โมเดลปฎิรูปการเมือง ฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

โมเดลปฎิรูปการเมือง ฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
คณะกรรมการอิสระเพื่อศึกษาพัฒนาประชาธิปไตย และการเมืองการปกครอง ประกอบด้วยตัวแทนจากทุกภาคส่วนไม่เกิน 50 คน ทำการรับฟังความคิดเห็น และเสนอแนะการพัฒนาประชาธิปไตย และการเมืองการปกครอง ใช้เวลาศึกษาความคิดเห็นให้แล้วเสร็จภายใน 8 เดือน หรือเสร็จสิ้นประมาณเดือนพฤศจิกายน 2552 ที่มา-นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และนายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการฯ แถลงผลการประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้า ที่ห้องประชุมรำไพพรรณี สถาบันพระปกเกล้า เมื่อเวลา 12.00น.วันที่ 9 มีนาคม

โมเดลปฎิรูปการเมือง ฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

สภาสถาบันมีมติให้สถาบันพระปกเกล้ารับทำการศึกษาเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง โดยวางกรอบการศึกษาไว้คร่าวๆคือ ศึกษาสภาพการณ์อันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการเมืองร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้เสียในระบบการเมือง และจัดทำข้อเสนอสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครองโดยความสมานฉันท์และเห็นพ้องต้องกันของสาธารณชน ทั้งนี้จะไม่ใช้คำว่า ปฏิรูปการเมือง เพราะหากใช้คำดังกล่าวจะทำให้การศึกษาแคบเกินไป ที่ผ่านมาได้ปฏิรูปการเมืองมาหลายครั้งเกินไปแล้วจนหลายฝ่ายรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการปฏิรูปแล้ว

ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งนายสุจิต บุญบงการ ประธานสภาพัฒนาการเมือง ซึ่งเป็นผู้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ด้านความเป็นกลาง มาเป็นประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อศึกษาพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง ดำเนินการเรื่องนี้ และแต่งตั้งนายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและเสนอแนะการพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง โดยคณะกรรมการอิสระดังกล่าว ประกอบด้วยตัวแทนจากทุกภาคส่วนไม่เกิน 50 คน ทำการรับฟังความคิดเห็นและเสนอแนะการพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง ใช้เวลาศึกษาความคิดเห็นให้แล้วเสร็จภายใน 8 เดือน หรือเสร็จสิ้นประมาณเดือนพฤศจิกายน 2552

แยกเป็น 3 ระยะคือ

1.ศึกษาข้อเสนอแนะและรับฟังความเห็นจากผู้นำการเมือง ทั้งจากนายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้าน ผู้แทนกลุ่มพันธมิตรฯ ผู้แทนกลุ่มนปช.(แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) ผู้แทนศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ บุคคลที่ยอมรับของสังคม ผู้แทนภาคเอกชน และภาคประชาสังคม และรับฟังความเห็นจากประชาชน 76 จังหวัด

2.จากนั้นนำมาจัดทำเป็นข้อเสนอเบื้องต้นและนำข้อเสนอเบื้องต้นไปรับฟังความเห็นจากกลุ่มต่างๆและจากประชาชนทั้ง 76 จังหวัดอีกครั้ง และ

3.คณะกรรมการอิสระจะนำข้อเสนอต่างๆมาจัดทำข้อเสนอสุดท้าย สรุปปรับปรุงข้อเสนอสุดท้ายและจัดส่งให้คณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และพิมพ์เผยแพร่ให้ประชาชนทราบ

@ หากตัวแทนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมตอบรับเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการอิสระ จะทำอย่างไร

คงบังคับกันไม่ได้ แต่ต้องประสานไปก่อน ถ้าไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วมก็คงต้องเดินหน้าต่อไป

@ ขณะนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ถึงความไม่เป็นกลางของสถาบันพระปกเกล้า

สถาบันพระปกเกล้าประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่อยู่ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล เป็นธรรมดาที่มักจะถพากษ์วิจารณ์ แต่ขอให้ดูด้วยว่าใครเป็นคนวิจารณ์และวิจารณ์เพื่อประโยชน์อะไรกันแน่ ขั้นต่อจากนี้ไปคือจะทำหนังสือถึงรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลไปหารือกับฝ่ายค้านว่ารับข้อเสนอนี้หรือไม่ ถ้ารับก็จะเริ่มแต่งตั้งกรรมการอิสระและดำเนินการต่อไป แต่ถ้าไม่รับทุกอย่างก็จบถือว่ายุติ

นายสุจิต บุญบงการ ประธานสภาพัฒนาการเมือง

(ผม)ไม่ทำอะไรภายใต้การชี้นำ

วันนี้ทุกคนต้องยอมรับความจริงว่าบ้านเมืองมีปัญหา ถ้าทำให้บ้านเมืองสงบสุขเรียบร้อยได้ทุกคนก็ควรทำ ความจริงอยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมาทำ แต่อาจไม่สะดวก ดังนั้นเมื่อแต่งตั้ง ผมจะทำให้ดีที่สุด การทำงานครั้งนี้ต้องอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การทำงานของฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ไม่ทำอะไรภายใต้การชี้นำทางการเมือง เพื่อหาข้อเสนอแนะการแก้ไขการเมืองให้มีประสิทธิภาพ นักการเมืองต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ซึ่งแนวทางของคณะกรรมการจะรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องและประชาชนทุกฝ่าย เพื่อปรับปรุงสังคมการเมืองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนกรอบการพิจารณาต้องเป็นไปตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ยอมรับว่าหนักใจ เพราะเป็นงานที่หลายคนฝากความหวังไว้ เนื่องจากต้องหาข้อยุติความขัดแย้ง แต่ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุดอย่างเต็มที่ และคิดว่าครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่จะช่วยบ้านเมือง

@ หากกลุ่มคนเสื้อแดงและฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยจะทำอย่างไร

เข้าใจว่าฝ่ายดังกล่าวจะไม่ยอมรับง่ายๆ แต่สถาบันพระปกเกล้าไม่ได้สังกัดการเมือง ถ้าไม่เอาสถาบันพระปกเกล้าก็มองไม่ออกว่าจะเอาหน่วยงานไหน การเสนอผมเป็นประธาน เชื่อว่ามีคนบางคนไม่เห็นด้วย แต่คิดว่าน่าจะดูที่เนื้อหาของการทำงาน ไม่เอาตัวบุคคลอย่างเดียว และความคิดเห็นทางการเมืองของผมมีความชัดเจนตั้งแต่ต้น ฉะนั้นสิ่งที่ทำอาจจะไม่เข้าทางบางคน แต่ยืนยันว่าทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ประเทศ

@ กังวลหรือไม่ เนื่องจากเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยในการพิจารณาคดีซุกหุ้น ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

คดีดังกล่าววินิจฉัยบนข้อเท็จจริง ไม่ได้อยู่ในอาณัติของใคร ทุกอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีจิตใจเล่นงานใคร ประเด็นนี้จึงไม่น่าจะหยิบยกมาเป็นปัญหา

@ กลัวหรือไม่ว่าสุดท้ายการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้จะล้มเหลว

ปัจจัยทางการเมืองซับซ้อนหลายอย่าง ผลสำเร็จจะเป็นอย่างไรยังไม่อยากคิด การแก้ปัญหาการเมืองไม่ใช่ครั้งเดียวจบ แต่ต้องกระตุ้นแก้ไขเรื่อยๆ ไม่สามารถแก้ไขได้ในวันนี้พรุ่งนี้ ไม่เหมือนยารักษาโรคที่กินวันนี้แล้วหาย ต้องมีจุดเริ่มต้นก่อน

---------------------

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ต้องกลับมาที่สภาอยู่แล้ว

(ตอบคำถาม กรณีนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ออกมาแสดงความเห็นคัดค้านการให้สถาบันพระปกเกล้า รับเป็นเจ้าภาพปฎิรูปการเมือง) ความจริงสถาบันพระปกเกล้าเป็นแกนกลาง ไม่ได้หมายความว่าให้ไปทำคนเดียว เรื่องนี้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ตัวแทนฝ่ายค้าน และผมได้พูดคุยกันชัดเจนว่าจะเปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงฝ่ายการเมืองด้วยคงไม่ได้หมายความว่าให้ใครไปทำแล้วก็ไปทำโดยลำพัง ไม่ฟังใครเลย คงไม่ใช่อย่างนั้น เพียงแต่ต้องมีคนเป็นหลักที่ทำและได้รับการยอมรับในแง่ความเป็นกลาง

ต้องยอมรับว่ารอบปีที่ผ่านมามีความขัดแย้งสูง ทำให้ความยอมรับในตัวบุคคล องค์กร และหลายสถาบันเป็นที่ถกเถียงเกือบหมด ผมคิดว่าเท่าที่ได้คุยกับฝ่ายค้าน น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความยอมรับในระดับหนึ่ง แต่คงไม่ใช่ทุกคน ซึ่งทั้งตัวประธานและเลขาธิการสถาบันก็ภาพดี อย่างไรก็ตามในกระบวนการต่างๆ ต้องให้ทุกฝ่ายเข้าไปมีส่วนร่วม และให้ความมั่นใจว่าทุกฝ่ายจะได้รับความเป็นธรรม

@ นักวิชาการเสนอให้รัฐบาลทำประชามติสอบถามประชาชนก่อนว่าเห็นด้วยกับการให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพปฏิรูปการเมืองหรือไม่

ถ้าทำอย่างนั้นประเด็นจะจำกัดเกินไป เพราะจะใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูงมาก อยากให้รอดูข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าก่อน นอกจากนี้อาจมีองค์กรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและเข้ามาสนับสนุนได้ อาทิ สภาพัฒนาการเมือง

@ จะทำความเข้าใจกับพรรคร่วมรัฐบาลที่ไม่เห็นด้วยอย่างไร

คิดว่าเป็นข้อท้วงติง บทเรียนที่ผ่านมาเกิดจากการที่หลายครั้งฟังผู้ปฏิบัติคือนักการเมือง และบางปัญหารู้สึกจะฟังน้อยเกินไปทั้งในการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 ตรงนี้เป็นจุดหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง ที่ผ่านมามีการเขียนบทบัญญัติบางอย่างที่นักการเมืองเคยท้วง เคยติงเอาไว้ว่าจะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ แต่จะให้ทำแล้วถูกใจทุกคน มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ทั้งนี้ไม่ว่ากระบวนการต่างๆ จะเป็นไปอย่างไร หากมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็ต้องกลับมาที่สภาอยู่แล้ว ดังนั้นส.ส. มีโอกาสใช้ความคิดเห็นและใช้อำนาจหน้าที่ตัดสินใจได้อยู่แล้ว ผมคิดว่านักการเมืองเป็นเจ้าภาพในสถานการณ์อย่างนี้ไม่ได้ แต่เป็นผู้มีความเห็น มีประสบการณ์ มีข้อสังเกต ข้อท้วงติงได้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเข้าไปมีส่วนร่วม

@ เตรียมองค์กรสำรองไว้ กรณีสถาบันพระปกเกล้ามีปัญหาหรือไม่

ก็เตรียมไว้ หากสภาสถาบันพระปกเกล้าตอบว่าไม่รับ หรือเดินไปแล้วมีอุปสรรค ก็ต้องคิดต่อ ซึ่งมีอยู่ในใจเหมือนกัน แต่เชื่อว่าตรงนี้น่าจะเดินหน้าไปได้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล