SCB FM คาดกรอบค่าเงินบาทเดือน ก.พ. 69 ที่ 31.40-31.90 บาทต่อดอลลาร์ ระยะกลางแข็งค่า

SCB FM คาดกรอบค่าเงินบาทเดือน ก.พ. 69 ที่ 31.40-31.90 บาทต่อดอลลาร์ ระยะกลางแข็งค่า

SCB FM คาดกรอบค่าเงินบาทเดือน ก.พ. 69 ที่ 31.40-31.90 บาทต่อดอลลาร์ ระยะกลางแข็งค่า
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets: SCB FM) เปิดเผยว่า เงินบาทในเดือนที่ผ่านมาผันผวนสูงตามราคาทองคำที่เคลื่อนไหวแรง และดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของทรัมป์ โดยช่วงที่ราคาทองขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เงินบาทแข็งค่าแตะระดับใกล้เคียง 30.85 บาทต่อดอลลาร์ แต่หลังจากที่ราคาทองคำลดลงแรงและดอลลาร์กลับมาแข็งค่า เงินบาทอ่อนค่าแตะ 31.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในระยะต่อไปมองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหว Sideways ในกรอบ 31.40-31.90 บาทต่อดอลลาร์ เพราะมองว่าราคาทองคำมีแนวโน้ม Sideways ทำให้แรงกดดันต่อบาทอาจไม่มากเท่าก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ มีโอกาสที่ ธปท. จะสื่อสารถึงแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้น ซึ่งจะกดดัน Bond yields ของไทย และเป็นแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาท อีกทั้ง คาดว่า ธปท. อาจแทรกแซงเงินบาทมากขึ้น หลังไทยยังไม่เข้าเกณฑ์เรื่องการแทรกแซงค่าเงินของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าในเดือนที่ผ่านมาเงินบาทผันผวนสูงจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก โดยในเดือนมกราคม เงินบาทแข็งค่าเร็วแตะระดับ 30.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งหลัก ๆ เป็นผลจาก 1) ราคาทองคำที่สูงขึ้นทำ new-high หลายครั้ง หนุนให้บาทแข็งค่า 2) ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณสนับสนุนดอลลาร์อ่อน ทำให้นักลงทุนเทขายดอลลาร์ออกมา 3) ตลาดโลก Risk‑on หลังสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ–ยุโรป เบาลง และข้อพิพาทในประเด็นเรื่องถือครอง Greenland ได้ข้อยุติ ทำให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับดีขึ้น และมีเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงใน EM-Asia อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ เงินบาทกลับมาอ่อนค่าแรง หลังราคาทองคำลดลงแรงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี อีกทั้ง ก่อนหน้านี้ผู้ว่า ธปท. กล่าวว่าพร้อมสนับสนุนบาทอ่อน และเข้าดูแลค่าเงินเพื่อชะลอการแข็งค่า รวมถึงออกมาตรการจำกัดการซื้อขายทองคำออนไลน์ (วงเงิน 50 ล้านบาทต่อวัน) ทำให้บาทกลับมาอ่อนค่า

สำหรับมุมมองในระยะต่อไป เงินบาทอาจเคลื่อนไหว Sideways ในกรอบ 31.40-31.90 บาทต่อดอลลาร์ โดยราคาทองคำมีแนวโน้ม Sideways ทำให้แรงกดดันต่อบาทอาจไม่มากเท่าก่อนหน้านี้ และคาดว่า Correlation ระหว่างเงินบาทและราคาทองคำมีแนวโน้มลดลง จากที่เคยปรับสูงขึ้นถึง 0.8-0.9 ในช่วงเดือนมกราคม โดยในช่วงที่ราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบหรือเป็น Sideways อาจเห็น correlation ลดลงมาที่ราว 0.4-0.5 นอกจากนี้ เงินบาทอาจมีแรงหนุนด้านอ่อนค่ามากขึ้น เพราะมองว่า ธปท. อาจแทรกแซงเงินบาทเพิ่มขึ้นได้ แม้ว่ากระทรวงการคลังสหรัฐฯ จัดไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตาว่าแทรกแซงค่าเงิน (Monitoring list) แต่เกณฑ์การแทรกแซงค่าเงินของไทยยังไม่เข้าข่าย โดยมีการซื้อสุทธิเพียง 0.9% ของ GDP (เกณฑ์คือ มากกว่า 2% ของ GDP และแทรกแซงอย่างน้อย 8 ใน 12 เดือน) ทำให้ ธปท. ยังมีความสามารถที่จะเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทได้หากจำเป็น อีกทั้ง นายแพททริกมองว่า มีโอกาสที่ ธปท. จะสื่อสารถึงแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้น หลังมีการโยกย้ายภายใน ทำให้มีโอกาสที่คณะกรรมการจะหันมาให้น้ำหนักต่อประเด็นเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น และลดน้ำหนักต่อประเด็นเสถียรภาพทางการเงิน (Financial stability) ลง ซึ่งจะกดดันให้บาทอ่อนได้

สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตาที่อาจทำให้เงินบาทผันผวนกว่าคาดได้คือ การเลือกตั้งของไทย หากการโหวตเลือกนายกฯ และจัดตั้งรัฐบาลทำได้เร็ว คาดว่าจะไม่กระทบเงินบาทนัก ซึ่งตลาดคาดว่าภูมิใจไทยจะได้จัดตั้งรัฐบาล นโยบายดำเนินได้ต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง อย่างไรก็ดี หากได้นายกฯ ช้าหรือไม่เป็นตามที่ตลาดคาด อาจทำให้บาทอ่อนค่าเหนือ 32.00 ได้ ส่วนปัจจัยที่อาจทำให้บาทแข็งค่ากว่าคาดอาจมาจากราคาทองคำ ที่หากกลับมาสูงขึ้นเร็ว ก็อาจเห็นภาวะที่คล้ายกับในเดือนมกราคมได้ นอกจากนี้ ยังต้องจับตาว่านาย Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่ จะสามารถผลักดันให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของสหรัฐฯ มีมุมมองนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งหากกรรมการ Dovish ขึ้น อาจทำให้คาดการณ์ Terminal rate ลดลงกว่าปัจจุบัน กดให้ Treasury yields ลดลง ซึ่งอาจทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์อ่อนค่า เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าใกล้เคียงระดับ 31.00 อีกได้

s__76480614

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า การที่เงินบาทจะอ่อนค่าอย่างมีนัยสำคัญ (แตะระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์) อาจต้องรอถึงช่วงไตรมาส 4 เพราะ 1) Fed มีแนวโน้มเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไป โดยการลดอกเบี้ยครั้งแรกอาจเป็นช่วงกลางปี และอาจลดอีกครั้งในช่วงปลายปี ซึ่งช้ากว่าที่เคยประเมินไว้ ทำให้แรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อาจมีอยู่ถึงช่วงปลายปี 2)เงินทุนเคลื่อนย้ายยังมีแนวโน้มไหลเข้าตลาด EM-Asia ได้อีกค่อนข้างมากในปีนี้ สะท้อนจากตัวเลขในเดือนมกราคม ที่พบว่าเงินทุนยังไหลเข้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยในช่วงที่ความเสี่ยง Geopolitics ลดลง และเกิดภาวะ Risk-on นักลงทุนยังคงเลือกโยกเงินเข้า EM-Asia อยู่ 3) แม้ไทยจะไม่ได้เป็นผู้ผลิต Chips หรือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีนวัตกรรมสูง แต่ไทยยังอยู่ใน supply-chain ที่จะได้รับประโยชน์จากกระแส AI และวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังโตต่อ โดยไทยส่งออกแผงวงจรมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก จึงทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยอาจยังค่อนข้างสูง และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อาจเพิ่มขึ้นในปีนี้ อาจหนุนให้ดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ปรับแย่ลงมาก และ 4) ธปท. อาจเพิ่มความเข้มงวดในการซื้อ/ขายทองคำในอนาคต เช่น อาจเก็บภาษีการเทรดทองคำ ซึ่งอาจกระทบ sentiment นักลงทุนต่อค่าเงินบาท และทำให้ความสัมพันธ์ของเงินบาทกับราคาทองคำลดลงได้

สำหรับมุมมองด้านอัตราดอกเบี้ย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับสูงขึ้นเร็วในช่วงที่ผ่านมา จากอุปสงค์ที่อ่อนแอและอุปทานพันธบัตรรัฐบาลที่ยังค่อนข้างสูง โดยในเดือนที่ผ่านมา Yields ของพันธบัตรรัฐบาลไทยเพิ่มขึ้นถึง 5-30 bps สอดคล้อง Bond Yields ในภูมิภาคเอเชียและตลาดโลก ประกอบกับมีแรงขายพันธบัตรไทยจากนักลงทุนบางส่วนเพื่อปรับพอร์ตการลงทุน โดยเฉพาะแรงขายจากบริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ขายพันธบัตรระยะยาวออกมาค่อนข้างมาก

ในระยะต่อไป อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นอาจลดลงราว 10-15 bps ได้ โดยมองว่าหาก กนง. ลดดอกเบี้ยตามที่คาด คือลดในเดือน เม.ย. 25 bps ก็จะทำให้ Yields ลดลง เพราะในขณะนี้ ตลาด มองโอกาสที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยมีน้อยลง (Price-out rate cut) โดยตลาดให้โอกาสราว 70% ที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยในปีนี้ นอกจากนี้ อุปสงค์ในการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอาจเริ่มฟื้นขึ้นมา ซึ่งอาจเป็นแรงกดดัน Yields ให้ลดลงได้ สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว มองว่ามีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านสูงต่อจากแรงกดดันในตลาดโลก (Global yields) ที่ยังมีแรงกดดันด้านสูงตามความเสี่ยง Trade war และ Geopolitics ดังนั้น Yield curve ของไทยมีแนวโน้มชันขึ้น (Bear steepen) ซึ่งจะเป็นไปตามเทรนด์ของ Government bonds ในตลาดโลก

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล