"นอนกลางวัน" มีโทษหรือประโยชน์มากกว่า? ฮาร์วาร์ดเฉลยด้วยสูตร 20 นาที รู้ไว้ดีกว่า!

"นอนกลางวัน" มีโทษหรือประโยชน์มากกว่า? ฮาร์วาร์ดเฉลยด้วยสูตร 20 นาที รู้ไว้ดีกว่า!

"นอนกลางวัน" มีโทษหรือประโยชน์มากกว่า? ฮาร์วาร์ดเฉลยด้วยสูตร 20 นาที รู้ไว้ดีกว่า!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ฮาร์วาร์ดเตือน! นอนกลางวันบ่อยอาจไม่ใช่แค่เพลีย แต่อาจเป็นสัญญาณ "โรคร้าย" ที่ร่างกายกำลังฟ้อง

ในหลายวัฒนธรรม "การนอนกลางวัน" (Nap) ถือเป็นวิจิตรวัตรประจำวันที่คุ้นเคย ข้อมูลจากมูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติสหรัฐฯ (National Sleep Foundation) ระบุว่า การงีบหลับสั้น ๆ ในช่วงกลางวันสามารถสร้างความสดชื่น ช่วยซ่อมแซมร่างกายหลังจากนอนดึก ลดความเหนื่อยล้า ทำให้อารมณ์ดีขึ้น และช่วยให้สมองปลอดโปร่ง พร้อมทั้งเพิ่มสมาธิให้กับกลุ่มคนที่ต้องทำงานนอกเวลาทำการปกติ (Shift Workers)

นอกจากนี้ รายงานจากวารสารสุขภาพ Harvard Health Publishing ของโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School) ยังชี้ว่า การนอนกลางวันช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่โดยลดอาการง่วงนอนหลังพวงมาลัย และผลการทดลองในห้องปฏิบัติการยังพิสูจน์แล้วว่า การงีบหลับช่วยกระตุ้นระบบความจำให้ดีขึ้นได้

ทว่า เหรียญย่อมมีสองด้าน เพราะการนอนกลางวันไม่ได้ให้ผลดีต่อร่างกายเสมอไป

เมื่อไหร่ที่ "การนอนกลางวัน" กลายเป็นสัญญาณเตือนโรคร้าย?

ผู้เชี่ยวชาญจากโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดระบุว่า จากการศึกษาเชิงสถิติขนาดใหญ่พบว่า การนอนกลางวันไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นพฤติกรรมที่ดีหรือแย่ต่อทุกคน เนื่องจากในบางกลุ่มคนมันส่งผลดี แต่ในอีกกลุ่มกลับมีความเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพอย่างน่ายกเว้น

สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ "สาเหตุ" ที่ทำให้คุณต้องนอนในตอนกลางวัน หากเป็นการงีบหลับเป็นครั้งคราวเพื่อชดเชยการนอนดึกในบางคืน ถือเป็นเรื่องปกติที่ไม่มีอะไรน่ากังวล แต่หากคุณ มีความรู้สึกง่วงนอนทุกวันและจำเป็นต้องนอนกลางวันเป็นประจำมิฉะนั้นจะไม่สามารถตื่นตัวได้ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังเผชิญกับภาวะอดนอนสะสมเรื้อรัง

ที่น่าหวั่นใจคือ งานวิจัยบางชิ้นพบว่า ผู้ใหญ่ที่ชอบนอนกลางวันเป็นเวลานาน มีแนวโน้มที่จะป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคซึมเศร้ามากกว่าคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม แพทย์ย้ำว่าการนอนกลางวันไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรคเหล่านั้น แต่เป็นเพราะกลุ่มคนเหล่านี้มักมีพฤติกรรม "นอนไม่พอในตอนกลางคืน" หรือมีคุณภาพการนอนหลับคืนก่อนหน้าย่ำแย่ ซึ่งการขาดนอนเรื้อรังคือปัจจัยหลักที่เข้าไปกระตุ้นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

นอกจากนี้ การนอนกลางวันยังอาจสร้าง "วงจรอุบาทว์ (Vicious Cycle)" ให้กับการนอนได้ กล่าวคือ พอนอนไม่หลับตอนกลางคืน จึงมานอนชดเชยในตอนกลางวัน และเมื่อนอนกลางวันไปแล้ว พอถึงเวลากลางคืนร่างกายกลับไม่รู้สึกง่วง ทำให้เกิดอาการตาค้างและนอนหลับยากยิ่งขึ้นไปอีก ส่งผลกระทบให้ระบบการนอนหลับรวนในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าในผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับตอนกลางคืน "การจำกัดหรือเลิกนอนกลางวัน" จะเป็นกลยุทธ์ที่ดีในการช่วยกู้ระบบการนอนหลับให้กลับมาปกติ

 

สรุปสูตร "งีบอย่างไร" ไม่ให้กระทบการนอนตอนกลางคืน

เพื่อป้องกันไม่ให้การงีบหลับระหว่างวันไปทำลายวงจรการนอนหลับหลัก คณะแพทย์จากฮาร์วาร์ดได้ให้คำแนะนำและหลักการปฏิบัติไว้ดังนี้:

  • เลือกเวลาให้ถูก (Right Time): ควรนอนในช่วงต้นของบ่าย (เช่น หลังมื้อเที่ยง) ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับความตื่นตัวของร่างกายลดลงตามธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการนอนในช่วงเย็นหรือพลบค่ำเด็ดขาด

  • จำกัดเวลาให้สั้น (Short Nap): ระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ ประมาณ 20 นาที การนอนนานเกินไปจะทำให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะหลับลึก เมื่อตื่นขึ้นมาจะเกิดอาการมึนงง อ่อนเพลีย (Sleep Inertia) และทำให้นอนไม่หลับในตอนกลางคืน

  • ตั้งนาฬิกาปลุก: เพื่อควบคุมเวลาไม่ให้เผลอหลับยาวเกินไป

  • จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม: ควรนอนในสถานที่ที่เงียบสงบ สบาย และไม่มีสิ่งรบกวน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มประสิทธิภาพในระยะเวลาอันสั้น

  • ประเมินหาสาเหตุ: หากรู้สึกง่วงจัดตอนกลางวันทุกวัน ให้กลับไปเช็กพฤติกรรมการนอนตอนกลางคืนว่านอนหลับลึกและเพียงพอหรือไม่

  • ปรับสุขอนามัยการนอน (Sleep Hygiene): เข้านอนและตื่นให้เป็นเวลา, หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และคาเฟอีนในช่วงเย็น, งดการใช้เครื่องมือสื่อสารและหน้าจออิเล็กทรอนิกส์อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนอน และดูแลห้องนอนให้เย็น มืด และเงียบสงบ

  • เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์: หากคุณมั่นใจว่านอนหลับตอนกลางคืนอย่างน้อย 7 ชั่วโมงแล้ว แต่ในตอนกลางวันยังคงมีอาการอ่อนเพลียและง่วงนอนรุนแรงติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยภาวะผิดปกติจากการนอนหลับ (Sleep Disorders)

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล