ช็อกสายสุขภาพ! สาวกินบลูเบอร์รี่ 2 วันติด ปวดท้องหนัก พบ "ก้อน" ในกระเพาะ หมอเตือน 4 กลุ่มต้องระวัง

ช็อกสายสุขภาพ! สาวกินบลูเบอร์รี่ 2 วันติด ปวดท้องหนัก พบ "ก้อน" ในกระเพาะ หมอเตือน 4 กลุ่มต้องระวัง

ช็อกสายสุขภาพ! สาวกินบลูเบอร์รี่ 2 วันติด ปวดท้องหนัก พบ "ก้อน" ในกระเพาะ หมอเตือน 4 กลุ่มต้องระวัง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สาวกินบลูเบอร์รี่ตามกระแส สุดท้ายปวดท้องหนัก หมอเตือนผลไม้ดี กินผิดวิธีก็เสี่ยงได้ พร้อมเตือน 4 กลุ่ม ไม่ควรกิน

บลูเบอร์รี่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในผลไม้เพื่อสุขภาพ ด้วยภาพจำเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดการอักเสบ และดีต่อหัวใจ จนหลายคนรีบหาซื้อมารับประทานตามกระแส แต่ล่าสุดมีกรณีจากประเทศจีนที่กลายเป็นอุทาหรณ์ หลังหญิงรายหนึ่งกินบลูเบอร์รี่ปริมาณมากต่อเนื่องเพียง 2 วัน ก่อนมีอาการปวดท้องรุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาล

เหตุการณ์นี้สะท้อนชัดว่า แม้อาหารจะมีประโยชน์เพียงใด หากรับประทานมากเกินไป หรือกินไม่เหมาะกับร่างกาย ก็อาจส่งผลเสียได้เช่นกัน

 

กินวันละ 250 กรัม 2 วันติด สุดท้ายเจอก้อนแข็งในกระเพาะ

สำนักข่าว People’s Daily ของจีน รายงานว่า หญิงคนหนึ่งในมณฑลฝูเจี้ยนเชื่อข้อมูลบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับคุณสมบัติต้านการอักเสบของบลูเบอร์รี่ จึงรับประทานวันละประมาณ 250 กรัม ติดต่อกัน 2 วัน

แต่แทนที่จะรู้สึกดีขึ้น เธอกลับมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน และมีอาการกรดไหลย้อน เมื่อตรวจที่ห้องฉุกเฉิน แพทย์พบก้อนแข็งในกระเพาะอาหาร และวินิจฉัยว่าเป็นภาวะก้อนสะสมในกระเพาะอาหาร หรือ gastric bezoar หรืออาการที่มีก้อนเศษอาหารที่ย่อยไม่ได้หรือย่อยไม่สมบูรณ์ แล้วเกิดการสะสมจับตัวกันแน่นอยู่ภายในกระเพาะอาหาร 

ทำไมบลูเบอร์รี่ถึงกลายเป็นก้อนในท้องได้

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารจากโรงพยาบาลประชาชนแห่งที่สอง มณฑลฝูเจี้ยน อธิบายว่า บลูเบอร์รี่มีใยอาหาร เพคติน และแทนนินอยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสารที่มีประโยชน์

อย่างไรก็ตาม หากรับประทานในปริมาณมาก โดยเฉพาะขณะท้องว่าง สารเหล่านี้อาจทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะอาหาร และจับตัวกับโปรตีนจนกลายเป็นก้อนแข็งที่ย่อยยาก ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้อง หรือรุนแรงถึงขั้นอุดตันทางเดินอาหารได้

บลูเบอร์รี่ช่วยต้านการอักเสบจริงไหม

แพทย์ระบุว่า บลูเบอร์รี่มีสารแอนโทไซยานินและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจช่วยลดภาวะอักเสบเรื้อรังระดับต่ำได้ และยังช่วยสุขภาพหลอดเลือด และช่วยดูแลสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้

แต่คำว่า “ต้านการอักเสบ” ในทางโภชนาการ หมายถึงผลดีจากการกินอาหารที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ไม่ใช่ฤทธิ์รักษาเฉียบพลันแบบยาแก้อักเสบหรือยาปฏิชีวนะ ดังนั้นไม่ควรมองว่าบลูเบอร์รี่เป็นยาครอบจักรวาล

ควรกินวันละเท่าไร

นักโภชนาการแนะนำว่า ผู้ใหญ่ควรรับประทานในปริมาณพอเหมาะ ประมาณ 1 กำมือเล็ก หรือราว 10-20 ลูกต่อวัน ขึ้นอยู่กับขนาดผล และไม่ควรกินขณะท้องว่าง

การรับประทานร่วมกับอาหารมื้อหลัก หรือของว่างที่มีโปรตีนและไขมันดี เช่น โยเกิร์ต ถั่ว หรือธัญพืช อาจช่วยให้ร่างกายรับสารอาหารได้สมดุลมากขึ้น

4 กลุ่มคนที่ควรระวังกินบลูเบอร์รี่มากเกินไป

  • ผู้ป่วยเบาหวาน ควรคุมปริมาณน้ำตาลจากผลไม้
  • ผู้ที่มีระบบย่อยอาหารไว ท้องเสียง่าย หรือกระเพาะอ่อนแอ
  • ผู้ป่วยโรคไต หรือมีประวัตินิ่วในไต
  • ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

ผลไม้ดี แต่ต้องกินให้พอดี

บลูเบอร์รี่ยังคงเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ หากรับประทานอย่างเหมาะสม แต่กรณีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า การกินตามกระแสโดยไม่ดูปริมาณ หรือไม่คำนึงถึงสุขภาพตัวเอง อาจนำไปสู่ปัญหาที่คาดไม่ถึง

อาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ได้แปลว่ายิ่งกินมากยิ่งดี ความพอดีและความสม่ำเสมอ ยังคงเป็นหลักสำคัญที่สุดของการดูแลร่างกาย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล