รีพับลิกันคว้าชัยเลือกตั้งผู้ว่าการ2รัฐ

บลูมเบิร์กนายกเล็กนิวยอร์กสมัย3

พรรครีพับลิกันพรรคฝ่ายค้านในสหรัฐ คว้าชัยชนะในศึกเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย และรัฐนิวเจอร์ซีย์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ช่วงชิงอำนาจจากพรรคเดโมแครต ซึ่งส่งผลเสียต่อประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่จะนำพรรคเดโมแครต สู้ศึกเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปีหน้า ขณะที่นายไมเคิล บลูมเบิร์ก ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กเป็นสมัยที่ 3

การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐทั้ง 2 สนาม พรรครีพับลิกัน ได้คะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สังกัดพรรคใด ที่เคยเป็นส่วนสำคัญต่อชัยชนะของประธานาธิบดีโอบามา โดยรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคเดโมแครตนั้น นายจอน คอร์ซีน ผู้ว่าการรัฐคนเก่า และเป็นอดีตเศรษฐี ผู้บริหารตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ต้องพ่ายแพ้ให้กับนายคริส คริสตี ผู้ท้าชิงจากพรรครีพับลิกัน

ส่วนศึกเลือกตั้งในรัฐเวอร์จิเนีย นายบ็อบ แมคดอนเนลล์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ก็เอาชนะนายอาร์ ครีห์ ดีดส์ ตัวแทนพรรคเดโมแครต โดยรัฐเวอร์จิเนียเคยเป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน แต่พรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ 2 ครั้งล่าสุด และเป็นรัฐที่เคยให้การสนับสนุนประธานาธิบดีโอบามา ในการเลือกตั้งปีก่อนด้วย

ผลการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐทั้ง 2 รัฐ ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อหาทัศนคติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันว่า คะแนนสนับสนุนที่เคยทำให้ประธานาธิบดีโอบามาชนะการเลือกตั้งยังคงอยู่หรือไม่ ก่อนที่ปี 2553 จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐส่วนใหญ่ วุฒิสมาชิก 1 ใน 3 ของประเทศ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด อย่างไรก็ตาม นายบิลล์ โอเว่นส์ ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต เอาชนะนายดัก ฮอฟฟ์แมน ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งส.ส.ในรัฐนิวยอร์ก โดยผลคะแนนเบื้องต้นอยู่ที่ร้อยละ 49 ต่อ 46

ส่วนการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กที่มีขึ้นในวันเดียวกัน ปรากฏว่า นายไมเคิล บลูมเบิร์ก ที่ลงสมัครในฐานะผู้สมัครอิสระ ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 3 หลังจากทุ่มงบหาเสียงเลือกตั้งจำนวนมหาศาลกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ถึงกระนั้น เขากลับเอาชนะคู่แข่งคือนายบิล ธอมป์สัน จากพรรคเดโมแครต ไปด้วยคะแนนสูสี คือ ร้อยละ 50 ต่อ 46 ทั้งที่นายธอมป์สัน ใช้งบในการหาเสียงเพียง 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

มหาเศรษฐีเจ้าของสื่อ วัย 67 ปี ซึ่งเข้ารับตำแหน่งครั้งแรกในปี 2544 ได้รับความเชื่อถืออย่างกว้างขวาง ด้วยการเปลี่ยนมหานคร ที่เละเทะสับสนวุ่นวาย ให้เป็นเมืองที่สะอาดที่สุด ปลอดภัยที่สุด และมีประสิทธิภาพที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐ.

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!