ฎีกาพิพากษากลับ! ทักษิณต้องเสีย #ภาษีหุ้นชินคอร์ป 17,600 ล้าน กระทบอะไรบ้าง?
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1971/9857098/newnewnewnewnewnewnew-thumbna.jpgฎีกาพิพากษากลับ! ทักษิณต้องเสีย #ภาษีหุ้นชินคอร์ป 17,600 ล้าน กระทบอะไรบ้าง?

ฎีกาพิพากษากลับ! ทักษิณต้องเสีย #ภาษีหุ้นชินคอร์ป 17,600 ล้าน กระทบอะไรบ้าง?

แชร์เรื่องนี้

ศาลฎีกาพิพากษาให้นาย ทักษิณ ชินวัตร ต้องเสียภาษีหุ้น ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 17,600 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 (โดยศาลมีคำพิพากษาประกาศในช่วงวันที่ 17–18 พ.ย.) ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษายืนตามคำขอของ กรมสรรพากร ให้บังคับให้นายทักษิณจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายหุ้นชินคอร์ปในปี 2550 พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นจำนวนประมาณ 17,600 ล้านบาท โดยคำพิพากษานี้ถือเป็นที่สุดในคดี และฝ่ายผู้ถูกประเมินไม่สามารถอุทธรณ์เพิ่มได้อีก

สาระสำคัญของคำพิพากษา

  • ศาลฎีกาเห็นว่าแม้การโอนหุ้นให้บุตรจะมีรูปแบบถูกต้องตามเอกสาร แต่มีเจตนาทางภาษีที่ถูกวิจารณ์ว่า “ขาดคุณธรรมทางภาษีอากร” และ “ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจที่แท้จริง” จึงขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากร (คำพิพากษาระบุว่า “to avoid tax and lacked economic substance”)
  • คำพิพากษายกคำร้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีของนายทักษิณ และหักล้างคำตัดสินของชั้นศาลอุทธรณ์/ศาลภาษีที่เคยให้ยกประเมินไปก่อนหน้านี้
  • ยอดภาษีรวมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวนประมาณ 17,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระทางภาษีที่ต้องชำระทันทีตามคำสั่งศาล (ตัวเลขตรงกับรายงานข่าวหลายแห่ง)

ไทม์ไลน์คดี

  1. ปี 2550 – การขายหุ้นของชินคอร์ปโดยกลุ่มผู้ถือหุ้นรวมถึงครอบครัวชินวัตร
  2. ปี 2553–2559 – กรมสรรพากรเริ่มประเมินภาษีจากการโอนหุ้นและมีการฟ้องร้องในชั้นศาลภาษีอากร
  3. ปี 2565 – ศาลภาษีอากรยกคำร้องของกรมสรรพากร ทำให้ฝ่ายผู้ถูกประเมินชนะในชั้นนั้น
  4. วันที่ 17–18 พฤศจิกายน 2568 – ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิพากษายืนให้จ่ายภาษี 17,600 ล้านบาท เป็นที่สุดของคดี

ผลกระทบสำคัญ

  1. ผลกระทบทางการเงินของครอบครัวชินวัตร – คำพิพากษาทำให้ภาระทางการเงินเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และกรมสรรพากรมีสิทธิบังคับคดีทันที ซึ่งอาจรวมถึงการอายัดหรือยึดทรัพย์สินทั้งในและต่างประเทศตามขั้นตอนกฎหมาย
  2. ผลกระทบต่อภาพลักษณ์และอิทธิพลของนายทักษิณ – แม้จะมีอิทธิพลทางการเมืองมายาวนาน แต่คำพิพากษาครั้งนี้ถือเป็นการพิสูจน์ทางกฎหมายว่าโครงสร้างการโอนหุ้นถูกตรวจสอบและถูกตัดสินว่า “ขาดคุณธรรมทางภาษีอากร” ซึ่งอาจส่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองนำไปใช้โจมตีได้
  3. ผลกระทบต่อรัฐบาลและภูมิทัศน์การเมือง – แม้รัฐบาลชุดปัจจุบันจะไม่ได้ถูกกล่าวถึงโดยตรงในคำพิพากษา แต่คำตัดสินนี้สามารถถูกฝ่ายค้านใช้ในการอภิปรายหรือตรวจสอบรัฐบาลและพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องได้
  4. ผลกระทบต่อการเมืองแบ่งขั้ว – ผู้สนับสนุนฝ่ายอนุรักษนิยมอาจใช้คำพิพากษาเป็น “ชัยชนะของกระบวนการยุติธรรม” ขณะที่ฐานเสียงของพรรคที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวชินวัตรอาจมองว่าเป็น “การใช้กระบวนการทางกฎหมายกับนักการเมือง” ซึ่งอาจก่อให้เกิดความตึงเครียดทางการเมือง
  5. ผลกระทบต่อระบบภาษีและการตรวจสอบนักการเมือง – คำพิพากษานี้สร้างบรรทัดฐานใหม่ในการตรวจสอบการถือหุ้นซับซ้อนของนักการเมือง หรือผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ การโอนหุ้นโดยใช้โครงสร้างครอบครัว และอาจนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายภาษีและการเปิดเผยทรัพย์สินที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

ข้อจำกัดและกรณีที่ควรจับตา

ถึงแม้ข่าวหลายแห่งจะรายงานว่าเป็นจำนวนเงิน “สูงที่สุด” ในประวัติศาสตร์ภาษีบุคคลธรรมดาในไทย แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐว่าคดีนี้เป็น “สูงที่สุด” ดังนั้น จึงควรใช้คำว่า "เป็นภาระทางภาษีที่มีมูลค่าสูงมากครั้งหนึ่ง" แทนการยืนยันว่าเป็น “สูงที่สุด” เพื่อความรอบคอบ