ปัจจุบันเป็นไง? อัจฉริยะวัย 29 ที่ปีก่อน "มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก" ทุ่มเงินซื้อตัว 1.5 หมื่นล้าน!

ปัจจุบันเป็นไง? อัจฉริยะวัย 29 ที่ปีก่อน "มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก" ทุ่มเงินซื้อตัว 1.5 หมื่นล้าน!

ปัจจุบันเป็นไง? อัจฉริยะวัย 29 ที่ปีก่อน "มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก" ทุ่มเงินซื้อตัว 1.5 หมื่นล้าน!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

อัจฉริยะวัย 29 ปี ที่มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก "ซื้อตัว" ด้วยมูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อปีกลาย ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

หนุ่มอัจฉริยะวัย 29 ปี ดูเหมือนจะเริ่มผลิดอกออกผลสร้างความคุ้มค่าให้แก่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) แล้ว หลังจากที่เมื่อช่วงกลางปี 2025 ซักเคอร์เบิร์กได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววงการเทคโนโลยีด้วยการยืนยันเข้าซื้อหุ้น 49% ของบริษัท สเกล เอไอ (Scale AI) ซึ่งทำให้สตาร์ตอัปแห่งนี้มีมูลค่าการประเมินทะลุ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์อเมริกา โดยยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีรายนี้ยอมทุ่มเงินสูงถึงราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5 แสนล้านบาท) เพื่อดีลประวัติศาสตร์ในครั้งนี้

พร้อมกันนั้น อเล็กซานเดอร์ หวัง (Alexandr Wang) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Scale AI ก็ได้ตบเท้าเข้าร่วมงานกับ เมตา (Meta) เพื่อเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนและพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัท ในทางทฤษฎีแล้ว การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ช่วยให้ Meta มีความผูกพันที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับพันธมิตรรายสำคัญในสมรภูมิ AI ทว่าในความเป็นจริง เงินจำนวน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์นั้นถูกนำมาใช้เพื่อเป้าหมายในการ "ซื้อตัว" อเล็กซานเดอร์ หวัง และกลุ่มทีมงานผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของเขาเป็นหลัก วันนี้เรามีเบื้องลึกมาเฉลยให้ฟังกัน

ขุนพลคนใหม่ข้างกาย "ซักเคอร์เบิร์ก" กับผลงานชิ้นโบว์แดงในห้องแล็บลับ

เบน ทอมป์สัน (Ben Thompson) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีให้ความเห็นว่า "นี่คือดีลการทำ Acquihire (การซื้อกิจการเพื่อดึงตัวบุคลากร) ที่มีราคาแพงที่สุดเพื่อให้ได้ตัว อเล็กซานเดอร์ หวัง มาร่วมทัพ" ซึ่งสะท้อนมุมมองภาพรวมของเหล่านักลงทุนได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันในระยะเวลาเกือบ 12 เดือน หวังได้รวบรวมทีมวิจัยระดับอีลีตพร้อมมอบค่าจ้างมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานด้าน AI ของ Meta และก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีอิทธิพลสูงสุดภายในองค์กร โดยเขาเป็นผู้บริหารเพียงคนเดียวของ Meta นอกเหนือจากซักเคอร์เบิร์กที่ได้ร่วมโต๊ะอาหารค่ำ ณ ทำเนียบขาว ร่วมกับกลุ่มผู้นำแห่งซิลิคอนแวลลีย์ ซึ่งจัดขึ้นโดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เมื่อปีที่ผ่านมา

จากการสัมภาษณ์พนักงานปัจจุบันและอดีตพนักงานของ Meta รวมถึงผู้ที่สนิทสนมกับหวัง พบว่าหนุ่มอัจฉริยะพันล้านรายนี้เริ่มสร้างผลงานให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา Meta ได้เปิดตัว มิวส์ สปาร์ก (Muse Spark) ซึ่งเป็นโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ตัวแรกที่คลอดออกมาจากทีมวิจัยลับของหวังที่มีชื่อว่า ทีบีดี แล็บ (TBD Lab) โดยทีมงานของหวังประมาณ 100 ชีวิตที่ถูกคัดสรรมาอย่างละเอียด จะทำงานอยู่ภายในพื้นที่รักษาความปลอดภัยขั้นสูง ณ สำนักงานใหญ่เมนโลพาร์ก (Menlo Park) ของ Meta ซึ่งต้องใช้บัตรผ่านพิเศษเฉพาะในการเข้าออกเท่านั้น และทั้งหวังกับซักเคอร์เบิร์กต่างก็มีห้องทำงานส่วนตัวอยู่ภายในพื้นที่ลับแห่งนี้ด้วย

เสียงแตกภายในองค์กร และความตึงเครียดระหว่างทีมงานเก่า-ใหม่

กลุ่มผู้สนับสนุนหวังมองว่าการเปิดตัว Muse Spark เป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่าความพยายามในการปฏิรูป AI ของ Meta กำลังมีแรงส่งที่ดี และเชื่อมั่นว่าโมเดลรุ่นถัดๆ ไปที่จะเปิดตัวในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จะสามารถลดช่องว่างและไล่ตามคู่แข่งอย่าง OpenAI, Google และ Anthropic ได้ทัน ทว่าในทางกลับกัน พนักงานคนอื่นๆ ภายใน Meta กลับไม่ได้มีความมั่นใจมากขนาดนั้น กลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยวิจารณ์สไตล์การทำงานของหวังว่ามีความเร่งรีบดลบันดาลและกดดันสูงเกินไป (Dồn dập) รวมถึงมีการพูดเกินจริงเกี่ยวกับความก้าวหน้าของระบบ

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเริ่มต้นห้องแล็บ TBD ต้องเผชิญปัญหาภายในไม่น้อย โดยเฉพาะการสูญเสียบุคลากรสำคัญให้แก่คู่แข่ง เช่น รั่วหมิง ปัง (Ruoming Pang) อดีตผู้นำฝ่ายพัฒนาจาก Apple ที่ตัดสินใจลาออกไปร่วมงานกับ OpenAI หลังย้ายมาอยู่กับ Meta ได้เพียง 7 เดือน นอกจากนี้ยังมีประเด็นความขัดแย้งเกี่ยวกับกระบวนการทำงาน เนื่องจากในท้ายที่สุด Muse Spark ถูกสร้างขึ้นโดยใช้ส่วนประกอบโครงสร้างพื้นฐานเดิมของ Meta รวมถึงซอร์สโค้ดและชุดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ลามา 4 (Llama 4) การที่หวังออกมาให้สัมภาษณ์ในภายหลังทำนองว่า Muse Spark ถูกพัฒนาขึ้นมา "จากศูนย์" (Từ con số 0) จึงทำให้พนักงานบางส่วนรู้สึกไม่พอใจเนื่องจากมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติและไม่เห็นหัวทีมงานที่พัฒนา Llama 4 รุ่นบุกเบิก สะท้อนถึงรอยร้าวที่ลึกขึ้นระหว่างทีม AI ดั้งเดิมกับทีม TBD Lab

AI ตัวใหม่จะทำเงินได้จริงไหม? ท่ามกลางการลดพนักงานเพื่อโปะงบเทคโนโลยี

ในปัจจุบัน Meta กำลังเทงบประมาณหลายหมื่นล้านดอลลาร์ไปกับเทคโนโลยี AI ขณะที่กลุ่มผู้ถือหุ้นและนักลงทุนต่างต้องการเห็นหลักฐานว่าเม็ดเงินเหล่านั้นจะสามารถแปรเปลี่ยนกลับมาเป็นรายได้ (Doanh thu) ได้อย่างไร โดยคาดหวังว่า Muse Spark และโมเดลในอนาคตของ TBD จะเข้ามาช่วยยกระดับระบบคัดเลือกคอนเทนต์และระบบยิงโฆษณาของ Meta ให้แม่นยำขึ้น รวมถึงเป็นรากฐานให้กับระบบผู้ช่วย AI, อวตารดิจิทัล และอุปกรณ์ไอทีสวมใส่ได้ (Wearable devices)

นอกจากนี้ หวังยังได้ปรับโครงสร้างงานด้านความปลอดภัย AI ด้วยการตั้งทีมใหม่ที่เรียกกันภายในว่า ทีบีเอ (TBA) หรือ "To Be Aligned" และในการประชุมระดับผู้บริหาร หวังมักจะผลักดันการพัฒนาโมเดลให้ล้ำหน้าไปสู่ระบบ "ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ส่วนบุคคล" (Superintelligence) ซึ่งขัดแย้งกับผู้บริหารรายอื่นที่ต้องการเน้นการปล่อยฟีเจอร์ AI ออกมาใช้งานบนแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียให้เร็วที่สุด และหวังยังสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดล AI แบบปิด (Proprietary models) มากกว่าแนวทางรหัสเปิด (Open-source) ที่เป็นจุดยืนเดิมของ Meta มายาวนาน

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทีม TBD ของหวังกำลังขับเคลื่อนอย่างคึกคักและมีการจัดกิจกรรมกระชับมิตรด้วยการเลี้ยง ชานมไข่มุก (Trà sữa trân châu) อยู่บ่อยครั้ง ทว่าแรงงานในส่วนอื่นๆ ของ Meta กลับต้องเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก เนื่องจากปีแรกของการเข้ามาทำงานของหวังนั้นตรงกับช่วงเวลาที่บริษัทมีการปรับโครงสร้างองค์กรและสั่งเลย์ออฟ (Sa thải) พนักงานระลอกใหญ่ทั่วทั้งบริษัท เพื่อนำเงินไปโปะงบประมาณด้าน AI ยิ่งไปกว่านั้น พนักงานจำนวนมากยังได้รวมตัวกันประท้วงแผนการของบริษัทที่จะติดตั้ง ซอฟต์แวร์ติดตามพฤติกรรม เพื่อแอบบันทึกการใช้งานหน้าจอคอมพิวเตอร์ของพนักงานนำไปใช้เทรนโมเดล AI จนทำให้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Meta ต้องร่อนบันทึกภายใน (Memo) เพื่อประกาศยกเลิกแผนการดังกล่าวบางส่วนหลังจากถูกกระแสต้านอย่างหนัก

ปัจจุบัน Muse Spark ถูกจำกัดให้ใช้งานอยู่ภายในผลิตภัณฑ์ของ Meta เป็นหลัก ทำให้นักวิเคราะห์ภายนอกประเมินประสิทธิภาพที่แท้จริงได้ยาก อีกทั้งยังมีรายงานว่าโมเดลนี้ถูกเทรนด้วยโมเดลโอเพนซอร์สของบุคคลที่สาม รวมถึงโมเดลจากประเทศจีน จนคนในบางคนนำไปเปรียบเทียบกับโมเดลล่าสุดของ ดีปสีก (DeepSeek) เลยทีเดียว ในแง่ความสามารถ Muse Spark ได้รับคำชมเชยในด้านการทำความเข้าใจรูปภาพ แต่ตัวของอเล็กซานเดอร์ หวัง ก็ยอมรับว่าโมเดลนี้ยังคงพ่ายแพ้คู่แข่งในด้านการเขียนโค้ดคอมพิวเตอร์ (Programming) ซึ่งพนักงานของ Meta ส่วนใหญ่ที่ทดสอบระบบต่างระบุว่าพวกเขายังคงชื่นชอบการใช้ โคลด (Claude) ของค่ายแอนโทรปิก (Anthropic) ในการเขียนโค้ดมากกว่า "แม้ว่าจุดเริ่มต้นใน Meta ของเขาจะดูทุลักทุเลในการค้นหาขอบเขตอำนาจของตนเอง แต่ตอนนี้เขาสามารถจับจังหวะและก้าวเดินในแบบของตัวเองได้แล้ว" แหล่งข่าวคนสนิทของหวังกล่าวทิ้งท้าย

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล