หญิง "ต้มถั่วเขียว" กิน 3 วัน "เลือดออกในสมอง" เข้ารพ.ด่วน หมอเตือน ไม่ได้เหมาะกับทุกคน

หญิงจีนเลือดออกในสมอง หลังดื่มน้ำถั่วเขียวต้มคลายร้อน วันละ 1.5 ลิตร 3 วันติด หมอเตือนใครบ้างต้องกินระวัง
ถั่วเขียวเป็นอาหารที่หลายคนคุ้นเคย โดยเฉพาะเมนูน้ำถั่วเขียวหรือซุปถั่วเขียวที่มักถูกเลือกดื่มช่วงอากาศร้อน เพราะให้ความรู้สึกสดชื่น กินง่าย และเป็นวัตถุดิบที่หาได้ไม่ยาก แต่แม้จะเป็นอาหารทั่วไป ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัวและต้องกินยาต่อเนื่อง
ล่าสุด สื่อจีนรายงานเคสหญิงรายหนึ่งในเมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ซึ่งมีประวัติโรคความดันโลหิตสูงและกินยาควบคุมความดันเป็นประจำ เธอต้มน้ำถั่วเขียวดื่มวันละประมาณ 1,500 มิลลิลิตร ติดต่อกัน 3 วัน ก่อนเกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน และหมดสติ แพทย์วินิจฉัยว่าเกิดภาวะเลือดออกในสมอง

ดื่มน้ำถั่วเขียวมากไป อาจกระทบยาในบางคน
ตามรายงานของสื่อจีน แพทย์ที่ดูแลเคสนี้อธิบายว่า ส่วนประกอบบางอย่างในถั่วเขียวอาจรบกวนการดูดซึมของยาลดความดันบางชนิด ขณะเดียวกันถั่วเขียวมีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะ จึงอาจทำให้ยาและสารเมตาบอไลต์บางส่วนถูกขับออกเร็วขึ้น ส่งผลให้ฤทธิ์ของยาลดลงได้เมื่อดื่มในปริมาณมากและต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ควรตีความว่า “ถั่วเขียวอันตรายต่อทุกคน” เพราะถั่วเขียวเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีสารพฤกษเคมีและสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด แต่สำหรับคนที่ใช้ยาประจำ การกินหรือดื่มอาหารบางอย่างในปริมาณมากผิดปกติ อาจทำให้การออกฤทธิ์ของยาเปลี่ยนไปได้ โดยบทความทบทวนเรื่องปฏิกิริยาระหว่างอาหารกับยา ระบุว่าอาหารบางชนิดสามารถส่งผลต่อการดูดซึม การกระจายตัว การเผาผลาญ หรือการขับยาออกจากร่างกายได้

กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ
ผู้ที่มีโรคประจำตัวและต้องกินยาต่อเนื่อง ควรระวังการดื่มน้ำถั่วเขียวปริมาณมาก โดยเฉพาะหากดื่มใกล้เวลาใช้ยา หรือดื่มแทนน้ำหลายแก้วต่อวันติดต่อกัน เพราะอาจทำให้ร่างกายตอบสนองต่อยาเปลี่ยนไปในบางกรณี
1. ผู้ที่กินยาลดความดันโลหิต
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงควรระวังเป็นพิเศษ หากต้องการดื่มน้ำถั่วเขียวในปริมาณมาก เพราะอาจกระทบต่อการควบคุมความดันในบางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีความดันแกว่งง่าย หรือใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน
2. ผู้ที่กินยาลดน้ำตาลในเลือด
ถั่วเขียวมีคาร์โบไฮเดรตและใยอาหาร อีกทั้งมีข้อมูลการศึกษาบางส่วนว่ามีสารออกฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด แต่ไม่ได้แปลว่ากินมากแล้วจะปลอดภัยเสมอไป ผู้ที่ใช้ยาลดน้ำตาลควรระวังอาการน้ำตาลต่ำ เช่น ใจสั่น มือสั่น เหงื่อออก หน้ามืด หรืออ่อนแรง หากมีอาการผิดปกติควรพบแพทย์
3. ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด โดยเฉพาะวาร์ฟาริน
ผู้ที่ใช้ยาวาร์ฟารินไม่จำเป็นต้องงดอาหารที่มีวิตามิน K ทั้งหมด แต่ควรกินให้สม่ำเสมอ ไม่เพิ่มหรือลดปริมาณอาหารกลุ่มนี้อย่างกะทันหัน เพราะการเปลี่ยนแปลงปริมาณวิตามิน K ในอาหารอาจกระทบค่า INR และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดหรือเลือดออกได้
ข้อมูล USDA ระบุว่า ถั่วเขียวเพาะงอกต้มสุก 1 ถ้วย มีวิตามิน K ประมาณ 28.1 ไมโครกรัม ซึ่งไม่ได้สูงเท่าผักใบเขียวเข้มหลายชนิด แต่หากกินหรือดื่มในปริมาณมากผิดปกติ โดยเฉพาะในคนที่ใช้ยาวาร์ฟาริน ก็ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างชัดเจน
แล้วคนทั่วไปดื่มน้ำถั่วเขียวได้ไหม?
คนทั่วไปที่ไม่มีโรคประจำตัวและไม่ได้ใช้ยาที่ต้องควบคุมอย่างใกล้ชิด สามารถดื่มน้ำถั่วเขียวได้ในปริมาณพอดี แต่ไม่ควรดื่มแทนน้ำเปล่าทั้งวัน หรือดื่มหม้อใหญ่ติดต่อกันหลายวัน เพราะอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หากกินมากเกินไปก็อาจทำให้ร่างกายเสียสมดุลได้เช่นกัน
สำหรับผู้ที่ต้องกินยาประจำ แนะนำให้เว้นช่วงการดื่มน้ำถั่วเขียวกับเวลารับประทานยาอย่างน้อยประมาณ 2 ชั่วโมง และไม่ควรดื่มเกินประมาณ 1 ชามเล็ก หรือราว 200 มิลลิลิตรต่อวัน หากมีโรคประจำตัวหลายโรคหรือใช้ยาหลายชนิด ควรถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
ใครควรดื่มให้น้อยลง?
- ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูงและกินยาควบคุมความดันเป็นประจำ
- ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่ใช้ยาลดน้ำตาลในเลือด
- ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด โดยเฉพาะวาร์ฟาริน
- ผู้ที่มีโรคไต หรือถูกจำกัดน้ำและแร่ธาตุบางชนิด
- ผู้ที่ท้องอืดง่าย ท้องเสียบ่อย หรือระบบย่อยอาหารอ่อนแอ
- ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวหลายอย่าง
หลีกเลี่ยงการดื่มเย็นจัด โดยเฉพาะคนความดันแกว่ง
ในช่วงอากาศร้อน หลายคนชอบแช่น้ำถั่วเขียวให้เย็นจัดก่อนดื่ม แต่สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะคนที่ความดันโลหิตควบคุมได้ไม่คงที่ ควรระวังการดื่มของเย็นจัดในปริมาณมาก เพราะอาจทำให้ร่างกายตอบสนองต่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเร็ว และทำให้รู้สึกไม่สบายได้ในบางคน
สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม
หากมีอาการปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน อาเจียน เวียนศีรษะ แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หน้าเบี้ยว ตามัว หรือหมดสติ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมองหรือภาวะฉุกเฉินทางสมองได้ โดย American Stroke Association ระบุว่าอาการของโรคหลอดเลือดสมองอาจรวมถึงปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน พูดลำบาก มองเห็นผิดปกติ หรืออ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง
น้ำถั่วเขียวไม่ใช่อาหารต้องห้าม และยังเป็นเมนูที่มีประโยชน์เมื่อกินในปริมาณเหมาะสม แต่กรณีหญิงจีนที่มีโรคความดันโลหิตสูงและดื่มน้ำถั่วเขียววันละ 1.5 ลิตรต่อเนื่องหลายวัน เป็นตัวอย่างที่เตือนว่า ผู้ที่มีโรคประจำตัวและกินยาประจำไม่ควรเปลี่ยนอาหารหรือดื่มอะไรในปริมาณมากโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
ทางที่ปลอดภัยคือ ดื่มพอดี ไม่ดื่มแทนน้ำเปล่า ไม่ดื่มใกล้เวลาใช้ยา และสังเกตร่างกายของตัวเอง หากมีอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ความดันผิดปกติ ใจสั่น เหงื่อออก หรืออาการผิดปกติหลังดื่ม ควรหยุดและปรึกษาแพทย์ทันทีอดเลือดสมอง เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน พูดลำบาก หรืออ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี