อย่าชะล่าใจ 5 อาการ "ตอนกลางคืน" ใครหลับแล้วเป็นแบบนี้ อาจเป็นสัญญาณมะเร็ง!

อย่าชะล่าใจ 5 อาการ "ตอนกลางคืน" ใครหลับแล้วเป็นแบบนี้ อาจเป็นสัญญาณมะเร็ง!

อย่าชะล่าใจ 5 อาการ "ตอนกลางคืน" ใครหลับแล้วเป็นแบบนี้ อาจเป็นสัญญาณมะเร็ง!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

นอนไม่หลับ เหงื่อออกกลางคืน อาจเป็นสัญญาณสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม เปิด 5 อาการ ขณะนอนหลับ เสี่ยงมะเร็ง!

อาการนอนไม่หลับ ตื่นกลางดึกบ่อย หรือเหงื่อออกตอนกลางคืน เป็นปัญหาที่พบได้ในหลายวัย โดยเฉพาะผู้ใหญ่วัยกลางคนและผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรงเสมอไป แต่อาการที่เป็นต่อเนื่องหรือมีสัญญาณผิดปกติอื่นร่วมด้วย อาจเป็นคำเตือนจากร่างกายที่ควรตรวจหาสาเหตุ

CafeF รายงานกรณีของนายหลิว ชายชาวจีนวัย 62 ปี ที่มีปัญหานอนหลับไม่สนิทมาหลายเดือน แม้จะหลับได้เร็ว แต่กลับตื่นกลางดึกพร้อมเหงื่อออกมาก กลางวันอ่อนเพลีย และเหนื่อยหอบง่ายเมื่อต้องออกแรงเบา ๆ ก่อนการตรวจสุขภาพประจำปีจะพบก้อนเนื้อในปอดขนาด 1.5 เซนติเมตร และผลตรวจยืนยันว่าเป็นมะเร็งปอดชนิดอะเดโนคาร์ซิโนมาในระยะเริ่มต้น

นอนไม่พอเกี่ยวกับความเสี่ยงมะเร็งจริงไหม?

ประเด็นเรื่องการนอนกับมะเร็งยังเป็นเรื่องที่ต้องอธิบายอย่างระมัดระวัง เพราะการนอนไม่พอไม่ได้แปลว่าจะทำให้เป็นมะเร็งโดยตรง และคนที่นอนไม่หลับก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งเสมอไป

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Cancer โดยทีมวิจัยจากโรงพยาบาล Tongji ประเทศจีน ซึ่งศึกษาในกลุ่มประชากรวัยกลางคนและผู้สูงอายุชาวจีน พบความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาการนอนที่สั้นกับความเสี่ยงเกิดมะเร็งที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยลักษณะนี้เป็นการศึกษาเชิงสังเกต จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการนอนน้อยเป็นสาเหตุโดยตรงของโรคมะเร็ง

ในทางสุขภาพโดยรวม ข้อมูลจาก CDC ระบุว่า ผู้ใหญ่ควรนอนอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อวัน เพราะการนอนที่เพียงพอช่วยสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน น้ำหนักตัว สุขภาพหัวใจ ระบบเผาผลาญ และลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด

ทำไมอาการตอนกลางคืนถึงควรใส่ใจ

ร่างกายช่วงกลางคืนควรเป็นเวลาพักฟื้น แต่หากมีอาการผิดปกติซ้ำ ๆ เช่น เหงื่อออกมากจนเสื้อผ้าหรือผ้าปูที่นอนเปียก ตื่นเพราะเจ็บปวด หายใจไม่สะดวก หรือไอเรื้อรังจนรบกวนการนอน อาจเป็นสัญญาณว่ามีปัญหาสุขภาพบางอย่างซ่อนอยู่

Cancer Research UK ระบุว่า เหงื่อออกตอนกลางคืนอย่างมากหรือมีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อ ผลข้างเคียงจากยา หรือการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน แต่หากเป็นหนักจนเปียกชุ่ม หรือเกิดร่วมกับอาการผิดปกติอื่น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจให้ชัดเจน

5 สัญญาณตอนนอนที่ไม่ควรละเลย

อาการต่อไปนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งเสมอไป แต่หากเป็นต่อเนื่อง เกิดซ้ำบ่อย หรือมีอาการร่วม เช่น น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ไข้สูงเรื้อรัง อ่อนเพลียผิดปกติ ไอเป็นเลือด หรือพบก้อนต่อมน้ำเหลือง ควรไปพบแพทย์

1. เหงื่อออกตอนกลางคืนมากผิดปกติ

การมีเหงื่อออกขณะนอนอาจเกิดจากอากาศร้อน ผ้าห่มหนา ความเครียด ฮอร์โมน หรือยาบางชนิด แต่ถ้าตื่นมาแล้วเสื้อผ้าหรือผ้าปูที่นอนเปียกชุ่ม ทั้งที่อุณหภูมิห้องไม่ได้ร้อน ควรสังเกตให้ดี

อาการนี้อาจเกี่ยวข้องกับภาวะติดเชื้อ ต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน น้ำตาลในเลือดต่ำ หรือโรคทางเลือดบางชนิด รวมถึงอาจพบได้ในผู้ป่วยมะเร็งบางประเภท โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับไข้เรื้อรัง น้ำหนักลด หรือคลำพบต่อมน้ำเหลืองโต

2. ปวดมากขึ้นตอนกลางคืนจนตื่น

อาการปวดจากกล้ามเนื้อ กระดูก หรือข้อ บางครั้งอาจรุนแรงขึ้นเมื่อนอนนิ่งนาน ๆ แต่หากเป็นอาการปวดเรื้อรัง ปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือปวดจนต้องตื่นกลางดึกบ่อย โดยเฉพาะปวดหลัง ปวดกระดูก หรือปวดท้องส่วนบน ควรให้แพทย์ประเมิน

ในบางกรณี อาการปวดลักษณะนี้อาจเกี่ยวข้องกับโรคของกระดูก เส้นประสาท อวัยวะในช่องท้อง หรือโรคที่มีการลุกลามไปยังกระดูกได้ จึงไม่ควรซื้อยาแก้ปวดกินเองต่อเนื่องโดยไม่รู้สาเหตุ

3. ตะคริวที่ขาบ่อยและเป็นนาน

ตะคริวตอนกลางคืนพบได้บ่อย และมักเกี่ยวข้องกับการขาดน้ำ การใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป การนั่งหรือยืนนาน แร่ธาตุบางชนิดไม่สมดุล หรือยาบางประเภท ข้อมูลจาก NHS inform ระบุว่า ภาวะขาดน้ำอาจทำให้ระดับเกลือแร่ลดลงและกระตุ้นตะคริวได้

แต่ถ้าตะคริวเกิดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ปวดเกร็งนานผิดปกติ หรือมาพร้อมอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด กำลังขาลดลง หรือมีอาการชาร่วมด้วย ควรตรวจหาสาเหตุ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับระบบประสาท การไหลเวียนเลือด หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ

4. ปัสสาวะกลางคืนบ่อยผิดปกติ

การตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืนเป็นครั้งคราวอาจพบได้ โดยเฉพาะเมื่อดื่มน้ำมากก่อนนอนหรือในผู้สูงอายุ แต่หากต้องตื่นปัสสาวะหลายครั้งทุกคืนต่อเนื่อง จนรบกวนการนอน อาจเกี่ยวข้องกับเบาหวาน ต่อมลูกหมากโต การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ

ข้อมูลจาก Guy’s and St Thomas’ NHS Foundation Trust ระบุว่า การปัสสาวะกลางคืนบ่อยอาจพบร่วมกับเบาหวานได้ เพราะระดับน้ำตาลในเลือดสูงอาจทำให้กระหายน้ำมากขึ้นและระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะ หากมีเลือดปนในปัสสาวะ ปวดแสบขณะปัสสาวะ หรือปวดท้องน้อยร่วมด้วย ควรพบแพทย์

5. ไอเรื้อรังหรือหายใจถี่ตอนกลางคืน

อาการไอตอนกลางคืนอาจมาจากภูมิแพ้ หอบหืด กรดไหลย้อน หรือการติดเชื้อทางเดินหายใจ แต่ถ้าไอต่อเนื่องหลายสัปดาห์ไม่ดีขึ้น หรือมีอาการหายใจถี่ เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย ไอเป็นเลือด น้ำหนักลด หรือเบื่ออาหารร่วมด้วย ควรรีบตรวจ

NHS ระบุว่า อาการที่ควรพบแพทย์เพื่อประเมินโรคปอด รวมถึงไอที่ไม่หายหลัง 3 สัปดาห์ ไอเรื้อรังที่แย่ลง ไอเป็นเลือด เจ็บเวลาไอหรือหายใจ เหนื่อยหอบต่อเนื่อง อ่อนเพลียผิดปกติ เบื่ออาหาร หรือมีน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

ไม่ใช่ทุกอาการนอนผิดปกติจะเป็นมะเร็ง

สิ่งสำคัญคือไม่ควรตื่นตระหนกเกินไป เพราะปัญหาการนอนจำนวนมากเกิดจากสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โรคเรื้อรังบางชนิด คาเฟอีน แอลกอฮอล์ หรือพฤติกรรมการใช้หน้าจอก่อนนอน

แต่ถ้าอาการนอนไม่หลับ เหงื่อออกตอนกลางคืน ตื่นกลางดึกบ่อย หรืออาการผิดปกติอื่น ๆ เกิดซ้ำต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ และส่งผลต่อชีวิตประจำวัน ควรพบแพทย์แทนการวินิจฉัยตัวเอง เพราะการตรวจพบสาเหตุเร็วช่วยเพิ่มโอกาสดูแลรักษาได้เหมาะสมกว่า

ดูแลการนอนอย่างไรให้ลดความเสี่ยงสุขภาพ

การนอนให้เพียงพอและมีคุณภาพยังเป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของสุขภาพ โดยเฉพาะในวัยทำงานและผู้สูงอายุที่มักมีโรคเรื้อรังหรือความเครียดสะสม

  • พยายามนอนและตื่นให้เป็นเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน
  • หลีกเลี่ยงคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และมื้อหนักใกล้เวลาเข้านอน
  • ลดการใช้มือถือหรือหน้าจอสว่างก่อนนอน
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่หลีกเลี่ยงการออกแรงหนักใกล้เวลานอน
  • จัดห้องนอนให้มืด เงียบ และอุณหภูมิเหมาะสม
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการผิดปกติซ้ำ ๆ

อาการตอนกลางคืนคือสัญญาณที่ควรฟัง

นอนไม่หลับ เหงื่อออกตอนกลางคืน ตื่นกลางดึกบ่อย หรือไอต่อเนื่อง ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นมะเร็งเสมอไป แต่ถ้าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อย เป็นนาน หรือมีสัญญาณอันตรายร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด ไข้เรื้อรัง ไอเป็นเลือด ปวดรุนแรง หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ไม่ควรปล่อยผ่าน

บทเรียนจากกรณีนายหลิวสะท้อนว่า อาการเล็ก ๆ ในตอนกลางคืนอาจเป็นเบาะแสของปัญหาสุขภาพที่ร่างกายพยายามบอกเรา การพักผ่อนให้พอ สังเกตความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง และพบแพทย์เมื่ออาการไม่ปกติ คือวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการดูแลสุขภาพระยะยาว

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล