
อะโวคาโด จัดเป็นซูเปอร์ฟู้ดที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งวิตามิน K, C, E, โพแทสเซียม และวิตามินบี รวมถึงไขมันดีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ปัญหาโลกแตกที่คนรักสุขภาพมักเจอคือ เมื่อผ่าอะโวคาโดทิ้งไว้สักพัก เนื้อสีเขียวสวยกลับเปลี่ยนเป็น "สีน้ำตาล" จนดูไม่น่ารับประทาน คำถามคือ เรายังกินมันได้อยู่ไหม หรือมันเน่าเสียจนต้องทิ้งแล้ว?
ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย อธิบายว่า การที่เนื้ออะโวคาโดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีตามธรรมชาติ เมื่อเอนไซม์ในเนื้อผลไม้สัมผัสกับออกซิเจนในอากาศ จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) ทำให้เกิดเม็ดสีเมลานินที่มีสีน้ำตาลขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกับที่แอปเปิลเปลี่ยนสีเมื่อปอกทิ้งไว้นั่นเอง
คำตอบคือ "กินได้และไม่อันตราย" ครับ หากเนื้ออะโวคาโดเพียงแค่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลจากการสัมผัสอากาศ คุณค่าทางสารอาหารยังคงอยู่ เพียงแต่รสชาติอาจจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย โดยเนื้อส่วนที่เป็นสีน้ำตาลอาจมีความขมติดปลายลิ้นนิดๆ และดูไม่สวยงาม
หากคุณไม่ชอบสีน้ำตาล สามารถใช้มีดขูดลอกเนื้อส่วนบนบางๆ ออกไป จนเจอเนื้อสีเขียวด้านในแล้วทานต่อได้ปกติ หรือจะนำไปบดผสมรวมกับส่วนสีเขียวเพื่อทำเป็นกัวคาโมเล่ (Guacamole) ก็ช่วยกลบรสขมและสีที่ไม่สวยได้เช่นกัน
แม้สีน้ำตาลจากการโดนลมจะกินได้ แต่ถ้าอะโวคาโดมีลักษณะดังต่อไปนี้ คือสัญญาณว่า "เน่าเสีย" ห้ามรับประทานเด็ดขาด:
หากกินไม่หมดและต้องการเก็บไว้กินมื้อหน้า ให้ลองทำตามวิธีนี้เพื่อยืดอายุความสด:
กรดซิตริกในน้ำมะนาวจะช่วยชะลอการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน เพียงบีบน้ำมะนาวบางๆ ลงบนหน้าตัดของอะโวคาโด จะช่วยคงสีเขียวสดไว้ได้นานขึ้น
หากกินแค่ครึ่งลูก ให้เก็บส่วนที่มีเมล็ดติดอยู่ไว้ เพราะเมล็ดจะช่วยปิดกั้นไม่ให้เนื้อส่วนนั้นสัมผัสกับอากาศโดยตรง ทำให้เนื้อบริเวณรอบเมล็ดไม่ดำง่าย
ใช้พลาสติกแรปห่อให้แนบสนิทไปกับเนื้ออะโวคาโดเพื่อไล่อากาศออก หรือใส่กล่องสุญญากาศ แล้วนำไปแช่ตู้เย็น จะช่วยลดการสัมผัสออกซิเจนได้ดีที่สุด
สรุปแล้ว หากอะโวคาโดเปลี่ยนสีแค่ผิวๆ ยังปลอดภัยหายห่วง แต่ทางที่ดีที่สุดคือผ่าแล้วควรรีบทานให้หมด หรือเก็บรักษาอย่างถูกวิธีเพื่อรสชาติที่ดีที่สุด

ขอขอบคุณ
ข้อมูล :soha