นายกฯขอสามัคคีถวายร.9ทำตามศก.พอเพียง

นายกฯขอสามัคคีถวายร.9ทำตามศก.พอเพียง

นายกฯขอสามัคคีถวายร.9ทำตามศก.พอเพียง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

นายกรัฐมนตรี ขอสามัคคีทำความดีถวาย ร.9 ทำตามเศรษฐกิจพอเพียง - ขอประชาชนให้ความร่วมมือกับทางราชการ ยันใช้หลักการประชาธิปไตย ยึดส่วนรวมหนุนปรองดอง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวผ่านรายการ ศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์แห่งการดำรงอยู่ของชาติไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 800 ปีแล้วก็ตาม ก็ยังคงเป็นสถาบันหลักในการสร้างชาติให้เป็นปึกแผ่น เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติตลอดไป  โดยขอให้ประชาชนทุกคน ได้ยึดมั่น ในสิ่งที่ได้เปล่งสัจวาจา ถวายสัตย์ปฏิญาณ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอย่างเคร่งครัด ในการร่วมกันปฏิรูปประเทศ และสนับสนุนให้มีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย ปกครองประเทศ ด้วยหลักนิติธรรม มีธรรมาภิบาล จะเป็นคนดี มีคุณธรรม ร่วมกันนำพาประเทศชาติ ไปสู่อนาคตและความสงบสุขที่ยั่งยืน จะรู้รักสามัคคี ตามรอยพระยุคลบาท ในแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยน้อมนำ "ศาสตร์ของพระราชา" มาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต ด้วยความเพียรอันบริสุทธิ์ เพื่อสืบสานพระบรมราชปณิธาน และเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ของราชอาณาจักรไทยสืบไป

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนทุกคน ทั้งที่ร่วมกิจกรรมแห่งชาติในสถานที่ราชการ สถานประกอบการ และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศ อันเชื่อมโยงความผูกพันทางจิตใจของพสกนิกรชาวไทยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งเจ้าหน้าที่ ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรม ณ พื้นที่ที่กำหนด ซึ่งเชื่อมั่นว่าทุกคนนั้นสามารถแสดงออกถึงความจงรักภักดีแด่สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ อย่างไร้ขีดจำกัดด้านเวลาและสถานที่ ตลอดจนขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในประเทศ และที่อยู่ต่างประเทศ กรมประชาสัมพันธ์ สถานีวิทยุโทรทัศน์  และสื่อมวลชน ทุกแขนง ที่ได้ช่วยกันนำภาพ "พลังแห่งความจงรักภักดี" ทั้งจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และทั่วทุกมุมโลก ปรากฏสู่สายตาชาวไทย และชาวโลกได้อย่างงดงาม

 

นายกฯยันปชต.ยึดส่วนรวมหนุนปรองดอง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวผ่านรายการ ศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า สิ่งที่เป็นปัญหา รัฐบาลยังแก้ไขไม่ได้มากนัก คือ "ความเข้าใจ และ ความร่วมมือ" ของประชาชน และการทำงานของข้าราชการในพื้นที่ ที่อยู่ใกล้ชิดระหว่างข้าราชการกับประชาชนระดับล่าง โดยจะต้องปรับตัวให้ทันและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งต้องนำหลักการของประชาธิปไตย โดยคำนึงถึงผลประโยชน์แก่ส่วนรวมก่อน จากนั้นผลพวงต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นและเชื่อมโยงไปถึงคนกลุ่มน้อยด้วยเช่นกัน 

ทั้งนี้ นายกฯ กล่าวว่า ต้องให้เวลากับทุกคน รับฟัง มีสติ ใช้สติปัญญาอย่างใคร่ครวญ สิ่งสำคัญที่สุดของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจเอกชน ในการทำงานร่วมกันแบบ "ประชารัฐ" นั้น ก็คือ จัดทำในสิ่งที่เป็นกิจกรรมตัวอย่าง ซึ่งประสบความสำเร็จแล้ว ให้มองเห็นผลเป็นรูปธรรม และประชาชนได้รับผลดีขึ้น หากให้ความร่วมมือกับทางราชการ เพื่อจะได้นำทางผู้ที่ยังไม่เข้าใจ ได้ปรับเปลี่ยนตัวเอง เพราะว่าการทำสิ่งใดก็ตามนั้น หากไม่มีการเริ่มต้น ก็จะไม่มีความสำเร็จ บางอย่างอาจใช้เวลาน้อย บางอย่างใช้เวลามาก เหมือนกับการปลูกพืช มีระยะสั้น ระยะยาว ดังนั้น ทุกคนต้องรู้จัดอดทน ต้องรอยคอย ถึงผลประโยชน์ในอนาคต ที่แตกต่างกัน ในเวลานี้ไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในอนาคต

 

นายกฯขอปชช.กราบพระบรมศพแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวผ่านรายการ ศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า ได้รับรู้ถึงความสามัคคีของคนในชาติ เป็นบรรยากาศของความเห็นอกเห็นใจ และการให้อภัยซึ่งกันและกัน จึงอยากให้รักษาสิ่งดีงาม มีความเอื้ออาทรต่อกัน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยและสยามเมืองยิ้มไว้

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่เห็นประการหนึ่งก็คือในการเข้าแถวในการเข้าถวายความอาลัยพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขอให้เป็นไปในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย อย่าแบ่งแยกกันเลยทั้งข้าราชการ ประชาชน ควรดูแลซึ่งกันและกัน และในส่วนของการปรองดองของคนในชาตินั้น คิดว่าวันนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่ทุกคนจะปรับตัวเข้าหากัน พูดจาถ้อยทีถ้อยอาศัยกันแล้วก็ไม่นำเรื่องที่เป็นความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ

 

นายกฯน้อมนำศาสตร์พระราชาบริหารปท.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน ว่า รัฐบาลได้น้อมนำ "ศาสตร์พระราชา" มาประยุกต์ใช้ ในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เกิดผลจากการทำงานที่ เป็นรูปธรรม มีผลสัมฤทธิ์ เป็นเครื่องประกันความสุขของประชาชน เพียงแต่ขอสร้างความเข้าใจ และขอความร่วมมือจากพี่ทุกคนในเรื่องต่างๆ โดยขอให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ มองให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ความเชื่อมโยงเพราะทุกกิจกรรมทุกมิติในโลกนับจากนี้ต่อไป เราไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องการเชื่อมโยง การสร้างเครือข่ายการรวมตัวกันจึงจะเดินหน้าขับเคลื่อนไปได้ตลอดรอดฝั่ง อาทิ การสร้างกลไกประชารัฐ, การรวมกลุ่มสหกรณ์, การสร้างห่วงโซ่คุณค่า ทั้งต้นทาง กลางทาง ปลายทาง และตลาดชุมชน ที่ต่อไปนั้นจะต้องใช้เป็นสถานที่ "จับคู่" ทางธุรกิจ เป็นวงจรธุรกิจ "ระดับฐานราก" ที่สำคัญต้องให้ความสำคัญกับทักษะ "การทำงานเป็นทีม" ซึ่งต้องปลูกฝังเยาวชนตั้งแต่ในสถานศึกษา "ทุกระดับ" ตั้งแต่วันนี้

 

นายกฯเดินหน้าแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน ถึง
การดำเนินการแก้ปัญหา "โรงเรียนขนาดเล็ก" กว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ในระยะแรก อาจส่งผลกระทบเป็นรายบุคคล รายครอบครัว เพราะต้องปรับตัวในเรื่องการใช้ชีวิตและค่าใช้จ่าย เพื่อแลกกับสิ่งที่ได้มา ก็คือคุณภาพการศึกษาและสุขภาพจิตของนักเรียนที่ดีขึ้น โดยในระยะที่ 2 เมื่อ "โรงเรียนดีใกล้บ้าน" ซึ่งถูกตั้งให้เป็น "โรงเรียนแม่เหล็ก" ได้รับการส่งเสริมความเข้มแข็ง ทั้งจากชุมชนเอง และจากรัฐบาลได้อย่างเหมาะสม โดยใช้งบประมาณที่คุ้มค่ากว่าเดิม อาทิเช่น ประเทศชาติสามารถประหยัดงบประมาณมากกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี จากงบลงทุน, ก่อสร้าง, ปรับปรุงซ่อมแซมและครุภัณฑ์ ที่เดิมต้องจ่ายให้โรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีนักเรียนน้อยกว่า 60 คน จำนวนกว่า 7,000 โรงเรียน แล้วได้นำไปเพิ่มเติมให้กับ "โรงเรียนแม่เหล็ก" ที่อยู่ในโครงการในภาพรวมเป็นงบประมาณสำหรับจัดการเรียนการสอนเพิ่มขึ้นกว่า 500 ล้านบาทต่อปี 

ดังนั้นในระยะที่ 3 ในอนาคต เมื่อสามารถเชื่อมโยงกลไกประชารัฐและประชาคมใกล้เคียง กับโรงเรียนเป้าหมายเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ รวมทั้งสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ในวันข้างหน้าได้แล้ว  ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กและครูไม่ครบชั้น ที่อยู่คู่สังคมไทยมายาวนาน ก็จะหมดไป และประเทศไทยก็จะได้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพสูงขึ้น ประเทศไทยก็จะเจริญก้าวหน้าอย่างสมดุลในทุกมิติ

 

นายกฯชูแผนจัดการน้ำสอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ20ปี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืนถึงแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ ว่า ในห้วงระยะเวลาของแผนดังกล่าว จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตารางการปฏิบัติ แผนงาน - โครงการต่างๆ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จากเดิมที่ทำไว้ปี 2557 - 2569 หรือกรอบ13 ปี ก็ต้องขยายเป็นปี 2560 - 2579 หรือ กรอบ 20 ปี ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

ส่วนการการพัฒนาและการสร้างความเจริญเติบโตของประเทศนั้น ต้องสามารถรักษาสมดุลให้ได้ทั้งภายในและภายนอกประเทศ  โดยเริ่มต้นจากการรวมกลุ่มในอาชีพเดียวกันแล้วมีการเชื่อมโยงไปสู่อาชีพอื่น หรือกลุ่มอื่นที่เกี่ยวเนื่องกันอาทิเช่น การรวมกลุ่มของเกษตรกร การตั้งสหกรณ์การเกษตร จากนั้นก็เชื่อมโยงไปสู่โรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป สถาบันวิจัยทางการการเกษตรเข้ามาช่วยเหลือ และตลาดชุมชุน ตลาดส่งออก เป็นต้น

ทั้งนี้ การรวมกลุ่มกันนั้นจะส่งผลดี เพื่อที่จะแก้ปัญหาอันเดียวกัน ตอบสนองความต้องการที่มีความคล้ายคลึงกันแบบ "เป็นกลุ่ม เป็นก้อน" มีอำนาจในการต่อรองสูงขึ้น มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือการยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือของรัฐบาล สามารถดำเนินการได้โดยง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทั้งในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณ และการใช้ทรัพยากรในการเข้าไปดำเนินการจัดการกับปัญหาได้อย่างคุ้มค่า สามารถลดต้นทุนในการดำเนินการได้ไม่เป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินแบบ "เบี้ยหัวแตก"

 

นายกฯย้ำประชาคมโลกยกย่องเศรษฐกิจพอเพียง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน ว่า ประชาชนทุกคนควรติดตามข่าวสาร และทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกกับอาเซียนและประเทศไทยนั้น  มีผลสืบเนื่องกันใน "ทุกมิติ" ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายในระดับประชาคมโลก และรายประเทศ ซึ่งมีความแตกต่างกันออกไปตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ รวมทั้งมีความแตกต่างกันอย่างมากมาย ในด้านพื้นฐานของทรัพยากรมนุษย์ - ระดับการศึกษา - ความมีอัตลักษณ์ - และวัฒนธรรมประเพณี ซึ่งจะอย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็มีความจำเป็นต้องแสวงหาความร่วมมือ ในรูปแบบต่างๆ ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศให้ได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า รัฐบาลนี้ได้วางยุทธศาสตร์ของประเทศเป็น "สะพาน" เชื่อมโยงกลุ่มประเทศที่มี เศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก อาทิเช่น G20 หรือกับกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา (G77) ทั้งนี้ก็พื่อจะรักษาความสมดุลในการพัฒนาของโลกในฐานะที่เป็น "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์" โดยจะต้องเข้มแข็งไปด้วยกัน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมย้ำว่า ไม่ว่ามิติเศรษฐกิจของโลก จะมั่งคั่งเท่าไหร่ก็ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็น "ศาสตร์พระราชา" ที่ได้รับการยอมรับและยกย่องจากประชาคมโลก จะช่วยย้ำเตือนเราถึงการพัฒนาที่สมดุล ทั้งในมิติสังคม คือ การดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ "อย่างพอเพียง" และในมิติสิ่งแวดล้อม ที่จะนำไปสู่การใช้ทรัพยากร "อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน"

 

นายกฯแนะเกษตรกรรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน ว่า ประเทศไทย จัดเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางการเกษตรสูงโดยสามารถเพาะปลูกพืช เพื่อส่งเป็นสินค้าออกได้ ซึ่งในอดีต มีผลผลิตที่เพียงพอ ที่ดินและทรัพยากรต่างๆ ก็เพียงพอ ราคาสูง แต่เมื่อประเทศไทยเติบโตขึ้น โลกเจริญขึ้นประชากรมากขึ้น การบริโภคก็มีปริมาณสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่พื้นที่เพาะปลูกของไทยหรือของโลกนั้นกลับมีแนวโน้มลดลง ดังนั้นประเทศไทยาจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืชใหม่ จากเดิม "เกษตรแบบธรรมชาติ" เป็นการใช้เทคโนโลยี เพื่อจะได้มาช่วยสริมศักยภาพทางการเกษตรที่เคยอาศัยธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียวเป็นตัวกำหนด อีกทั้งต้องปรับรูปแบบการเกษตรจาก "เกษตรครัวเรือน" เป็นเกษตรแปลงใหญ่ หรือการรวมตัวเป็นกลุ่มเกษตรกร เป็นสหกรณ์การเกษตรที่เข้มแข็ง เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงในเรื่องของการเพาะปลูก - การผลิต - การแปรรูป - การตลาด โดยเกษตรกรนั้น จะต้องรู้จักการบริหารจัดการตนเองทั้งระบบ เป็นทางเลือกให้เกษตรกรไทย "ยุคใหม่" ที่เรียกว่า "Smart Farmer"

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ต้องการให้เกิดความสมดุลระหว่างภาคประชาชน - พ่อค้าคนกลาง - และการส่งออกโดยภาคธุรกิจเอกชน พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ปัจจุบันนั้นรัฐบาลกำลังกำลังดำเนินมาตรการหลายมาตรการด้วยกัน อาทิเช่น ในการเตรียมมาตรการสนับสนุนให้มี "ยุ้งฉาง" ขนาดใหญ่หรือ "ไซโล" เพิ่มเติมขึ้น ให้กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ อย่างเหมาะสมในอนาคตอันใกล้

 

นายกฯชูไทยศูนย์กลางอาเซียนการค้าลงทุน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน ว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคเซียน ในหลายกิจกรรม อาทิเช่น การท่องเที่ยว, การสาธารณสุข - รักษาพยาบาล - ยา, ดิจิทัล, การคมนาคมระหว่างประเทศ, การเชื่อมโยงตลาด, การค้า - การลงทุน ทั้งในส่วนของ SME, สินค้าประชารัฐ, และการสร้างแบรนด์ของประเทศไทย อาทิเช่น ข้าวอินทรีย์, เกษตรอินทรีย์ ที่มีราคาสูง, ปรับปรุงคุณภาพการผลิต - การแปรรูป, ให้เป็นศูนย์กลางด้านอาหาร, มีการลงทุนแนวใหม่ที่เรียกว่า New S-Curve ซึ่งสนองตอบต่อความต้ องการของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ซึ่งเราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้มาก รวมทั้งต้องไม่ลืมให้ความสำคัญกับ การสร้างความเชื่อมโยงทางกายภาพ อาทิเช่น ถนน - รถไฟ - รถไฟฟ้าความเร็วสูง - ท่าเรือขนส่งสินค้า - การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นทั้งการเชื่อมโยงกันเองระหว่างภูมิภาคต่างๆ ระหว่างเมือง และระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษภายในประเทศ ตลอดจนเป็นการเชื่อมโยงไปสู่ต่างประเทศ ซึ่งหากไม่สามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ รายได้ก็จะไม่เกิดขึ้นทั้งกับประชาชนและประเทศชาติ


แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล