The TOYS : “ถ้าไม่มีดนตรี ผมก็ไม่รู้ว่าเป้าหมายของการหายใจจะมีไปเพื่ออะไร”

The TOYS : “ถ้าไม่มีดนตรี ผมก็ไม่รู้ว่าเป้าหมายของการหายใจจะมีไปเพื่ออะไร”
S! Music (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

มนุษย์เรามีชีวิตไปเพื่ออะไร...

ดูเป็นคำถามนามธรรมที่ยากจะตอบ บ้างก็ยังไม่รู้ หลายคนกำลังค้นหา แต่สำหรับบางคนที่พบเจอคำตอบแล้ว ก็เปรียบเสมือนของขวัญล้ำค่าที่ทำให้เราอยากลืมตาตื่นขึ้นมาทุกวัน

ในทุกวันนี้ ชื่อของ The TOYS หรือ ทอย-ธันวา บุญสูงเนิน แทบไม่มีใครไม่รู้จัก ด้วยความสามารถที่เกินวัย ทั้งฝีมือในการเล่นกีตาร์ การแต่งเพลง บทบาทการเป็นโปรดิวเซอร์ ลายเซ็นที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน

จากเพลง “หน้าหนาวที่แล้ว” ที่แจ้งเกิดหนุ่มคนนี้อย่างเต็มตัว สู่การมีอัลบั้มเต็มชุดแรกในชีวิต เดินทางไปรับรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง 2018 MAMA Premiere in Korea (Mnet Asian Music Awards 2018) รวมถึงมีคอนเสิร์ตที่ประเทศเกาหลีใต้ ผ่านดราม่ามากมาย จนกระทั่งล่าสุดกับการคว้ารางวัลศิลปินแห่งปีจากเวที JOOX Thailand Music Awards 2019 เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

>> "The TOYS, OG-ANIC, ปาล์มมี่" คว้ารางวัลใหญ่จากเวที "JOOX Thailand Music Awards 2019"

The TOYS

แต่ละการเดินทางล้วนเป็นบทพิสูจน์ที่ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น และจากเด็กวัยรุ่นที่มองไม่เห็นจุดหมายปลายทาง เป้าหมายในชีวิตของ The TOYS กลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในวันนี้... วินาทีนี้

และใครที่คิดว่าเขาเป็นคนพูดน้อย เข้าถึงยาก ลองอ่านบทสัมภาษณ์จาก Sanook! Music ชิ้นนี้ดู แล้วคุณจะรู้ว่า The TOYS ก็พูดเก่งไม่แพ้ใครเหมือนกัน

 

ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าไม่ได้มองตนเองเป็นศิลปินมาตั้งแต่แรก คุณแค่อยากทำในสิ่งที่ชอบ มาในวันนี้ คุณรู้สึกว่าตัวเองมีความเป็นศิลปินมากขึ้นหรือยัง?

ผมรู้สึกแค่ว่า อยู่กับแฟนคลับแล้วสนุกขึ้น มันมีบางอย่างที่ทำให้เรารู้จักกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่เขารู้จักเรา แต่กลายเป็นเรารู้จักเขาไปด้วยในระยะเวลาที่เดินไปเรื่อยๆ เหมือนผูกพันกันมากขึ้นด้วยอะไรบางอย่าง ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร

แฟนคลับเข้ามามีบทบาทในชีวิตของคุณมากขึ้น?

ใช่ ซึ่งมันอาจจะเป็นแค่เวลาสั้นมากๆ ที่เราได้เจอกัน แต่ผมกลับรู้สึกเสมอทุกๆ ครั้งที่ได้เจอพวกเขาว่า มันมีพลังบางอย่างที่ดึงดูดผมและพวกเขาเข้าหากัน

แล้วในฐานะคนทำเพลงล่ะ?

ตรงนั้นน่าจะเหมือนเดิม เหมือนวันแรกๆ อยู่ครับ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ อาจจะมีการร้องเพลงที่เพิ่มขึ้นมา เพราะก่อนหน้านั้นผมก็เป็นมือกีตาร์ ทำเพลง เป็นโปรดิวเซอร์อย่างเดียว

The TOYS

 

>> “The TOYS” เผยดีใจมากแต่ยังไม่ชิน เล่าวินาทีช็อตเหวอตอนขึ้นรับรางวัล “MAMA 2018”

 

นับจากการแสดงสดครั้งแรกที่ Live RCA ที่ปิดตัวไปแล้ว หลังจากเข้ามาเป็นสมาชิกของบ้าน What The Duck จนกระทั่งมาถึงงานใหญ่อย่าง แจ่มเฟส เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ดูเหมือนว่าคุณจะจับกีตาร์น้อยลง อยากทราบถึงกระบวนการดีไซน์โชว์ของคุณในทุกวันนี้สักหน่อย?

จริงๆ อยากถือกีตาร์ไว้ตลอดด้วยซ้ำ แต่เราเดินไปไหนไม่ได้ มันไม่สบายตัวเท่าไหร่ถ้าเราจะลงไปเล่นกับแฟนคลับ กับคนดู ก็เลยลองเล่นกีตาร์แค่บางเพลงที่อยากเล่น ซึ่งท่อนที่ผมเล่นจะเป็นการโซโล่อย่างเดียว ไม่ได้เล่นริทึ่มแล้วร้องไปด้วยสักเท่าไหร่ ซึ่งไอเดียมันก็มาจากการที่เราเสพโชว์ของศิลปินหลายๆ คน หลายๆ แบบ เฮ้ยโชว์คนนี้เจ๋ง ก็เอามาประยุกต์รวมกัน พยายามดึงมาอย่างละเล็กอย่างละน้อย ทั้งในความเป็นร็อคแอนด์โรล ความเป็นฮิปฮอป แล้วก็มีความวาไรตี้นิดๆ ผสมให้มันลงตัว

คิดว่าโชว์ของ The TOYS ยังขาดอะไรอีกบ้าง?

ผมว่ามันไม่เคยเต็ม มันยังขาดอยู่เสมอ ซึ่งก็จะนั่งคุยกับที่วงแล้วก็หาคำตอบไปเรื่อยๆ ยังรู้สึกว่ามันทำอะไรได้อีก ยังเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีก

จนเมื่อปลายปีที่แล้วคุณก็คลอดอัลบั้มเต็มชุดแรกออกมา ซึ่งคุณใช้คำว่า Sun มาเป็นชื่ออัลบั้ม เรานึกไปถึงเพลงแรกๆ ของคุณทั้ง “หน้าหนาวที่แล้ว” หรือ “ก่อนฤดูฝน” ที่มีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติและฤดูกาล?

ที่มันเกิดช่วงเวลา เกิดฤดูกาลขึ้นมา ผมว่าสิ่งที่เป็นต้นกำเนิดจริงๆ คือดวงอาทิตย์ วงโคจรของมัน สมมติเราอยู่ในเวลากลางคืน สักตี 4 หรือตี 5 แล้วพอดวงอาทิตย์ขึ้น มันเป็นโมเมนต์แรกที่ทำให้เราจำเรื่องราวในวันนั้นได้ แล้วก็บันทึกลงไป ซึ่งก็คือการเขียนเพลงสำหรับผมนั่นแหละ ผมมองว่าแค่เพียงดวงอาทิตย์ดวงเดียว มันทำให้เกิดทุกอย่างบนโลกได้มากมาย ถ้าเราไม่มีดวงอาทิตย์ เราจะเห็นอะไรที่อยู่ข้างนอกได้อย่างไร ไม่พูดถึงแสงหรือไฟนะ คือดวงอาทิตย์มันเป็นต้นกำเนิดที่แท้จริงของการมองเห็น เหมือนเป็นดวงตาอีกดวงที่เปิดขึ้น สว่างขึ้น คอยย้ำเตือนว่านี่คือเช้าวันใหม่แล้ว ทำอะไรสักทีได้แล้ว ถ้าไม่มีดวงอาทิตย์ อัลบั้มนี้ไม่มีทางเกิดขึ้น ผมเลยขอยกชื่อดวงอาทิตย์มาไว้ข้างบนสุด เหมือนเป็นจุดกำเนิดที่ทำให้ผมได้ทำสิ่งต่างๆ ทั้งเรื่องการแต่งเพลง รวมถึงการร่วมงานกับศิลปินคนอื่น

>> "The TOYS" โชว์อภินิหารแยกร่าง! ถ่ายทอดความกวนในเอ็มวีล้านวิว "พูดไม่ออก"

 

จากที่คุณบอกว่าไม่เคยคิดว่าตนเองจะได้มาเป็นศิลปิน แต่วันนี้คุณมีอัลบั้มเต็มชุดแรกเรียบร้อยแล้ว มันเป็นความรู้สึกเช่นไรในวันที่มันเสร็จสมบูรณ์?

ถ้าสำหรับผม ผมคิดแค่ว่าอยากจะรวบรวมเพลงในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตที่ผมทำ บันทึกเอาไว้แล้วเอามาร้อยเรียงกัน แค่เก็บเอาไว้ แต่จะเก็บไว้เองมันก็... คือก็อยากแชร์ไปให้บางคนที่คิดอะไรเหมือนเราบ้างเหมือนกัน ผมไม่ได้คิดถึงในแง่ของการขาย แล้วก็ไม่ซีเรียสด้วยถ้าไม่มีคนซื้อ  ไม่จำเป็นที่ต้องมียอดขายมากมาย แค่ทำให้กลุ่มแฟนคลับเล็กๆ ของเรา ที่อยู่กับเราแค่นั้น

เรามองว่าเพลงของ The TOYS ค่อนข้างมีความวาไรตี้ประมาณหนึ่ง คุณเริ่มกำหนดทิศทางในการทำเพลงเอาไว้บ้างไหม หรือยังคงเปิดกว้างกับสิ่งใหม่ๆ?

ผมเปิดกว้างเสมอนะ จะไม่ปิดฝาตัวเองด้วยความคิดแบบว่า เฮ้ย เราคือแชมป์กีตาร์ เราเป็นร็อค เราจะไม่เอาอะไรเลย เราจะเสพแต่กีตาร์ แต่ผมเลือกที่จะโอเคกับทุกอย่าง โอเคกับอะไรใหม่ๆ เสมอ แม้แต่ดนตรี EDM หรืออะไรก็ตามที่ผมชอบ

4 ปีจาก “หน้าหนาวที่แล้ว” สู่วันนี้ คุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง?

มันเหมือนโลกอีกใบที่เราไม่เห็นมาตลอด ทั้งๆ ที่มันคือโลกใบเดียวกันนี่แหละ แต่มันเป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่เราไม่เคยคิดจะเดินไป แล้วก็มองไม่เห็นวิธีการเดิน ไม่เห็นอะไรเลย คือเราอยู่ในโลกอีกแบบหนึ่งมาตลอด แล้วพอ 4 ปีผ่านไป เรามองย้อนกลับไป เราก็เหมือนเป็นคนละคนเหมือนกันนะ ทั้งวิธีคิด มุมมอง ทัศนคติ ผมว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไปจนผมก็งงตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเราถึงมีมุมมองที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา

The TOYS

 

>> "The TOYS" บินลัดฟ้า! ขนเพลง "ไทย-เกาหลี" สร้างความสุขในงานคอนเสิร์ตแรกที่กรุงโซล

 

ยกตัวอย่างเรื่องที่เปลี่ยนไปที่ชัดเจนที่สุดให้เราฟังได้ไหม?

อย่างเช่นที่ผมเคยบอกเสมอว่า จริงๆ ผมไม่ได้คิดจะเป็นศิลปิน ไม่ได้คิดจะจับไมค์ร้องเพลง แต่พอเวลาผ่านไป เรามีแฟนเพลง แฟนคลับ มีกลุ่มคนที่ซัพพอร์ตเราด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ผมรู้สึกว่ายังมีคนที่อยู่กับผลงานของเราจริงๆ โดยที่ไม่ต้องมองเห็นเราก็ได้ มันเป็นเหมือนไฟน่ะครับ เป็นการจุดไฟให้เรามีความสุขที่จะทำมันต่อไป เหมือนเรามีเป้าหมาย ที่เมื่อก่อนผมไม่คิดแบบนี้เพราะผมไม่มีเป้าหมายว่าผมจะต้องทำเพื่อใคร แต่ 4 ปีที่ผ่านมา ผมรู้แค่ว่าผมมีเป้าหมายแล้ว เป้าหมายในการทำเพื่อแค่ให้คนบางกลุ่มเล็กๆ มีความสุขที่สุดก็พอแล้ว

อีกหนึ่งข้อสังเกตคือ 2 ซิงเกิลล่าสุดอย่าง “ลาลาลอย (100%)” และ “พูดไม่ออก” เหมือนคุณอยากจะเผยให้คนฟังเห็นอีกมุมหนึ่งของคุณ มุมสนุก มุมกวนที่คนภายนอกอาจไม่ค่อยได้เห็น?

ก็ (หัวเราะ) อันนี้ไม่รู้เหมือนกันนะ อย่าง “ลาลาลอย (100%)” ผมว่ามันก็ไม่ได้ต่างจากเพลงอื่นมาก อาจจะด้วยมิวสิควิดีโอที่มีรูปแบบที่ต่างออกไป บางทีไปเที่ยวมันก็จะมีอาการลอยใช่ไหม ซึ่งไอ้อาการลอยมันเกิดได้หลายแบบมาก ลอยจากความรัก ลอยอยู่ในอ่างน้ำ ลอยจากความเมา ได้หมดเลย แต่จริงๆ ก็เป็นมุมที่ผมว่าผมปกตินะ (หัวเราะ)

คือบุคคลที่สนิทกับคุณก็คงได้เห็นมุมกวนๆ จากคุณ เพียงแต่คนอื่นอาจไม่มีโอกาสได้เห็นบ่อยนัก?

คือตอนเช้าผมมักจะ...

มักจะลอยๆ?

ใช่ จริงๆ เวลาที่ถนัดที่สุดน่าจะเป็นตอนกลางคืน เวลาสัมภาษณ์ตอนเช้าแล้วคนก็งงว่า ทำไมพูดน้อย พูดแบบว่าไม่ค่อย... คือเหมือนลอยๆ จริงๆ ถ้าลองสัมภาษณ์ผมตอนกลางคืนอาจจะเป็นอีกคนหนึ่งครับ แต่ไม่เคยได้สัมภาษณ์ตอนกลางคืนเลยนะ (หัวเราะ)

The TOYS

ช่วง 2-3 ปีให้หลังคุณมักจะมีคำต่อท้ายชื่อ เช่น The TOYS ศิลปินหนุ่มมาแรงแห่งยุค คำต่อท้ายในลักษณะนี้ที่คนอื่นมอบให้มันส่งผลต่อการทำงานของคุณไหม?

ผมขอบคุณที่มอบให้นะครับ แต่ผมจำได้อย่างเดียวคือ ผมชื่อทอย สิ่งเดียวที่ผมทำคือเพลง ผมจำได้แค่นี้เลย

เพลงหรือดนตรีสำคัญกับ The TOYS มากเพียงใด?

ร้อยเปอร์เซ็นต์ในชีวิตครับ ตั้งแต่ตื่นมา จนกระทั่งหลับไป แม้กระทั่งผมฝันอยู่ ผมยังเอามาเขียนเป็นเพลง “04:00” ได้ ถ้าไม่มีดนตรี ผมก็ไม่รู้ว่าเป้าหมายของผมคืออะไร ไม่รู้ว่าเป้าหมายของการหายใจจะมีไปเพื่ออะไรเหมือนกัน

 

Story by: Chanon B.
Photos by: JOOX Thailand / What The Duck