ผลวิจัยชี้สมองเริ่มฝ่อหลังอายุ 50 ปี กูรูแนะ 2 พฤติกรรมทำง่ายๆ ช่วยเซฟสมอง

ผลวิจัยชี้สมองเริ่มฝ่อหลังอายุ 50 ปี กูรูแนะ 2 พฤติกรรมทำง่ายๆ ช่วยเซฟสมอง

ผลวิจัยชี้สมองเริ่มฝ่อหลังอายุ 50 ปี กูรูแนะ 2 พฤติกรรมทำง่ายๆ ช่วยเซฟสมอง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ผลวิจัยชี้สมองเริ่มฝ่อหลังอายุ 50 ปี ผู้เชี่ยวชาญแนะ 2 พฤติกรรมทำง่ายๆ ช่วยชะลอสมองเสื่อม

เมื่อพูดถึงการบำรุงสมอง คนส่วนใหญ่มักนึกถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นอันดับแรก แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า พฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารโดยรวมมีผลต่อสุขภาพสมองอย่างมาก นอกจากการรับประทานอาหารตามหลักแนวทางอาหารสมองแล้ว พฤติกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันอย่าง "การเคี้ยวอาหารช้า ๆ" และ "การเข้าครัวทำอาหารเอง" ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาความอ่อนเยาว์ของสมองได้

ตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น สมองจะค่อย ๆ เสื่อมถอยลง โดยผลการวิจัยพบว่าหลังจากอายุ 50 ปี สมองจะเริ่มมีภาวะฝ่อตัว และเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป ปริมาณเนื้อสมองจะลดลงเฉลี่ยประมาณ 0.5% ต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความจำ ความตั้งใจ สมาธิ ความเร็วในการตอบสนอง และความสามารถในการวางแผนระบบความคิด

เผยความลับ "การเคี้ยวอาหาร" ช่วยชะลอสมองเสื่อม

มูลนิธิตงซื่อ จากไต้หวัน ได้อ้างอิงผลการศึกษาจากประเทศเกาหลีใต้ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่า การเคี้ยวและการพูดทำหน้าที่เสมือนเป็นปั๊มช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (CSF) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการช่วยกำจัดของเสียและโปรตีนพิษที่สะสมในสมองอันเป็นสาเหตุของโรคสมองเสื่อม

ศาสตราจารย์ สวี่ ฮุ่ยอวี้ ผู้อำนวยการศูนย์อาหารและโภชนาการของมูลนิธิตงซื่อ อธิบายเสริมว่า กระบวนการเคี้ยวช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดไปยังสมองส่วนไฮโปแคมปัสและส่วนหน้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับความจำ การเรียนรู้ และการตัดสินใจ นอกจากนี้ การกินเร็วเกินไปทำให้อิ่มช้าและอ้วนง่าย ซึ่งโรคอ้วนและภาวะดื้อต่ออินซูลินล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์

iStockphoto

เข้าครัวทำอาหาร: การฝึกสมองชั้นยอดที่ลดความเสี่ยงได้ถึง 70%

นอกจากการปรับวิธีกินให้ช้าลงแล้ว "การทำอาหารเอง" ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีช่วยปกป้องสมอง โดยงานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นที่ติดตามกลุ่มผู้สูงอายุวัย 65 ปีขึ้นไป จำนวนกว่า 10,000 คน เป็นเวลานาน 6 ปี พบว่าผู้ที่เข้าครัวทำอาหารเองอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง มีความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมลดลงถึง 30% และกลุ่มที่ไม่เคยทำอาหารเลยหากหันมาเริ่มฝึกทำอาหาร จะช่วยลดความเสี่ยงได้มากถึงเกือบ 70%

การทำอาหารเปรียบเสมือนการฝึกฝนระบบประสาทและการรับรู้ในชีวิตจริง ตั้งแต่ขั้นตอนการคิดเมนู การออกไปเลือกซื้อวัตถุดิบ การเตรียมของ ไปจนถึงการควบคุมระดับไฟและเวลา ซึ่งต้องใช้ทักษะความจำ สมาธิ และการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ถือเป็นการกระตุ้นให้สมองได้ออกกำลังกายอยู่ตลอดเวลา

การหันมาทำอาหารทานเองยังช่วยให้เราได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากผักและธัญพืชเต็มเมล็ดมากขึ้น ลดการบริโภคอาหารแปรรูปแช่แข็ง ทั้งยังช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทั้งการมองเห็น การดมกลิ่น การชิมรส และการสัมผัส ซึ่งส่งผลดีต่อการรักษาความยืดหยุ่นและการทำงานของโครงข่ายประสาทในสมองให้แข็งแรงในระยะยาว

แหล่งอ้างอิง

  1. ETtoday
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล