เตือนใจวัยทำงาน! ชายวัย 36 เลือดกลายเป็น "สีเขียว" ก่อนพบป่วยพร้อมกัน 4 โรค จากพฤติกรรมประจำวัน

เตือนใจวัยทำงาน! ชายวัย 36 เลือดกลายเป็น "สีเขียว" ก่อนพบป่วยพร้อมกัน 4 โรค จากพฤติกรรมประจำวัน

เตือนใจวัยทำงาน! ชายวัย 36 เลือดกลายเป็น "สีเขียว" ก่อนพบป่วยพร้อมกัน 4 โรค จากพฤติกรรมประจำวัน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ผู้บริหารวัย 36 เลือดข้น "สีเขียว" คล้ายสมูทตี้อะโวคาโด ก่อนพบป่วย 4 โรค จากพฤติกรรมประจำวัน วัยทำงานต้องระวัง

สื่อเวียดนามรายงานกรณีชายวัย 36 ปี แซ่หลี่ อาศัยอยู่ในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ที่ตอนแรกเข้าใจว่าตัวเองแค่เหนื่อยสะสมจากการทำงานหนัก แต่สุดท้ายถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉิน และพบว่าป่วยด้วยโรครุนแรงถึง 4 โรคพร้อมกัน

กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์หนัก พักผ่อนไม่พอ และละเลยสัญญาณเตือนของร่างกาย โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า การดื่มแอลกอฮอล์สัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคตับ โรคหัวใจ มะเร็งหลายชนิด รวมถึงปัญหาสุขภาพกายและใจอื่น ๆ

คิดว่าแค่ทำงานหนัก แต่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณชัด

นายหลี่เป็นผู้บริหารบริษัทที่มีภาระงานสูง ต้องประชุม พบลูกค้า และร่วมงานเลี้ยงทางธุรกิจอยู่บ่อยครั้ง ช่วงหลังเขาทำงานล่วงเวลามากขึ้น นอนดึกต่อเนื่อง กินอาหารไม่เป็นเวลา และใช้การดื่มแอลกอฮอล์เป็นวิธีคลายความเครียด

เดิมทีเขามั่นใจว่าตัวเองยังแข็งแรง เพราะอายุยังไม่มากและทำงานหนักได้เสมอ แต่ภายในเวลาเพียงประมาณ 2 สัปดาห์ ร่างกายเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งอ่อนเพลียมากขึ้น ตาและผิวหนังออกเหลือง อาเจียนต่อเนื่อง และเริ่มหายใจลำบาก

แม้อาการจะรุนแรงขึ้น เขายังพยายามทำงานต่อ และไม่อยากให้ครอบครัวเป็นห่วง จนกระทั่งหมดสติที่โต๊ะทำงาน ก่อนถูกนำตัวส่งห้องฉุกเฉิน

ผลตรวจพบป่วย 4 โรคพร้อมกัน

เมื่อถึงโรงพยาบาล แพทย์เจาะเลือดตรวจทันที และพบสิ่งผิดปกติที่ทำให้ทีมแพทย์ตกใจ เลือดของเขามีลักษณะขุ่น ข้น สีออกขาวอมเขียว คล้ายสมูทตี้อะโวคาโด ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่าระบบเผาผลาญและการทำงานของตับกำลังผิดปกติอย่างรุนแรง

รายงานระบุว่า ผลตรวจทางชีวเคมีพบค่าบิลิรูบินรวมสูงถึง 227 ไมโครโมลต่อลิตร ส่วนค่าไตรกลีเซอไรด์สูงถึง 17.8 มิลลิโมลต่อลิตร ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับอันตราย แพทย์จึงวินิจฉัยว่าเขามีภาวะป่วยรุนแรงพร้อมกัน 4 อย่าง ได้แก่ ตับอักเสบจากดีซ่านเฉียบพลัน โรคตับจากแอลกอฮอล์ ภาวะคีโตอะซิโดซิสจากเบาหวาน และภาวะไขมันในเลือดสูงอย่างรุนแรง

ทำไมเลือดถึงขุ่นคล้ายสมูทตี้?

โดยทั่วไป เลือดหรือพลาสมาที่ขุ่นมากอาจสัมพันธ์กับภาวะไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ที่สูงมากผิดปกติ ขณะที่สีเหลืองของผิว ตา หรือสารในเลือดมักเกี่ยวข้องกับบิลิรูบิน ซึ่งเป็นสารที่สะสมได้เมื่อการทำงานของตับหรือทางเดินน้ำดีมีปัญหา

ข้อมูลจาก Cleveland Clinic ระบุว่า ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงอย่างรุนแรงเริ่มที่ระดับ 500 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ส่วนในกรณีของนายหลี่ ค่าไตรกลีเซอไรด์ที่รายงานอยู่ในระดับสูงมาก จึงเป็นภาวะที่ต้องรักษาอย่างเร่งด่วน

ภาวะเลือดมีไขมันสูงมากยังอาจทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ เพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาหลอดเลือด หัวใจ และตับอ่อน โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยอื่นร่วม เช่น เบาหวาน การดื่มแอลกอฮอล์หนัก อาหารไขมันสูง และการพักผ่อนไม่เพียงพอ

แพทย์เร่งฟอกเลือดและแลกเปลี่ยนพลาสมา

เมื่อประเมินแล้วว่าอาการอยู่ในระดับวิกฤต ทีมแพทย์จึงให้การรักษาอย่างเร่งด่วน รวมถึงการแลกเปลี่ยนพลาสมาแบบกรองสองชั้น หรือ DFPP เพื่อช่วยกำจัดไขมันและสารผิดปกติในเลือด

รายงานระบุว่า ระหว่างกระบวนการรักษา แพทย์สามารถแยกของเหลวลักษณะข้น สีเหลืองคล้ายน้ำมันออกจากพลาสมาของเขาได้จำนวนหนึ่ง หลังเห็นสิ่งที่ถูกกรองออกจากร่างกายด้วยตาตัวเอง นายหลี่จึงตระหนักว่าพฤติกรรมที่ทำมาตลอดกำลังทำร้ายร่างกายอย่างหนัก

หลังรักษาอย่างเข้มข้นเกือบ 2 สัปดาห์ ทั้งการฟอกเลือดต่อเนื่อง การให้สารน้ำทางหลอดเลือด และการรักษาเพื่อพยุงการทำงานของตับ ค่าไขมันและบิลิรูบินของเขาค่อย ๆ ลดลงจนอยู่ในระดับที่ปลอดภัยพอสำหรับการกลับบ้าน

แอลกอฮอล์ไม่ได้ทำร้ายแค่ตับ

หลายคนมักนึกว่าแอลกอฮอล์ทำร้ายเฉพาะตับ แต่ข้อมูลจาก CDC ระบุว่า การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคตับ โรคหลอดเลือดสมอง ปัญหาระบบย่อยอาหาร ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และปัญหาสุขภาพจิตได้

ด้าน NHS ระบุว่า โรคตับจากแอลกอฮอล์มักไม่แสดงอาการชัดเจนจนกว่าตับจะเสียหายมากแล้ว เมื่ออาการปรากฏ อาจมีคลื่นไส้ น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ตัวเหลืองตาเหลือง ขาบวมหรือท้องบวม สับสน ง่วงซึม หรือมีเลือดออกผิดปกติ

ในกรณีของนายหลี่ อาการตาเหลือง ผิวเหลือง อาเจียน และหายใจลำบากจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นแค่ความเหนื่อยจากงาน เพราะเป็นสัญญาณที่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะฉุกเฉินของตับ ระบบเผาผลาญ และเบาหวาน

ภาวะคีโตอะซิโดซิสจากเบาหวาน อันตรายถึงชีวิต

อีกหนึ่งภาวะรุนแรงที่พบในกรณีนี้คือ คีโตอะซิโดซิสจากเบาหวาน หรือ DKA ซึ่งเกิดเมื่อร่างกายมีคีโตนสูงจนเลือดเป็นกรด และอาจทำให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานผิดปกติได้

ข้อมูลจาก CDC ระบุว่า อาการของ DKA อาจเริ่มจากกระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย และหากไม่ได้รับการรักษา อาจลุกลามเป็นหายใจเร็วและลึก ปากและผิวแห้ง หน้าแดง ลมหายใจมีกลิ่นคล้ายผลไม้ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง อ่อนเพลียมาก หรือสับสน ซึ่งต้องรีบพบแพทย์ทันที

พฤติกรรมเสี่ยงที่ควรรีบปรับก่อนร่างกายพัง

หลังรอดพ้นจากช่วงวิกฤต นายหลี่ให้คำมั่นกับแพทย์ว่าจะเลิกดื่มแอลกอฮอล์ ปรับเวลานอน และดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความเหนื่อยธรรมดา แต่เป็นสัญญาณว่าร่างกายรับไม่ไหวแล้ว

กรณีนี้สะท้อนว่า คนวัยทำงานที่ดูแข็งแรง มีตำแหน่งดี และยังอายุน้อย ก็ไม่ได้ปลอดภัยจากโรคร้าย หากใช้ชีวิตแบบนอนน้อย เครียดสูง กินไม่เป็นเวลา ดื่มแอลกอฮอล์หนัก และไม่ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์หนักหรือดื่มต่อเนื่องเป็นประจำ
  • ไม่ใช้แอลกอฮอล์เป็นวิธีคลายเครียดหลังเลิกงาน
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และลดการนอนดึกต่อเนื่อง
  • ลดอาหารทอด อาหารไขมันสูง และเครื่องดื่มหวานจัด
  • ตรวจสุขภาพเป็นระยะ โดยเฉพาะค่าน้ำตาล ไขมันในเลือด และค่าการทำงานของตับ
  • หากมีตัวเหลือง ตาเหลือง อาเจียนรุนแรง หายใจลำบาก หรือหมดสติ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที

สรุป อย่ารอให้ร่างกายล้มถึงรู้ว่ากำลังเสี่ยง

กรณีผู้บริหารวัย 36 ปีที่เลือดข้นคล้ายสมูทตี้อะโวคาโด ไม่ใช่แค่เรื่องแปลกทางการแพทย์ แต่เป็นสัญญาณเตือนคนทำงานหนักที่ละเลยสุขภาพของตัวเองมานาน

ความเหนื่อยเรื้อรัง ตาเหลือง ผิวเหลือง อาเจียน หายใจลำบาก หรือหมดสติ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นผลจากงานหนักเพียงอย่างเดียว เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรครุนแรงที่ต้องพบแพทย์โดยด่วน สุขภาพไม่ควรถูกแลกกับงาน แอลกอฮอล์ หรือการนอนดึกจนร่างกายพังเกินกว่าจะย้อนกลับได้ง่าย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล