ประสบโชค ตระกูลแพทย์ เจ้าของร้านอาหาร “The Hidden Terrace”

ประสบโชค ตระกูลแพทย์ เจ้าของร้านอาหาร “The Hidden Terrace”
ejobeasy

สนับสนุนเนื้อหา

ชีวิตที่คลุกคลีอยู่กับการทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก หล่อหลอมให้ "ประสบโชค ตระกูลแพทย์" หรือ "เชฟอาร์ท" หันมาเอาดีด้านการทำอาหาร หลังเรียนจบจากสหรัฐอเมริกาจึงบินกลับมาสร้างสรรค์ความอร่อยในแบบฉบับของตนเองภายใต้ชื่อร้าน "The Hidden Terrace"

"เริ่มจากคุณพ่อคุณแม่ชอบทำอาหาร โดยเฉพาะอาหารฝรั่ง ทุกคนในครอบครัวจะชอบทานกัน จะทำอาหารไทยทานบ้างเป็นบางวัน ซึ่งภาพที่ผมเห็นตอนเด็กๆ คือ คุณแม่จะทำเค้กทุกวัน โดยมีคุณพ่อเป็นลูกมือคอยช่วยหยิบโน่นทำนี่ ทำทานเองบ้าง ทำไปฝากเพื่อนคุณพ่อช่วงสิ้นปีบ้าง พอหลายคนทานก็จะบอกว่าอร่อยดี
จากนั้นก็เริ่มมีคนสั่งซื้อเพื่อที่จะเอาไปให้คนอื่นอีกที แรก ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะขาย แต่หลังๆ เริ่มมีคนสั่งเพิ่มมากขึ้นๆ และทุกวันอาทิตย์จะมีการรวมญาติเพื่อรับประทานอาหารร่วมกันที่บ้านคุณย่า มีแม่ครัวใหญ่เป็นคุณป้า ซึ่งอาหารที่ทำทานกันส่วนใหญ่จะเป็นอาหารไทย

ยังเคยคุยกันเล่นๆ ในครอบครัวเลยว่า สงสัยโตขึ้นผมต้องไปเป็น "กุ๊ก" แน่เลย เพราะตอนนั้นยังไม่มีคำว่า "เชฟ" ประกอบกับสมัยก่อนอาชีพการทำอาหารยังไม่เป็นที่นิยมมากเหมือนสมัยนี้ พอดีคุณพ่อทำงานอยู่องค์การระหว่างประเทศ ท่านอยากให้ผมเรียนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะได้ทำงานเหมือนกับท่าน ผมก็โอเคเพราะไม่ได้มีแพลนอะไรเรื่องการทำงาน


พอเรียนจบม.3 ไปเรียนต่อทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ซีแอตเทิล ประเทศสหรัฐอเมริกา เรียนได้แค่ 2 ปีก็รู้ว่าไม่ใช่ตัวเรา ระหว่างที่เรียนก็มีโอกาสได้ไปทำงานในร้านอาหาร ทำตั้งแต่เสิร์ฟไปจนถึงในครัว
ด้วยความที่เป็นคนชอบทำอาหารอยู่แล้ว เพราะต้องทำอาหารทานเอง ทำให้พี่สาวและเพื่อนๆ ทานด้วย ทำให้มีโอกาสได้ทำอาหารอยู่ตลอดเวลา ก็เริ่มค่อยๆ ซึมซับเรื่องการทำร้านอาหารไปด้วยว่ามันมีอะไรบ้าง

เมื่อได้คลุกคลีกับการทำอาหารมากขึ้น ก็เริ่มรู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเราชอบทางด้านนี้ แล้วที่เมืองนอกจะมีช่องรายการอาหาร 24 ชม. เป็นแบบ Cooking Show มีเชฟมาสอนทำเมนูโน้นเมนูนี้ ตรงนั้นทำให้ผมรู้ว่ามีอาชีพ "เชฟ" อยู่ด้วย ซึ่งเป็นอาชีพที่น่าสนุกเหมือนกัน
จากนั้นก็เริ่มค้นหาว่าจะทำอย่างไรถึงจะได้เรียนทำอาหาร ตอนนั้นยังไม่ได้บอกคุณพ่อว่าจะไม่เรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้วนะ เผอิญเมืองที่อยู่มีสถาบันสอนทำอาหาร ผมเลยแอบไปสมัครไว้ก่อน แล้วค่อยโทรไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าขอเปลี่ยนมาเรียนทำอาหารแทน คุณพ่อคุณแม่ก็โอเคไม่ได้ว่าอะไร
สุดท้ายได้มาเรียนที่ Seattle Culinary Academy เรียนอยู่สามปีครึ่งจนได้รับ Associate Degree พอเรียนจบก็ตัดสินใจร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดร้านอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นชื่อ "May Restaurant and Lounge" ขายอาหารไทยประยุกต์ เพราะคนอเมริกันชอบอาหารต่างชาติอยู่แล้วโดยเฉพาะอาหารไทย


ด้วยความที่อเมริกามีร้านอาหารไทยเยอะมาก เราจึงพยายามทำอาหารให้ไม่เหมือนคนอื่น โดยเฉพาะเรื่องของรสชาดที่ค่อนข้างจะดั้งเดิม และหน้าตาของอาหารที่แปลกและแตกต่างไม่เหมือนใคร ที่สำคัญคือเครื่องแกงตำเองหมดทุกอย่าง ไม่ได้ซื้อเครื่องแกงแบบสำเร็จรูปมาทำ ซึ่งร้านอาหารไทยส่วนใหญ่ในอเมริกาจะใช้เครื่องแกงแบบสำเร็จรูป"
นับเป็นก้าวแรกในการเริ่มทำธุรกิจร้านอาหารไทยร้านแรก ที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งของเชฟหนุ่มวัย 30 ต้นๆ เพราะนอกจากร้านอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นอย่าง "May Restaurant and Lounge" จะได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมากจากนักชิมชาวต่างชาติแล้ว ยังเป็นร้านที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดจาก Seattle Magazine อีกด้วย


หลังสั่งสมประสบการณ์ในต่างแดนมานานร่วม 9 ปี เชฟอาร์ทตัดสินใจบินกลับเมืองไทยและเข้าร่วมงานกับร้าน Angelini ในเครือเซ็นทรัลนานถึง 3 ปี ก่อนมองหาทำเลดีๆ เพื่อเปิดร้านอาหารในแบบฉบับของตัวเองที่ชื่อ "The Hidden Terrace"
"ผมเชื่อว่า 90% ของคนที่เรียนและทำงานสายอาชีพอาหาร ยังไงก็อยากเปิดร้านเป็นของตัวเอง แต่จะเปิดได้ทันทีเลยมั้ย สำหรับผมขึ้นอยู่กับปัจจัยสองประการคือ 1.ประสบการณ์พร้อมมั้ย และ 2.เงินทุนพร้อมหรือเปล่า

เรื่องประสบการณ์ผมอาจจะโชคดีที่ชอบทำอาหารและได้คลุกคลีอยู่กับอาหารมาตั้งแต่เด็ก ประกอบกับระหว่างเรียนอยู่ที่เมืองนอกก็ได้ทำงานในร้านอาหารด้วย ส่วนด้านเงินทุนถือว่าโชคดีที่มีหุ้นส่วนที่ดี เหมือนกับเป็นโอกาสที่ลงตัวพอดีเลยได้เปิดร้านอาหารของตัวเอง"
The Hidden Terrace เป็นร้านอาหารสไตล์โฮมคุกกิ้ง อิตาเลี่ยน เน้นเมนูพาสต้าและอาหารไทย โดยมีเมนูแนะนำที่ต้องลิ้มลองคือ พาสต้าคาโบนาร่า พาสต้าต้มยำกุ้ง พาสต้าต้มโคล้ง พาสต้าแกงเขียวหวาน สปาเกตตี้เส้นดำ ซีซาร์สลัด ไปจนถึงเบเกอรี่ที่มีหน้าตาและรสชาติไม่ธรรมดาอาทิ Smurf's Ocean Cake ที่มีส่วนผสมของ Blue Curacao ทำให้เค้กมีรสชาติอมเปรี้ยวและเค็มเล็กน้อย


"The Hidden Terrace จะเน้นอาหารประเภทพาสต้าและสปาเก็ตตี้มากกว่า แต่ก็มีอาหารไทยบ้าง มีขนม มีกาแฟ มีไวน์ ส่วนเมนูแนะนำคงเป็นประเภทพาสต้า ที่มีรสชาดที่จัดจ้านเพราะเป็นการนำเอาอาหารไทยมาผสมผสานกับสปาเก็ตตี้หรือพาสต้า
ที่ร้านจะเลือกใช้เส้นพาสต้าหรือสปาเก็ตตี้ที่ค่อนข้างดี เพราะอาหารประเภทพาสต้าเรื่องเส้นค่อนข้างสำคัญ ถ้าใช้เส้นไม่ดีอาจจะยุ่ยหรือเละได้ ฉะนั้นขั้นตอนการทำหรือวิธีการทำต้องพิถีพิถันหน่อย ซึ่งกลุ่มลูกค้าที่มารับประทานก็จะเป็นคนทำงาน หรือคนที่อยู่แถวๆ นี้ รวมถึงนิสิตนักศึกษาเอแบค"


บรรยายกาศภายในร้าน The Hidden Terrace ถูกตกแต่งด้วยโทนสีขาว ทำให้แลดูอบอุ่นเหมือนเป็นบ้านของครอบครัว มีมุมให้เลือกนั่งสบายๆ ทั้งด้านในและด้านนอก โดยเฉพาะหน้าบ้านถูกจัดวางด้วยโต๊ะและเก้าอี้ไม้ตั้งอยู่ตามมุมต่างๆ ภายใต้เต็นท์สีขาวที่มีต้นไม้เล็กใหญ่ให้ความร่มรื่น ช่วยเพิ่มบรรยากาศในการรับประทานอาหารให้ได้รสชาดมากยิ่งขึ้น
แม้ร้าน The Hidden Terrace จะเปิดดำเนินกิจการมาได้เพียงปีกว่าๆ แต่เชฟอาร์ทก็วาดฝันว่าหลายๆ คนจะรู้จักร้านอาหารน่ารัก ๆ สไตล์โฮมคุกกิ้ง อิตาเลี่ยนแห่งนี้มากยิ่งขึ้น "ความสำเร็จของร้านนี้ในความคิดของผมคือ อยากให้มีคนรู้จัก รู้สึกชอบอาหารและชอบขนมของเรา แล้วเข้ามาทานกันเยอะ ๆ นั่นคือเป้าหมายของผม ทำให้เป็นที่รู้จัก ขายดี และมีความสุข"


ความสุขความสำเร็จในการเปิดร้านอาหารของเชฟอาร์ทในวันนี้ อาจต้องฝ่าฝันต่ออุปสรรคนานัปประการกว่าจะก้าวเดินมาจนถึงจุดแห่งฝันในวันนี้
"ต้องบอกว่าก่อนหน้านี้ไม่ค่อยท้อเท่าไหร่ แต่เนื่องจากวันนี้ต้องมารับผิดชอบอย่างเต็มตัวก็อาจจะมีท้อ บ้าง แต่ผมมองว่าเป็นเรื่องปกติของคนทำงาน ซึ่งการทำร้านอาหารนั้นมีปัญหาเยอะมาก แต่ผมเชื่อว่าทุกอย่างเราสามารถทำได้ ท้อ เหนื่อย หยุด นั่งพักแป๊บหนึ่งเสร็จแล้วกลับไปจุดเดิมว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ จะต้องมีวิธีอื่นที่ทำให้เราสามารถไปถึงในสิ่งที่ต้องการได้


ตั้งแต่เปิดร้านนี้มาจะเน้นมากกว่า "ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้" ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากจะให้เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน ถ้าบอกว่าทำไม่ได้ นั่นหมายถึง เราไม่มีทางไปแล้ว ท้อเกินไป
ถ้าคิดว่ายังไงต้องทำได้ ทำทางที่หนึ่งไม่ประสบความสำเร็จ นั่นหมายถึงเราทำผิด แต่ถ้ายังอยากทำอยู่ แค่เปลี่ยนวิธีหรือลองใหม่ อาจจะทำได้ แต่ถ้าวิธีที่สองยังทำไม่ได้อีกก็อย่าท้อ พยายามหาทางวิธีที่สามต่อไป เพราะไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ทุกสิ่งเราทำได้ถ้าต้องการให้เกิดขึ้น"


คุณสมบัติของการเป็นเชฟที่ดีในมุมความคิดของเชฟอาร์ทคือ "ต้องเชื่อว่าทุกอย่างทำได้ และรักในสิ่งที่ตัวเองทำ"
"ผมเชื่อว่าก่อนหน้าที่คนๆ หนึ่งจะตัดสินใจเรียนทำอาหาร เพื่อจะมาทำงานในวงการร้านอาหารหรือเป็นเชฟ ต้องเริ่มจากรักในการทำอาหาร แต่การทำอาหารเป็นอาชีพนั้นเป็นงานที่หนักมาก แต่ถ้าคุณมีความรักในการทำอาหารจะช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่ต้องเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้นเพื่อที่จะรับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือ อย่าท้อ หรือท้อได้แต่ต้องกลับมายืนให้เร็ว แล้วอยากให้เชื่อว่าทุกอย่างทำได้ ไม่มีอะไรทำไม่ได้ "


ทำงานอย่างไรให้มีความสุข เชฟอาร์ทบอกว่า "ต้องมีความสุขกับงานที่ทำก่อน"
"ผมอาจจะให้ข้อมูลตรงนี้ได้ไม่ดีเท่ากับคนอื่น เพราะผมเลือกที่จะทำในสิ่งที่ชอบ แต่ถามว่าวิธีการทำงานที่เราไม่ชอบอย่างไรให้มีความสุข คงต้องบอกว่าใจเย็นๆ แล้วทำไปก่อน ขณะเดียวกันก็มองหาอย่างอื่นที่เราชอบทำควบคู่ไปด้วย เพราะผมเชื่อมาโดยตลอดทั้งชีวิต จากประสบการณ์ที่สั่งสมมารวมถึงสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สอนว่า "รักในสิ่งที่ทำ จะทำให้เราทำสิ่งๆ นั้นออกมาได้ดีกว่าการที่ต้องมานั่งทนทำในสิ่งที่เราไม่รักไม่ชอบ"


ผมถือว่าโชคดีมาก ถึงจะพบอุปสรรคมากมาย แต่โชคดีที่ทุกอย่างเหมือนค่อย ๆ ลงมาในจุดที่ทำให้เราเดินต่อไปได้ในทางที่เราอยากจะเดิน ถึงแม้จะมีก้อนหินก้อนใหญ่บ้างตามทาง แต่บางทีก้อนหินก็ช่วยทำให้เราเดินข้ามน้ำได้ง่ายขึ้น"
ความสุขและความสนุกในการทำงานบนเส้นทางสายวิชาชีพ "เชฟ" ของหนุ่มอาร์ท ถือเป็นแรงกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์เมนูอาหารอันแสนอร่อยที่หากใครได้ลิ้มลองคงต้องหาเวลากลับไปลิ้มรสความอร่อยเป็นรอบที่สองอย่างแน่นอน


สามารถสัมผัสความอร่อยในแบบโฮมคุกกิ้งที่มีอาหารให้ลิ้มรสทั้งอาหารฟิวชั่น อาหารไทย และอาหารอิตาเลียนได้ที่ " Hidden Terrace" เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00 - 22.00 น. เดินทางจากถนนพระราม 9 เลี้ยวเข้าซอยพระราม 9 43 ตรงไปประมาณ 300 เมตร จะเห็นร้าน The Hidden Terrace ตั้งอยู่ทางด้านขวามือ
เยี่ยมชมเมนูและบรรยากาศภายในร้านได้ที่ http://www.facebook.com/pages/The-Hidden-Terrace/157497087677572