกกำลังกาย

สำหรับมนุษย์เงินเดือนและคนวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับความเครียดและการทำงานล่วงเวลาอยู่เป็นประจำ การได้เยียวยาจิตใจด้วยของกินอร่อย ๆ อย่างไก่ทอด ชาบู หรือชานมไข่มุกหลังเลิกงาน ถือเป็นความสุขสูงสุด แต่ก็ต้องแลกมาด้วยหุ่นที่พังและความรู้สึกผิดในเช้าวันต่อมา

ล่าสุด เว็บไซต์บิวตี้ชื่อดังของญี่ปุ่น Beauty News Tokyo ได้เปิดเผยเคสสุดทึ่งของสาวออฟฟิศวัย 40 ปีรายหนึ่ง ที่สามารถลดน้ำหนักลงได้ถึง 8 กิโลกรัม รอบเอวลดลง 7 เซนติเมตร (เกือบ 3 นิ้ว) แถมไขมันในช่องท้องลดลงสู่เกณฑ์ปกติได้ภายในเวลาเพียง 6 เดือน โดยที่เธอไม่ต้องอดอาหารอย่างสุดโต่ง และไม่ได้หักโหมออกกำลังกายเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อย

กุญแจสำคัญข้อที่ 1: ขีดเส้นตาย "4 ทุ่มห้ามกิน" (ล็อกเวลาสิ้นสุดมื้ออาหาร)

เคล็ดลับที่กำลังเป็นกระแสนิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพยุคนี้ ไม่ใช่การมานั่งคำนวณแคลอรีอย่างเคร่งครัด หรือการตัดแป้งตัดน้ำตาลจนตบะแตก แต่คือการ "ควบคุมเวลาทานอาหารอย่างแม่นยำ" โดยเธอได้กำหนดเส้นตายไว้ว่า หลังเวลา 21.00 น. เป็นต้นไป จะไม่หยิบอะไรเข้าปากเด็ดขาด

เนื่องจากในช่วงเวลานี้ ระบบการเผาผลาญและการย่อยอาหารของร่างกายจะเริ่มเข้าสู่โหมดพักผ่อน อาหารที่กินเข้าไปหลังจากนี้จึงถูกเปลี่ยนเป็น "ไขมันในช่องท้อง" ได้ง่ายที่สุด การหยุดกินหลัง 3 ทุ่มจะช่วยเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ย่อยอาหารอย่างสมบูรณ์ และส่งผลให้ระดับไขมันสะสมลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ

กุญแจสำคัญข้อที่ 2: ใช้เครื่องดื่มอุ่น ๆ ดับหิว และสูตรกู้ร่างวันหลุดเฟรม

แน่นอนว่าในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกของการปรับพฤติกรรม อาการหิวดึกหรืออยากอาหารย่อมเกิดขึ้นได้ สาวออฟฟิศรายนี้แนะนำให้ใช้ "ชาสมุนไพรที่ไม่มีคาเฟอีน" เช่น ชาดอกคาร์โมมายล์ หรือชารอยบอส (Rooibos Tea) ชงดื่มแบบอุ่น ๆ กลิ่นหอมของสมุนไพรจะช่วยปลอบประโลมกระเพาะอาหารและช่วยให้เข้าสู่โหมดหลับลึกได้ง่ายขึ้น

ส่วนในวันที่มีนัดสังสรรค์หรือต้องอยู่เวรดึกจนเลี่ยงไม่ได้ ในเช้าวันถัดมาให้กู้ร่างด้วยการ "ดื่มน้ำอุ่นทันทีที่ตื่นนอน" และ "ลดปริมาณมื้อเช้าให้เบาลง" พร้อมกับหาเวลาขยับร่างกาย เช่น การลงรถเมล์หรือรถไฟฟ้าก่อนถึงเป้าหมาย 1 สถานีเพื่อเดินออกกำลังกาย เท่านี้ร่างกายก็จะกลับเข้าสู่สมดุลเดิมได้อย่างรวดเร็ว

เปรียบเทียบพฤติกรรม ก่อนปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต หลังปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต (เป็นเวลา 6 เดือน)
พฤติกรรมการกินดึก กินมื้อดึก, ของทอด, ขนมหวาน หลังเลิกงานคลายเครียด งดอาหารทุกชนิดหลังเวลา 21.00 น. อย่างเคร่งครัด
ตัวช่วยตอนหิวดึก จัดมื้อหนักตามใจปากจนอิ่มแน่นท้องก่อนนอน ดื่มชาคาโมมายล์อุ่น ๆ หรือชาดำ/ชาข้าวบาร์เลย์ไร้น้ำตาล
ผลลัพธ์ที่ได้ ตื่นมาตัวบวม, อ่อนเพลียระหว่างวัน, ไขมันในช่องท้องสูง น้ำหนักลดลง 8 กก. เอวลดลง 7 ซม. ไขมันช่องท้องปกติ

กุญแจสำคัญข้อที่ 3: ปล่อยให้ท้องว่างยามค่ำคืน แลกกับคุณภาพการนอนระดับพรีเมียม

ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดนอกเหนือจากรูปร่างที่เพรียวขึ้น คือ "คุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด" เมื่อระบบภายในไม่ต้องตื่นขึ้นมาทำงานหนักเพื่อย่อยอาหารในยามค่ำคืน ร่างกายจะสามารถเข้าสู่โหมดหลับลึกได้อย่างรวดเร็ว อาการตื่นมาแล้วรู้สึกหนักเนื้อหนักตัวหรืออ่อนเพลียในตอนเช้าจะหายไป

ความสดชื่นนี้ยังส่งผลให้สมองปลอดโปร่งในเวลากลางวัน และตระหนักรู้จนสามารถลดความอยากกินของหวานหรือน้ำตาลขัดสีไปได้เองโดยอัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นวงจรสุขภาพเชิงบวกที่ดีต่อร่างกายระยะยาว

iStockphoto

ทริคปรับตัวสำหรับคนทำงานเลิกดึก: "กินรองท้องตอนเย็น" ช่วยได้

สำหรับพนักงานออฟฟิศที่ต้องเผชิญกับภาวะงานล้นมือจนพลาดมื้อเย็นอยู่บ่อยครั้ง แนะนำให้ใช้วิธีหาอาหารรองท้องที่มีประโยชน์จากร้านสะดวกซื้อในช่วงเวลา 16.00 - 17.00 น. เช่น ไข่ต้ม, มันหนึบ หรือน้ำเต้าหู้สูตรไม่เติมน้ำตาล เพื่อเติมพลังงานให้ร่างกายก่อน และป้องกันไม่ให้เกิดอาการตระบะแตกพุ่งไปกินมื้อใหญ่หลังเวลา 3 ทุ่ม

ส่วนใครที่ติดนิสัยชอบดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ ก่อนนอน ชาดำคั่ว หรือชาข้าวบาร์เลย์แบบไร้น้ำตาล ก็เป็นตัวเลือกชั้นยอดที่ช่วยให้คุณผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมนี้ไปได้อย่างไร้กังวล

[ข้อควรระวัง] เคล็ดลับและกรณีศึกษาการลดน้ำหนักนี้เป็นเพียงข้อมูลอ้างอิงในการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เท่านั้น เนื่องจากสภาพร่างกาย อายุ และปัญหาสุขภาพของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน สำหรับสตรีมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน และโรคระบบทางเดินอาหาร ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือนักโภชนาการก่อนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างจริงจัง

แหล่งอ้างอิง

  1. ETtoday
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล