ค่าไฟฟ้าพุ่งอีก จ่อขึ้นเป็น 50 สต.

ค่าไฟฟ้าพุ่งอีก จ่อขึ้นเป็น 50 สต.
mcot

สนับสนุนเนื้อหา

ค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ เอฟที งวดสุดท้ายพุ่งขึ้นอีก ตามราคาน้ำมันเตาย้อนหลัง 6 เดือน ส่วนราคาน้ำมันที่ลดลงในไตรมาส 2 ปีนี้

จะสะท้อนในต้นทุนงวดสุดท้ายปีหน้า ด้านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นห่วงต้นทุนค่าไฟฟ้าในอนาคตพุ่งหากพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้ามากเกินไป แจงต้นทุนจากถ่านหินถูกกว่า

ในงานเสวนา "ไฟฟ้าไทยในอนาคต" ซึ่งจัดโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

 

 

นายสุเทพ ฉิมคล้าย ผู้ช่วยผู้ว่าการแผนงาน กฟผ. ยอมรับว่า ต้นทุนค่าไฟฟ้าเอฟทีในงวดหน้า (ก.ย.- ต.ค.) จะปรับสูงขึ้นอีกตามต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้น จ่อรีดค่าเอฟที งวด ก.ย.-ธ.ค. 55 เพิ่มเป็น 50 สตางค์ต่อหน่วย

โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติที่ผันแปรตามราคาน้ำมันเตาย้อนหลัง 6 เดือน แต่จะปรับขึ้นมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะพิจารณา

นอกจากนี้ ต้นทุนค่าไฟฟ้าเอฟทียังเหลือค้างที่ กฟผ.แบกรับภาระแทนประชาชนไปก่อนในงวดนี้ 19 สต./หน่วย จากที่ต้นทุนปรับขึ้นจริง 57 สต. รวมเป็นวงเงินที่ กฟผ.รับภาระแทนประชาชน 14,000 ล้านบาท

โดยคงต้องรอมติ กกพ.ให้ชัดเจนว่า จะจ่ายคืนต่อ กฟผ.อย่างไร จากที่ กกพ. เคยระบุก่อนหน้านี้ว่าจะเกลี่ยคืนเป็นระยะเวลา 1 ปี หรือคิดค่าไฟฟ้าจากเอฟที งวดละประมาณ 8 สต./หน่วย ส่วนต้นทุนราคาน้ำมันที่ลดลงในไตรมาสที่ 2 ปีนี้จะไปสะท้อนในต้นทุนค่าไฟฟ้าในงวดสุดท้ายปีหน้า


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หาก กกพ.เกลี่ยค่าไฟฟ้าคืนแก่ กฟผ. 1 ปี จะทำให้ค่าไฟฟ้างวดใหม่ปรับขึ้นอย่างต่ำ 8 สต./หน่วย

โดยค่าไฟฟ้าเอฟทีนอกจากจะผันแปรตามค่าก๊าซฯ ที่ผันแปรตามน้ำมันแล้ว ยังขึ้นกับอัตราแลกเปลี่ยน

และปริมาณการใช้ไฟฟ้าหากสูงกว่าแผนประมาณการณ์ต้นทุนจะต่ำลง โดยเอฟทีงวดที่ผ่านมา คำนวณจากค่าเงิน 30.92 บาท/เหรียญสหรัฐฯ

ราคาก๊าซธรรมชาติ 301.28 บาทต่อล้านบีทียู เบื้องต้นคาดราคาก๊าซเพิ่มอีก 10 บาทต่อล้านบีทียู หรือประมาณ 6 สต.ต่อหน่วย

ในขณะที่ กฟผ. ระบุไม่สามารถรับภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าเกิน 2 หมื่นล้านบาท ไม่เช่นนั้นกระทบฐานะการเงิน