FIFตราสารหนี้เสี่ยงขาดทุน! นักวิเคราะห์แนะ''หลีกเลี่ยง''ลงทุนประเทศเดียว-ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน

นักวิเคราะห์กองทุนรวมบล.ฟิลลิปฯ เตือนความเสี่ยงลงทุนในกองFIFที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ของประเทศเดียวและไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ชี้ 6-12 เดือนข้าง

หน้ามีโอกาสขาดทุนสูง จากแนวโน้มดอลลาร์สหรัฐฯมีโอกาสแข็งค่า บลจ.กรุงไทยฯ-นครหลวงไทย เดินหน้าออกบอนด์เกาหลี แม้ผลตอบแทนคาดการณ์หดเหลือ 2.10-2.30% ต่อปี

นางสาวศุภมาส พยัคพันธ์ นักวิเคราะห์กองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ฟิลลิป(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำถึงการลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF)ช่วงครึ่งปีหลังว่า นักลงทุนควรระมัดระวังการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่ลงทุนในตราสารหนี้ของประเทศเดียว และไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งถือเป็นการลงทุนเพื่อคาดหวังกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินสกุลในประเทศที่เลือกลงทุนมากกว่าอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ไปลงทุน ซึ่งกองทุนประเภทนี้ถือว่าความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วไป

ที่ผ่านมาพบว่ากองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศบางกอง มีการเก็งกำไรค่าเงินแฝงอยู่ด้วยนั้น มีผลตอบแทนติดลบ 30-40% ซึ่งติดลบมากกว่ากองทุนหุ้นต่างประเทศ

นางสาวศุภมาส กล่าวและว่า ที่สำคัญในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุนประเภทนี้ได้เปิดเผยเฉพาะระดับความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่ลงทุนซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศที่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้วเท่านั้น โดยที่ไม่ได้เปิดเผยถึงระดับความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนจากค่าเงินไว้ด้วย ทำให้บางครั้งนักลงทุนเกิดความเข้าใจว่ากองทุนประเภทนี้มีระดับความเสี่ยงเหมือนกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศทั่วไปที่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว

นอกจากนี้จากสัญญาณความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของค่าเงินในประเทศที่ไปลงทุนเทียบกับค่าเงินดอลาร์สหรัฐฯ ที่หากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาฟื้นตัวชัดเจน แนวโน้มที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯจะแข็งค่าจึงมีโอกาสสูง ดังนั้นในระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า บล.ฟิลลิปฯจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศที่ไม่ได้มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากมีโอกาสขาดทุนสูง

โดยแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นอายุ 3-6 เดือน และกองทุนรวมตลาดเงินเพื่อเป็นแหล่งพักเงิน ขณะที่ให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีระยะเวลาหรือล็อกอายุการลงทุนในระยะ 6 -12 เดือนข้างหน้า

อีกทั้งแนะนำให้ลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งหุ้นในประเทศและต่างประเทศ กองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทน้ำมัน และทองคำ ที่ส่วนใหญ่ราคาได้ปรับขึ้นมามากแล้วตั้งแต่ต้นปี 2552 ถึงสิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นไทยที่ปรับขึ้นไปแล้วประมาณ 50% ซึ่งสูงกว่าบางประเทศในภูมิภาคเอเชีย เช่น จีน ที่มีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจชัดกว่าไทย

ตั้งแต่ต้นปีมานี้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับขึ้นแล้ว 40-70% ราคาน้ำมันปรับขึ้นมาแล้วเท่าตัวจากระดับ 30 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 73-75 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล สูงกว่าคาดการณ์ของปีนี้แล้วที่ระดับ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่วนราคาทองคำ หากปรับลงมาที่ระดับ 900 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ถือเป็นจังหวะที่เข้าลงทุนได้จากปัจจุบันอยู่ที่ 940-950 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ และหากเศรษฐกิจฟื้นโอกาสปรับขึ้นแรงทะลุ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯนั้นมีความเป็นไปได้สูง นางสาวศุภมาส กล่าว

นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวโน้มภาวะตลาดตราสารหนี้ในประเทศเกาหลีใต้ว่า จากสัญญาณชี้นำทางเศรษฐกิจต่างๆ ได้สะท้อนการสิ้นสุดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดตราสารหนี้ในเกาหลีใต้เริ่มคาดการณ์ว่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นในอนาคต (ปัจจุบันอยู่ที่อัตรา 2.0% ต่อปี) จึงมีแรงขายพันธบัตรในประเทศออกมา ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรภาครัฐเกาหลีใต้ปรับเพิ่มขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำหรับบลจ.กรุงไทยฯ ยังเดินหน้าออกกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรเกาหลีใต้ โดยระหว่างวันที่ 11-18 สิงหาคมนี้ เปิดจำหน่ายกองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ 9 เดือน 5 (KTFF9M5) อายุโครงการ 9 เดือน มูลค่า 5,000 ล้านบาท เน้นลงทุนในพันธบัตรภาครัฐเกาหลีใต้ ประเภท Monetary Stabilization Bond หรือ Korea Treasury Bond หรือ Euro Commercial Paper (ECP) ของสถาบันการเงินในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งประกอบด้วย Korea DevelopmentBank, The Export-Import Bank of Korea, Industrial Bank of Korea และ Kookmin Bank ซึ่งปัจจุบันได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือสำหรับสกุลเงินในประเทศระยะสั้นระดับ F1 ส่งผลให้กองทุนมีอัตราผลตอบแทนประมาณการที่ 2.10% ต่อปี และกองทุนจะป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวนอีกด้วย

รายงานข่าวบลจ.นครหลวงไทยฯ ระบุว่า ระหว่างวันที่ 11-18 สิงหาคมนี้ บริษัทเสนอขายกองทุนเปิดตราสารหนี้ระยะสั้น ได้แก่ กองทุนเปิดเอสซีไอ ตราสารหนี้ต่างประเทศ จีไอ 9M7/09 (SCI INGI9M7/09) อายุประมาณ 9 เดือน มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท มีนโยบายลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลรุ่น Monetary Stabilization Bond (MSB) หรือ ตราสารประเภท Euro Commercial Paper (ECP) ของธนาคาร The Export -Import Bank of Korea (KEXIM) ของประเทศเกาหลีใต้

นอกจากนี้กองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน และผู้ลงทุนประเภทบุคคลธรรมดายังไม่ต้องรับภาระเรื่องภาษีจากผลตอบแทน ขณะที่คาดการณ์ผลตอบเเทน 2.30% ต่อปี

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!