บริหารเงินแบบคนดัง (2)

สกู๊ปเงินทองฉบับขึ้นศักราชใหม่ ขอนำเสนอเรื่องราวและเทคนิคของการบริหารเงินแบบคนดังต่อเนื่องเป็นตอนที่ 2 ซึ่งถ้าพูดถึงคนดังแล้ว นาทีนี้คงต้องมีชื่อของ กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หนุ่มไฟแรงติดอันดับอยู่ด้วยแน่นอน

// //

กว่าจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งทางการเมือง โดยได้รับความไว้วางใจจากนายกรัฐมนตรีให้ดูแลกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินของประเทศในภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญหน้าต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกเช่นนี้ กรณ์ ผ่านประสบการณ์ทางการเงินมาอย่างโชกโชน นับตั้งแต่การเป็นผู้จัดการกองทุน บริษัท เอส จี วอร์เบิร์ก ลอนดอน ประเทศอังกฤษ และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นประธานบริษัท หลักทรัพย์ เจเอฟ ธนาคม จำกัด ด้วยวัยเพียง 24 ปี

ก่อนที่เขาจะขายหุ้น เจเอฟ ธนาคม ในมือทั้งหมดให้แก่ เจพี มอร์แกน และหันไปเป็นลูกจ้างเต็มตัวด้วยเงินเดือนมหาศาล และทิ้งทุกอย่างอีกครั้งเพื่อเข้าสู่วงการการเมือง

แม้ว่าในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่วันนี้เขาต้องจัดการเคลียร์บัญชีหนี้สินและทรัพย์สินให้เรียบร้อย แต่หากเราย้อนกลับไปดูหลักคิดของการเลือก ลงทุน ในฐานะคนที่เคยคร่ำหวอดในวงการลงทุน ซึ่ง กรณ์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ก็จะทำให้หลายคนที่กำลังเสาะแสวงหาเทคนิคการลงทุนได้พบ หลักคิด ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแน่นอน

กรณ์ เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Stock Focus เมื่อครั้งที่เขามีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเงา มิใช่ตัวจริงเสียงจริงอย่างวันนี้ว่า บัญญัติการลงทุน 7 ประการ ที่เขาใช้มาตลอด คือ 1.ต้องลงทุนในบริษัทที่มีความเชื่อมั่นในตัวผู้บริหาร ถือว่ามีสำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวธุรกิจหลัก เพราะธุรกิจดียังไงถ้าผู้บริหารไม่ยึดประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นหลักบริษัทนั้นก็ไปไหนได้ไม่ไกล

2.ต้องคิดเสมอว่าเวลาซื้อหุ้น คือ การซื้อส่วนหนึ่งของกิจการ ไม่ใช่แค่แผ่นกระดาษ ซึ่งจะทำให้มีทัศนคติที่ถูกต้องกับหุ้นที่ถืออยู่ โดยคิดในเชิงผู้ร่วมทุนมากกว่านักเก็งกำไร 3.ต้องไม่หลงรักกับหุ้นที่ถืออยู่ คือ ต้องประเมินในเชิงธุรกิจเสมอ การลงทุนคือ การซื้อการขาย เพราะฉะนั้นถ้าซื้อแล้วหลงรักกับมัน บางทีจะทำให้ขาดเหตุและผลในการตัดสินใจ

4.ทุกวันถือเป็นวันใหม่ ต้นทุนและที่มาไม่สำคัญ 5.ต้องมีวินัยในการยึดหลักความคิดเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด 6.ความผันผวนของตลาด เป็นโอกาส ในการลงทุน อย่าไปกลัวตลาดมากเกินไป และอย่าไปเล่นกับตลาดมากเกินไป และสุดท้าย 7.ต้องเผื่อการคาดการณ์ที่ผิดพลาดของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องซื้อในราคาต่ำสุด หรือขายในราคาสูงสุด ประเมินราคาที่เหมาะสมและเราพอใจ

รมว.คลังเงาในวันนั้น บอกด้วยว่า ปัจจุบันประชาชน หรือนักลงทุนส่วนหนึ่งยังขาดความรู้ ความเข้าใจในการลงทุน ดังนั้นการที่จะทำให้คนมีความรู้เพียงพอที่จะประเมินความเสี่ยงให้ถูกต้องได้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะในช่วงที่ผ่านมาความไม่รู้ในข้อมูลทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เสียประโยชน์ และเสียโอกาสเป็นอย่างมาก

โอกาสมีให้แก่ทุกคน แต่ความไม่เสมอภาค เพราะระดับความรู้ ความเข้าใจข้อมูลต่างกัน ตรงนี้จึงถือเป็นประเด็นที่ท้าทาย ผมเชื่อว่าถ้าคนรู้มากขึ้น เข้าใจมากขึ้น อะไรที่เคยเข้าใจว่าเป็นความเสี่ยงก็จะกลายเป็นความเสี่ยงที่สามารถวิเคราะห์ได้ และรับได้มากขึ้น

ที่เหลือเป็นส่วนที่ต้องติดตามว่า รมว.คลังตัวจริงในวันนี้ จะทำได้เหมือนที่พูดในวันนั้นหรือไม่ !!

ขณะที่อีกหนึ่งคนดังอย่าง กิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อดีตผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทย ที่วันนี้ผันตัวเองไปรับตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า หลักคิดด้านการลงทุนของเขาคือ การกระจายความเสี่ยง ซึ่งเป็นสิ่งที่จะช่วยลดความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้

ดังนั้นการบริหารเงินออมของ กิตติรัตน์ จึงถูกแบ่งออกเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวม ทั้งที่ลงทุนในหุ้นและตราสารเพื่อการลงทุนอื่น พร้อมๆ กับที่บางส่วนถูกกระจายการลงทุนไปยังอสังหาริมทรัพย์

เงินออมทั้งหมดของผมไม่ได้ลงทุนในหุ้น หรือตราสารเพื่อการลงทุนอื่นทั้งหมด เพราะเรารู้ว่าเงินออมสามารถกระจายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ก็ได้ ตราสารหนี้ก็ได้ ดังนั้นปัจจุบันเงินออมจึงถูกกระจายอยู่ในรูปเงินฝากธนาคารพาณิชย์ประมาณ 20% ส่วนอีกประมาณ 40% จะอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ ประเภทคอนโดมิเนียมใกล้สถานีรถไฟฟ้า แต่ไม่ได้ลงทุนเพื่อเก็งกำไร เป็นการลงทุนเก็บไว้ให้ลูกชายทั้ง 3 คน

ขณะที่เหลืออีก 40% จะอยู่ในตราสารเพื่อการลงทุนต่างๆ ได้แก่ หน่วยลงทุนทั้งหลาย โดยที่การลงทุนทั้งในอสังหาริมทรัพย์จะถูกกระจายไปยังหลายๆ แห่ง หลายๆ อาคาร เช่นเดียวกับการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่กระจายไปยังหลายๆ บลจ. เพราะ กิตติรัตน์ บอกว่า วิถีการลงทุนของเขาจะไม่กระจุกตัวอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง

เหมือนที่เขาพูดว่า อย่าเอาไข่ทั้งหมดใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน มันจะช่วยให้คุณลดความเสี่ยงได้ กิตติรัตน์ กล่าวปิดท้าย

ขวัญชนก วุฒิกุล

k_wuttikul@hotmail.com

อาถรรพณ์นรกซานติก้า ที่ดินนี้มีตำนาน...เลือด!!!

จากที่ดินทำเลทองย่านเอกมัย เพียงชั่วข้ามคืนของวันแรกที่ย่างเข้าสู่ศักราชใหม่ปี 2552 กลับกลายเป็นสุสานของเหยื่อเพลิงนรก นำมาสู่การผูกโยงถึงความเชื่อของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้กับ สุสานซานติก้าผับ ด้วยความหวาดผวา และบอกเล่าถึงเรื่องราวอาถรรพณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงลางร้ายบอกเหตุที่อาจจะเป็นสาเหตุที่นำมาสู่โศกนาฏกรรมครั้งนี้

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!