ลึก 7 กม.ใต้สมุทรอินเดีย พบ “สุสานวาฬ” ใหญ่ที่สุดในโลก เกือบ 500 ซาก! ทำไมมาตายรวมกันที่นี่?

พบ “สุสานวาฬ” ใหญ่และลึกที่สุดในโลก ซ่อนใต้มหาสมุทอินเดีย ตะลึง พบเกือบ 500 ซาก เก่าแก่ที่สุดอายุกว่า 5 ล้านปี
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบแหล่งสะสมซากวาฬขนาดมหึมาบนพื้นมหาสมุทรอินเดียตะวันออกเฉียงใต้ มีแนวการกระจายยาวประมาณ 1,200 กิโลเมตร และอยู่ลึกจากผิวน้ำสูงสุดกว่า 7 กิโลเมตร ภายในมีทั้งฟอสซิลวาฬอายุหลายล้านปีและซากวาฬยุคปัจจุบันซึ่งกลายเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลจำนวนมาก
งานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2026 โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากจีน อิตาลี และนิวซีแลนด์ ระบุว่า นี่คือแหล่งรวมฟอสซิลวาฬและระบบนิเวศบนซากวาฬที่มีขนาดใหญ่และอยู่ลึกที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมา
อย่างไรก็ตาม คำว่า “สุสานวาฬ” ไม่ได้หมายความว่า วาฬหลายร้อยตัวเดินทางมาตายพร้อมกันในเหตุการณ์เดียว ความจริงแล้วซากเหล่านี้สะสมอยู่ในพื้นที่เดียวกันต่อเนื่องเป็นเวลาหลายล้านปีจนมีจำนวนซากวาฬหลายร้อยตัว ไม่ใช่การตายหมู่ครั้งใหญ่ในช่วงเวลาเดียวกัน

ค้นพบใต้ทะเลลึกในเขตไดอะแมนตินา
สุสานวาฬแห่งนี้อยู่ในเขตไดอะแมนตินา หรือ Diamantina Zone บริเวณมหาสมุทรอินเดียตะวันออกเฉียงใต้ ทางตะวันตกของออสเตรเลีย ภูมิประเทศใต้ทะเลเต็มไปด้วยร่องลึก สันเขา และพื้นทะเลรูปตัววี ซึ่งเกิดขึ้นจากการแยกตัวของทวีปออสเตรเลียและแอนตาร์กติกาเมื่อประมาณ 50-60 ล้านปีก่อน
การสำรวจเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ถึง 17 มีนาคม 2023 โดยทีมวิจัยเดินทางไปกับเรือสำรวจ R/V Tansuoyihao และใช้ “Fendouzhe” ยานดำน้ำลึกแบบมีมนุษย์ควบคุม ซึ่งสามารถลงไปได้ลึกถึงประมาณ 11,000 เมตร
ระหว่างการดำน้ำครั้งหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์พบฟอสซิลวาฬอยู่ใกล้จุดลึกที่สุดของร่องดอร์เดรชต์ หรือ Dordrecht Deep ที่ระดับประมาณ 7,002 เมตร การค้นพบเพียงครั้งนั้นทำให้ทีมตัดสินใจสำรวจพื้นที่เพิ่มเติมอย่างเป็นระบบ

ดำน้ำ 32 ครั้ง พบฟอสซิลวาฬ 476 ตัว
ทีมวิจัยใช้ยาน Fendouzhe ดำน้ำสำรวจทั้งหมด 32 ครั้ง ตามแนวพื้นทะเลยาวกว่า 1,200 กิโลเมตร โดยตรวจสอบพื้นที่จริงผ่านภาพวิดีโอรวมประมาณ 0.64 ตารางกิโลเมตร ผลการสำรวจบันทึกตำแหน่งซากและฟอสซิลได้ 485 แห่ง
ในจำนวนนี้ นักวิจัยจำแนกเป็นฟอสซิลสัตว์จำพวกวาฬ 476 ตัว และซากวาฬยุคปัจจุบันที่ยังมีระบบนิเวศทำงานอยู่อีก 5 จุด ซากทั้งหมดพบที่ระดับความลึกประมาณ 4,616-7,001 เมตร ซึ่งลึกกว่าพื้นที่ “วาฬตก” หรือ whale fall ส่วนใหญ่ที่เคยมีรายงานก่อนหน้านี้
คำว่า whale fall หมายถึงปรากฏการณ์ที่ร่างของวาฬจมลงสู่พื้นทะเลหลังตาย ก่อนจะกลายเป็นทั้งแหล่งอาหาร พื้นผิวอยู่อาศัย และพลังงานให้สิ่งมีชีวิตใต้ทะเลลึกเป็นเวลานานหลายสิบปีหรือมากกว่านั้น

ซากใหญ่ที่สุดเป็นวาฬมิงค์แอนตาร์กติก
ซากขนาดใหญ่ที่สุดที่พบมีความยาวประมาณ 5 เมตร นักวิทยาศาสตร์ระบุชนิดจากกระดูกหูและข้อมูลพันธุกรรมว่าเป็นวาฬมิงค์แอนตาร์กติก หรือ Antarctic minke whale ชื่อวิทยาศาสตร์ Balaenoptera bonaerensis ซึ่งเป็นวาฬที่อพยพอยู่รอบมหาสมุทรใต้และสามารถเดินทางขึ้นมาทางตอนใต้ของออสเตรเลียได้
ส่วนฟอสซิลจำนวนมากเป็นของวาฬจะงอย หรือ beaked whales สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลลึกที่มนุษย์ยังมีข้อมูลไม่มากนัก เนื่องจากพวกมันอาศัยอยู่ในมหาสมุทรเปิดและสามารถดำน้ำได้นานกว่าหนึ่งชั่วโมง เพื่อจับหมึกและปลาทะเลลึกเป็นอาหาร
การวิเคราะห์ฟอสซิลที่นำขึ้นมาศึกษายังพบทั้งวาฬจะงอยชนิดที่ยังมีชีวิตอยู่และชนิดที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ที่น่าสนใจคือทีมวิจัยค้นพบวาฬจะงอยสายพันธุ์ใหม่ ก่อนตั้งชื่อว่า Pterocetus diamantinae ตามสถานที่ที่พบ

ฟอสซิลเก่าแก่ที่สุดมีอายุ 5.26 ล้านปี
นักวิจัยนำกระดูกฟอสซิล 33 ตัวอย่างไปตรวจหาอายุด้วยการวิเคราะห์สัดส่วนไอโซโทปของสตรอนเชียม ซึ่งอาศัยการเปรียบเทียบองค์ประกอบที่เก็บอยู่ในกระดูกกับการเปลี่ยนแปลงของน้ำทะเลในแต่ละยุค
ผลการตรวจพบว่า ฟอสซิลที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุประมาณ 5.26 ล้านปี อยู่ในช่วงต้นของสมัยไพลโอซีน ส่วนตัวอย่างอื่นมีอายุตั้งแต่ประมาณ 120,000 ปีขึ้นไป แสดงว่าบริเวณนี้มีซากวาฬตกลงมาสะสมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายล้านปีจนถึงปัจจุบัน
ตะกอนบริเวณดังกล่าวสะสมตัวช้ามาก ทำให้กระดูกบางส่วนไม่ถูกฝังหรือพัดหายไปอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน กระดูกส่วนจะงอยของวาฬกลุ่มนี้มีความหนาแน่นและแร่ธาตุสูง จึงทนต่อการย่อยสลายได้ดีกว่ากระดูกส่วนอื่น

ทำไมซากวาฬจำนวนมากจึงมาสะสมอยู่ที่นี่?
นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้อย่างเด็ดขาด แต่เสนอว่าการเกิดสุสานวาฬน่าจะมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน บริเวณไดอะแมนตินาอาจอยู่ใกล้เส้นทางอพยพของวาฬบาลีน เช่น วาฬมิงค์และวาฬเซ ซึ่งเมื่อหมดอายุขัยหรือตายจากสาเหตุต่าง ๆ ร่างอาจจมลงสู่พื้นทะเลในบริเวณนี้
ขณะเดียวกัน ร่องน้ำรูปตัววีมีหมึกและปลาทะเลลึกอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นแหล่งหากินที่เหมาะกับวาฬจะงอย วาฬเหล่านี้สามารถดำน้ำลึกเกิน 1,000 เมตรได้เป็นประจำ แต่การลงไปใกล้ขีดจำกัดทางสรีรวิทยาอาจเพิ่มความเสี่ยงจากความอ่อนล้าและภาวะแทรกซ้อนจากการดำน้ำ
รูปทรงของร่องลึกยังอาจทำหน้าที่เหมือนกรวยธรรมชาติ ช่วยพาร่างวาฬที่จมลงมารวมอยู่บริเวณพื้นร่อง เมื่อประกอบกับอัตราการสะสมของตะกอนที่ต่ำมาก กระดูกจึงคงอยู่บนพื้นทะเลได้นานและค่อย ๆ กลายเป็นฟอสซิล
ด้วยเหตุนี้ หลักฐานที่พบจึงไม่ได้บอกว่าวาฬกว่า 500 ตัวมาตายพร้อมกัน แต่สะท้อนว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นทั้งเส้นทางอพยพ แหล่งหากิน และจุดรับซากตามธรรมชาติที่ทำงานต่อเนื่องมาหลายล้านปี
ซากวาฬหนึ่งตัว สร้างชุมชนสิ่งมีชีวิตทั้งระบบ
ในมหาสมุทรลึกที่ไม่มีแสงแดดและมีอาหารจำกัด ร่างของวาฬถือเป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ หลังสัตว์กินซากจัดการกับเนื้อเยื่อแล้ว ไขมันที่ยังหลงเหลืออยู่ภายในกระดูกจะถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายจนเกิดสารประกอบกำมะถัน
สารเหล่านี้เป็นพลังงานให้แบคทีเรียสังเคราะห์ทางเคมี ซึ่งไม่ต้องพึ่งแสงแดดเหมือนพืช แบคทีเรียจึงกลายเป็นฐานอาหารของชุมชนสิ่งมีชีวิตเฉพาะทาง เช่น หอยสองฝาที่อาศัยจุลินทรีย์ร่วมชีพ หนอนกินกระดูก หอยฝาเดียว กุ้ง และดาวเปราะ
ทีมวิจัยบันทึกสัตว์ขนาดใหญ่กว่า 0.5 มิลลิเมตรได้อย่างน้อย 35 กลุ่ม โดยบางจุดมีความหนาแน่นสูงถึง 2,840 ตัวต่อตารางเมตร ข้อมูลทางพันธุกรรมยังชี้ว่า สิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่พบอาจเป็นสายพันธุ์ที่วิทยาศาสตร์ยังไม่เคยจำแนกมาก่อน
หนึ่งในซากวาฬที่ระดับความลึก 6,789 เมตรได้รับการระบุว่าเป็นชุมชนสิ่งมีชีวิตบนซากวาฬที่ลึกที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ ทำลายสถิติเดิมซึ่งอยู่ที่ระดับประมาณ 4,204 เมตร และขยายขอบเขตความรู้เรื่องชีวิตในเขตทะเลลึกลงไปอีกกว่า 2,500 เมตร

อาจมีซากวาฬซ่อนอยู่นับล้านตัว
จากบริเวณที่สำรวจ ทีมงานพบความหนาแน่นของซากวาฬสูงสุดประมาณ 759.5 ตัวต่อตารางกิโลเมตร ขณะที่พื้นร่องทั้งหมดมีพื้นที่ประเมินราว 14,400 ตารางกิโลเมตร หากใช้ความหนาแน่นที่พบมาคำนวณกับพื้นที่ทั้งหมด อาจมีซากวาฬมากกว่า 10 ล้านตัวซ่อนอยู่ในเขตไดอะแมนตินา
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ทางสถิติจากพื้นที่ตัวอย่าง ไม่ใช่จำนวนซากที่นักวิทยาศาสตร์มองเห็นหรือนับได้โดยตรง จึงยังต้องมีการสำรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการกระจายตัวจริงในพื้นที่ส่วนอื่น
นักวิจัยประเมินเพิ่มเติมว่า ซากวาฬเหล่านี้อาจกักเก็บคาร์บอนไว้รวมประมาณ 6.7 ล้านตัน ช่วยส่งคาร์บอนจากผิวน้ำลงไปอยู่ในทะเลลึกเป็นเวลานาน และสะท้อนบทบาทของวาฬที่เชื่อมโยงกับระบบคาร์บอนของมหาสมุทรแม้หลังจากสิ้นอายุขัยแล้ว
“ซูเปอร์คอร์ริดอร์” ของชีวิตใต้ทะเลลึก
ซากวาฬที่เรียงตัวตามแนวตะวันตกเฉียงเหนือไปยังตะวันออกเฉียงใต้เป็นระยะทาง 1,200 กิโลเมตร อาจทำหน้าที่เป็น “ทางเชื่อมของชุมชนบนซากวาฬ” หรือ whale-fall community supercorridor ช่วยให้สิ่งมีชีวิตที่พึ่งพาพลังงานจากกำมะถันแพร่กระจายไปตามพื้นมหาสมุทร
แนวคิดนี้มีความสำคัญ เพราะซากวาฬแต่ละแห่งเปรียบเสมือนเกาะอาหารกลางทะเลทรายใต้สมุทร เมื่อมีซากวาฬหลายจุดเรียงต่อกัน สิ่งมีชีวิตเฉพาะทางอาจใช้เป็นจุดพักและแพร่พันธุ์ เชื่อมโยงไปถึงชุมชนตามปล่องน้ำพุร้อนใต้ทะเลและบริเวณที่มีของเหลวเย็นซึมออกจากพื้นทะเล
บทสรุปของการค้นพบครั้งสำคัญ
สุสานวาฬแห่งไดอะแมนตินาไม่ใช่เพียงแหล่งรวมกระดูกเก่า แต่เป็นบันทึกธรรมชาติที่ครอบคลุมเวลาตั้งแต่ต้นยุคไพลโอซีนจนถึงปัจจุบัน ฟอสซิลเหล่านี้อาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาวิวัฒนาการ การกระจายพันธุ์ และพฤติกรรมของวาฬจะงอย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มวาฬที่มนุษย์รู้จักน้อยที่สุด
ในอีกด้านหนึ่ง ซากวาฬยุคใหม่แสดงให้เห็นว่า แม้ใต้ทะเลลึกจะมืด หนาว และมีแรงดันมหาศาล แต่ยังมีระบบนิเวศซับซ้อนซ่อนอยู่ การค้นพบครั้งนี้จึงไม่เพียงตอบคำถามว่าเหตุใดซากวาฬจึงสะสมอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่ยังเปิดประตูไปสู่สิ่งมีชีวิตและประวัติศาสตร์ของมหาสมุทรที่รอการค้นพบอีกมหาศาล
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี