วิธีป้องกันถูกแฮก "บัตรเครดิต-บัตรเดบิต" จากมิจฉาชีพ

วิธีป้องกันถูกแฮก "บัตรเครดิต-บัตรเดบิต" จากมิจฉาชีพ

วิธีป้องกันถูกแฮก "บัตรเครดิต-บัตรเดบิต" จากมิจฉาชีพ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

บัตรเครดิต และบัตรเดบิต เป็นตัวช่วยที่ใช้ชำระสินค้าที่หลายคนคุ้นเคยกันดี เพราะนอกจากจะไม่ต้องพกเงินสดไปเป็นจำนวนมากแล้ว ยังจะได้รับสิทธิพิเศษ หรือโปรโมชั่นบัตรเครดิต เมื่อซื้อสินค้าและบริการต่างๆ จากร้านค้าที่ร่วมรายการ และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนมีบัตรเครดิต บัตรเดบิตติดอยู่ในกระเป๋า

แต่ด้วยปัจจุบันมิจฉาชีพมักแฝงตัว และโจรกรรมข้อมูลจนผู้ใช้งานได้รับความเสียหาย แน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงมือใหม่เท่านั้นที่ต้องระวัง แม้จะใช้บัตรเครดิตมานานแต่ทุกคนย่อมมีความเสี่ยงเท่ากันหมด รู้ตัวอีกทีก็สูญเสียเงินเป็นจำนวนมากเสียแล้ว และเพื่อไม่ให้ทุกคนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ข้อมูลจาก KTC ได้เปิดเผยถึงวิธีป้องกันบัตรเครดิต-บัตรเดบิตถูกแฮก เพื่อให้ผู้ใช้จ่ายสามารถใช้บัตรได้ปลอดภัยมากขึ้น จะมีอะไรบ้างไปดูพร้อมๆ กัน

8 วิธีการป้องกันบัตรเครดิต-บัตรเดบิตถูกขโมย ปลอดภัย ไม่ตกเป็นเหยื่อ

1. ตั้งรหัสผ่านให้เดายาก

การตั้งรหัสผ่านเป็นขั้นตอนการป้องกันบัตรเครดิต/เดบิตเบื้องต้น แนะนำว่าไม่ควรตั้งรหัสผ่านเป็นเลขซ้ำกัน เช่น 0000 1111 2222 เป็นต้น รวมไปถึงเลขที่เกี่ยวกับตัวเจ้าของบัตรจนทำให้คนร้ายเดาได้ง่าย (โดยเฉพาะคนร้ายที่เป็นคนใกล้ตัว) เช่น เลขวันเกิด เลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ เป็นต้น ที่สำคัญแนะนำว่าควรเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทุก ๆ 3 เดือน และอย่าเผลอจดรหัสบัตรไว้บนซองหรือบนบัตรเด็ดขาด สำหรับสมาชิกบัตรเครดิต KTC สามารถตั้งรหัส ATM PIN ผ่านแอป KTC Mobile ได้ด้วยตัวเอง ใช้งานได้ทันที ไม่ต้องมีรหัสเดิม ไม่มีค่าธรรมเนียม ทั้งยังสามารถเลือกยืนยัน OTP ได้ทั้งหมายเลขโทรศัพท์และอีเมล หรือเลือกตั้งรหัสได้ทั้งแบบ 4 หรือ 6 หลักก็ได้เช่นกัน

หมายเหตุ : รหัส ATM PIN 4 หลัก ใช้เพื่อยืนยันการทำรายการที่เครื่อง ATM หรือที่เครื่องรูดบัตรในบางประเทศ

2. ไม่ควรบอกหมายเลขบัตรเครดิตให้ผู้อื่นทราบ

ให้เลขบัตรเครดิตอันตรายไหม? คำตอบคือ “มีความเสี่ยง” โดยเฉพาะการให้เลขบัตรเครดิตทางโทรศัพท์มือถือที่ไม่มีการขอเอกสารยืนยันที่เป็นลายลักษณ์อักษร รวมไปถึงการบันทึกหมายเลขบัตรเครดิตกับช่องทางซื้อสินค้าออนไลน์ที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะอาจเป็นกลลวงของมิจฉาชีพได้

3. ไม่ให้บัตรเครดิตคลาดสายตา

ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้า ชำระค่าน้ำมัน ค่าตั๋วเครื่องบิน หรือค่าบริการใด ๆ แนะนำว่าหลังจากยื่นบัตรเครดิตให้พนักงานแล้ว ควรสังเกตบัตรเครดิตของตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะเพียงไม่กี่นาทีที่คุณคลาดสายตา อาจกลายเป็นช่องโหว่ทำให้มิจฉาชีพฉกฉวยข้อมูลของคุณได้ง่าย ๆ

4. เปิดใช้งานการแจ้งเตือนการใช้บัตร

เพื่อเป็นการตรวจสอบการเคลื่อนไหว เมื่อมีการใช้งานบัตรเครดิต/เดบิตแบบเรียลไทม์ หากมียอดใช้จ่ายเงินแบบผิดปกติ จะได้ไหวตัวและแจ้งธนาคารเพื่อทำการอายัติบัตรได้ทันเวลา สำหรับสมาชิกบัตรเครดิต KTC สามารถเปิดรับการแจ้งเตือนได้เองง่าย ๆ ผ่านแอป KTC Mobile รู้ทันทุกธุรกรรมที่มีการทำรายการผ่านบัตรฯ KTC

5. ตรวจสอบยอดใช้จ่ายอยู่เสมอ

หมั่นตรวจสอบยอดใช้จ่ายเสมอว่าตรงกับสินค้าที่เราจ่ายไปจริง ๆ หรือไม่ โดยเช็คยอดจ่ายก่อนลงลายมือชื่อ หากมียอดเรียกเก็บไม่ตรงตามจำนวนที่ซื้อสินค้าจะได้แก้ไขได้ทันเวลา และที่สำคัญอย่าลืมเก็บเซลล์สลิปไว้ทุกครั้งเพื่อนำไปเทียบกับใบแจ้งยอดประจำเดือน สำหรับสมาชิกบัตรเครดิต KTC สามารถตรวจสอบได้ที่ แอป KTC Mobile และ บริการ KTC Online (เข้าผ่านเว็บไซต์)

6. อย่าลืมปิดรหัส CVV หลังบัตร

รหัส CVV เป็นเลข 3 ตัวที่อยู่หลังบัตรเครดิต หากเลขดังกล่าวไปตกอยู่ในมือมิจฉาชีพอาจทำให้เสี่ยงต่อการถูกนำไปทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ ดังนั้นควรนำสติกเกอร์ปิดรหัสเอาไว้จะเพิ่มความอุ่นใจได้มากกว่า

7. เลือกใช้ Mobile Data แทน Wi-Fi เมื่อต้องทำธุรกรรมออนไลน์

เครือข่าย Wi-Fi โดยเฉพาะ Wi-Fi สาธารณะ อาจมีช่องโหว่ที่ทำให้โจรไซเบอร์เจาะเข้ามาถึงตัวอุปกรณ์ Wi-Fi และเข้าถึงอุปกรณ์ที่คุณใช้เชื่อมต่อ Wi-Fi ส่งผลทำให้อุปกรณ์ดังกล่าวมีโอกาสถูกแฮกได้ง่ายขึ้น ดังนั้นแนะนำว่าควรทำธุรกรรมผ่าน Mobile Data หรือ Wi-Fi ส่วนตัวที่ต้องใช้รหัสผ่านจะช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่า

8. ติดต่อธนาคารเจ้าของบัตรทันทีเมื่อพบความผิดปกติ

ไม่ว่าจะทำบัตรเครดิตหาย บัตรเครดิตถูกขโมย มียอดใช้จ่ายเกิน หรือมีความผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น ควรรีบติดต่อธนาคารเพื่อให้ทางธนาคารตรวจสอบและอายัดบัตรให้เร็วที่สุด จากนั้นควรรีบแจ้งความที่สถานีตำรวจ เพื่อให้ทางตำรวจติดตามและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ทันท่วงที ที่สำคัญหากเกิดเหตุฉุกเฉินบัตรหาย บัตรถูกขโมย ยอดใช้จ่ายผิดปกติ สมาชิกบัตรเครดิต KTC อุ่นใจแค่มีแอป KTC Mobile ก็สามารถกดอายัดบัตรชั่วคราว เพื่อลดความเสียหายจะเกิดขึ้นได้เลยทันที

ทุกวันนี้กลโกงแฝงตัวมาหลายรูปแบบ ดังนั้นควรตรวจสอบความถูกต้อง ใช้บัตรเครดิต-บัตรเดบิตอย่างมีสติ และระมัดระวังด้วยเสมอ เพื่อป้องกันเงินในบัตรให้ปลอดภัยจากกลโกงมิจฉาชีพมากที่สุด ที่สำคัญร้านค้าที่อยู่ในฐานะผู้ให้บริการ จำเป็นต้องเลือกช่องทางการชำระเงินที่สะดวกสบาย และมีความปลอดภัยให้กับลูกค้าด้วยเช่นกัน แนะนำเครื่องรูดบัตร EDC อุปกรณ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับการชำระเงินในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ รองรับการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตทุกประเภทจากทุกธนาคารทั่วโลก สแกนคิวอาร์โค้ดผ่าน Mobile Banking แปลงสกุลเงินต่างชาติสำหรับลูกค้าต่างประเทศ เป็นต้น ที่สำคัญการใช้จ่ายผ่านเครื่องรูดบัตร EDC ยังมีความสะดวกสบาย มีหลักฐานยืนยันทุกขั้นตอน จึงมั่นใจได้เลยว่าช่วยลดปัญหาการถูกโจรกรรมได้อย่างแน่นอน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook