AIAเรียกความเชื่อมั่นลูกค้า ''โทมัส'' ลั่นผูกทั้งกรุ๊ปสู้วิกฤติโลก

รองประธานบริหารระดับสูง เอไอเอในไทย เรียกความเชื่อมั่นผู้ถือกรมธรรม์

หลังกระแสข่าวปรับโครงสร้างใหม่ของเอไอเอกรุ๊ป รอบอร์ดเอไอเอฟันธงอีก 12 เดือน

เล็งเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น เผยเอไอเอในไทยต้องผูกไปกับทั้งกรุ๊ปอุ้มผู้ถือกรมธรรม์

ขณะที่ผลประกอบการปี 2551 กำไรลดลง 22.25% และมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์เพิ่มขึ้น 76 %

นายโทมัส เจมส์ ไวท์ รองประธานบริหารระดับสูงและผู้บริหารอาวุโส เอไอเอ ภูมิภาคเอเชีย เปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก (17 มีนาคม) หลังจากที่มีข่าวการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ของเอไอจีกรุ๊ปว่า ผลต่อเอไอเอ (ประเทศไทย) คงต้องมีคณะกรรมการชุดใหม่ในฐานะผู้ถือหุ้นเข้ามาแน่นอน แต่จะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในแง่โครงสร้างการบริหารธุรกิจ โดยนโยบายหลักของบริษัทขณะนี้ คือ รับผิดชอบต่อผู้ถือกรมธรรม์โดยตรงให้ได้รับผลประโยชน์สูงสุด

สิ่งที่เอไอเอแต่ละประเทศ ต้องปฏิบัติในขณะนี้ เป็นการเพียงการเตรียมตัวเลข แนวทางการดำเนินธุรกิจ วิเคราะห์โอกาสทางการตลาด เพื่อทำรายงานส่งไปรวมเป็นฉบับเดียวกับเอไอเอ ฮ่องกง

นายเจมส์ไวท์ ยังให้ความเห็นถึง แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้ถือกรมธรรม์ในประเทศไทยว่า เอไอเอไทยยังต้องไปกับเอไอเอ กรุ๊ป รวมตัวกันเป็นกลุ่มหุ้น เพราะจะมีผู้เชี่ยวชาญทั้งภูมิภาคเอเชียคอยสนับสนุนและช่วยเหลือ หากเกิดปัญหาเศรษฐกิจในอนาคต รวมถึงเป็นการสร้างธุรกิจที่มีความหลากหลายเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นด้วย

รองประธานบริหารระดับสูง กล่าวถึง ทิศทางหลังจากที่เอไอเอ กรุ๊ป ที่ดำเนินธุรกิจ 14 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย แยกออกมาเป็นองค์กรนิติบุคคลเฉพาะกิจแล้ว ทางเลือกขณะนี้คือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และคณะกรรมการ (บอร์ด) ของเอไอเอฮ่องกงและสหรัฐฯ ทั้งหมด 8 คน กำลังศึกษารายละเอียดในการนำ เอไอเอ กรุ๊ป เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น แต่ยังไม่สามารถเผยถึงมูลค่าหรือจำนวนหุ้นที่เฟดจะต้องขายคืนให้กับผู้ถือหุ้นในตลาดได้ รวมถึงการนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศใด คาดว่าจะได้ข้อสรุปอีกประมาณ 12 เดือน นับจากวันที่ประกาศแผนปรับโครงสร้าง (2 มี.ค.2552 )

ต่อข้อถามถึงโอกาสผลักดันเอไอเอ ประเทศไทย เข้าตลาดหุ้นนั้น นายเจมส์ ไวท์ กล่าวว่า ขณะนี้ไม่ว่าจะประเทศไหนก็มีโอกาสเป็นไปทั้งหมด ขณะที่รัฐบาลไทยก็ต้องการทราบว่า เอไอเอ กรุ๊ป มีมาตรการผ่อนผันอย่างไรบ้าง เพื่อผลักดันให้เอไอเอไทยสามารถเข้าตลาดในหุ้นไทยได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมที่จะให้การสนับสนุนในเรื่องนี้

ผมทนเรื่องที่เกิดในสหรัฐฯ ไม่ได้แล้วเหมือนกัน จากวิกฤติเอไอจี ก็เป็นโอกาสในการแยก เอไอเอ ออกมาเป็นเอกเทศ ส่วนการประมูลขายหุ้นเอไอเอ ก่อนหน้านี้เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่มีใครที่มีเงินจำนวนมหาศาลมาซื้อ เอไอเอ ทั้งกรุ๊ปได้ ส่วนกรณีการจ่ายโบนัสของผู้บริหารเอไอจีนั้น ในประเทศไทยได้รับหรือไม่นั้น นายเจมส์ไวท์ กล่าวว่า ไม่ได้มีการเสนอมาแต่ถึงเสนอมา ก็ไม่รับเงินโบนัสแน่นอน เพราะตั้งแต่ต้นปี ผู้บริหารระดับสูงได้ตกลงแล้วว่าจะไม่รับและไม่มีการปรับขึ้นเงินเดือน

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยผลการดำเนินงานของเอไอเอซึ่งแจ้งต่อคปภ. ณ สิ้นปี 2551 บริษัทมีเบี้ยรับรวม 84,722.67 ล้านบาท มีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 คิดเป็น 37.93% มีกำไรสุทธิ 9,655.11 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 22.25% มีเงินกองทุนสูงถึง 1,107 % หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 70,000 กว่าบาท มีสินทรัพย์ 40,000 กว่าล้านบาทและสินทรัพย์ลงทุน 30,000 กว่าล้านบาท

ขณะที่มูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ปี 2551 อยู่ที่ 12,300 ล้านบาท จากปี 2550 ซึ่งมีมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ 6,986.22 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 76% โดยที่เอไอเอไทยยังคงส่งกำไรออกไปสำนักงานใหญ่ ในปี 2551 2,000 ล้านบาท เท่ากับปี 2550

ทั้งนี้ ปัจจุบัน เอไอเอประเทศไทยมีฐานลูกค้าที่ถือกรมธรรม์ประมาณ 5 ล้านราย

เรื่องล่าสุดของหมวด เศรษฐกิจ

ดูหมวด เศรษฐกิจ ทั้งหมด