ยิ่งเครียดยิ่งอ้วน! หมอเผยเคสหญิงวัย 50 แค่ปรับ 3 พฤติกรรม ลด 13 โล ใน 4 เดือน

หมอเผยเคส "เจ้าของธุรกิจวัย 50" ปรับ 3 พฤติกรรม นำหนักลด 13 กก. "ไขมันในช่องท้องลดฮวบครึ่งหนึ่ง"
เมื่อก้าวข้ามวัย 50 ปี หลายคนมักบ่นอุบว่า "แค่หายใจก็อ้วนแล้ว" สูตรลดน้ำหนักแบบเดิมๆ อย่างการอดอาหารสักมื้อสองมื้อใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ล่าสุด พญ.สวี่ซูหัว แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวชื่อดัง ของไต้หวัน ได้เปิดเผยเคสผู้ป่วยหญิงวัย 50 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจที่ต้องแบกรับความเครียดอย่างหนัก จนน้ำหนักตัวพุ่งทะยานไปถึง 80.4 กิโลกรัม และเริ่มมีอาการปวดเข่าอย่างรุนแรง
ซึ่งผลการวินิจฉัยชี้ชัดว่าเธอเป็นโรค "อ้วนลงพุงจากความเครียด" แต่หลังจากปรับพฤติกรรมและฟื้นฟูระบบเผาผลาญเพียง 16 สัปดาห์ เธอสามารถลดน้ำหนักได้เกือบ 13 กิโลกรัม และที่น่าทึ่งคือไขมันในช่องท้องลดลงไปถึงครึ่งหนึ่ง
ยิ่งเครียด ฮอร์โมน "คอร์ติซอล" ยิ่งพุ่ง ตัวการล็อกไขมันเกาะพุง
คุณหมอสวี่ซูหัว อธิบายว่า ผู้ป่วยรายนี้เป็นคนจริงจังกับการทำงานและต้องแบกรับความกดดันสูง เดิมทีเธอเป็นคนชอบออกกำลังกาย แต่เมื่อตารางชีวิตเริ่มรวน ทำให้น้ำหนักตัวพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนเข่ารับไม่ไหว เมื่อขาดทางระบายความเครียดบวกกับความกดดันจากงาน ทำให้พฤติกรรมการกินเริ่มหลุดการควบคุม และมักแอบกินอาหารส่วนเกินในเวลาที่ไม่ควรกิน จนน้ำหนักไปแตะที่ 80.4 กิโลกรัม
ในทางการแพทย์ อาการนี้เรียกว่า "ภาวะอ้วนลงพุงจากความเครียด" เกิดจากการที่ร่างกายตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดเป็นเวลานาน ส่งผลให้ ฮอร์โมนคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนความเครียด พุ่งสูงอยู่ตลอดเวลา คุณสมบัติที่ดื้อรั้นของคอร์ติซอลคือ มันชอบสั่งการให้ร่างกายนำไขมันไปสะสมไว้ที่บริเวณหน้าท้องและรอบๆ อวัยวะภายในมากเป็นพิเศษ
ซึ่งไขมันในช่องท้องที่สูงเกินไปนี้ จะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบเรื้อรัง และเข้าไปขัดขวางการทำงานของอินซูลิน ทำให้เกิดภาวะ "ดื้อต่อฮอร์โมนเลปติน" หรือฮอร์โมนอิ่ม ส่งผลให้สมองไม่ได้รับสัญญาณว่าอิ่ม และทำให้ไขมันถูกเผาผลาญได้ยากกว่าคนปกติ
อดอาหารยิ่งพัง! พลิกกลยุทธ์ด้วยการ "ฟื้นฟูระบบเผาผลาญ"
คุณหมอสวี่ซูหัว ชี้ว่า ในภาวะที่ผู้ป่วยเจ็บเข่าจนขยับร่างกายได้น้อยลง หากยังฝืนใช้วิธีเดิมๆ อย่าง "กินให้น้อยลง-ออกกำลังกายให้หนักขึ้น" หรือใช้วิธีอดอาหารอย่างสุดโต่ง ร่างกายจะยิ่งรับรู้ถึงวิกฤตการเอาชีวิตรอด ส่งผลให้ระบบภายในสั่ง "ล็อกการเผาผลาญไขมัน" ทันที ทำให้น้ำหนักนิ่งสนิทและเข้าสู่ช่วงวิกฤตลดไม่ลง
เพื่อทลายกำแพงนี้ การรักษาจึงไม่ใช่การสั่งห้ามกินอย่างเข้มงวด แต่เปลี่ยนมาใช้วิธี การฟื้นฟูระบบเผาผลาญ โดยให้ผู้ป่วยปรับพฤติกรรมหลัก 3 ข้อ ดังนี้:
- 1. ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน: เพื่อช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนและการเผาผลาญขั้นพื้นฐาน
- 2. ปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับ: การนอนหลับที่ดีจะช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดและซ่อมแซมระบบฮอร์โมนที่แปรปรวน
- 3. ใช้สูตรการกินแบบยืดหยุ่น เน้นจัดการเมื่อต้องกินนอกบ้าน: สอนวิธีเลือกทานอาหารอย่างฉลาดเมื่อต้องไปปาร์ตี้หรือทานข้าวนอกบ้าน ปรับสัดส่วนอาหารโดยควบคุมช่วงเวลาการทานคาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) และจำกัดปริมาณอย่างเหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องอดอาหารอย่างทรมาน
iStockphoto
ผลลัพธ์ 16 สัปดาห์: น้ำหนักลด 13 กก. ไขมันช่องท้องลดฮวบ 50%
หลังจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างมีวิทยาศาสตร์เป็นเวลา 16 สัปดาห์ น้ำหนักของผู้ป่วยลดลงอย่างมั่นคงจาก 80.4 กิโลกรัม เหลือ 67.5 กิโลกรัม ลดลงไปประมาณ 13 กิโลกรัม เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย ลดลงจาก 38.6% เหลือ 28.4%
และที่ทำให้ทีมแพทย์ตื่นเต้นที่สุดคือ "ไขมันในช่องท้อง" ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดกลุ่มอาการอาสัญญาณโรคระบบเผาผลาญ โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคสามสูง (ความดัน เบาหวาน ไขมัน) ดิ่งจากระดับอันตรายที่เลข 14 ลงมาเหลือเพียงเลข 7 ลดลงไปครึ่งหนึ่งพอดี พร้อมทั้งผลเลือดด้านการเผาผลาญอื่นๆ ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
คุณหมอสวี่ซูหัว ทิ้งท้ายว่า กุญแจสำคัญของการลดน้ำหนักให้สำเร็จ ไม่ใช่การใช้ "ความอดทนและฝืนใจ" เพื่อต่อสู้กับความอยากอาหาร แต่คือการใช้หลักวิทยาศาสตร์เข้ามาปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย เมื่อคุณภาพการนอนดีขึ้น ดัชนีการอักเสบในร่างกายลดลง และระบบเผาผลาญได้รับการรีสตาร์ท น้ำหนักตัวก็จะค่อยๆ กลับคืนสู่เกณฑ์มาตรฐานได้เองตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี