ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง18.77จุด

กระแสหุ้นออนไลน์

สนับสนุนเนื้อหา

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืนนี้ (31 ต.ค.) ที่ 18,142.42 จุด ลดลง 18.77 จุด หรือ -0.10% ดัชนี NASDAQ ปิดที่ 5,189.13 จุด ลดลง 0.97 จุด หรือ -0.02% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,126.15 จุด ลดลง 0.26 จุด หรือ -0.01% โดยได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของราคาน้ำมันดิบ รวมทั้งความไม่แน่นอนของผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ดาวโจนส์ขยับลงเพียงเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนขานรับข้อมูลการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นมากเกินคาดของสหรัฐ รวมทั้งข่าวการควบธุรกิจน้ำมันและก๊าซของบริษัทเจเนอรัล อิเลคทริค (GE) และบริษัทเบเกอร์ ฮิวจ์
ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดในแดนลบวันสุดท้ายของเดือนต.ค. เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ หลังจากสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) เตรียมรื้อคดีการใช้เซิร์ฟเวอร์อีเมล์ส่วนตัวของนางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครต แม้ว่า FBI ประกาศปิดคดีดังกล่าวไปในเดือนก.ค.ก็ตาม
ผลสำรวจซึ่งจัดทำโดยสำนักข่าวเอบีซี/วอชิงตันโพสต์ระบุว่า ข่าวการรื้อคดีของ FBI ส่งผลให้คะแนนนิยมของนางฮิลลารีนำหน้านายโดนัลด์ ทรัมป์ เพียงเล็กน้อย โดยคะแนนนิยมของนางฮิลลารีอยู่ที่ 46% ขณะที่คะแนนนิยมของนายทรัมป์อยู่ที่ 45%
ด้านนักวิเคราะห์จากซิตี้ กรุ๊ปออกรายงานระบุว่า การที่ FBI เตรียมรื้อคดีการใช้เซิร์ฟเวอร์อีเมล์ส่วนตัวของนางฮิลลารีนั้น อาจส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 8 พ.ย. โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตลาดปรับลดการคาดการณ์ชัยชนะของนางฮิลลารีเหลือเพียง 75% จาก 81% ก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ร่วงลงถึง 3.8% หลังจากกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการประชุมในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งการร่วงลงของราคาน้ำมันส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงด้วย โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล ร่วงลง 1.7% ขณะที่หุ้นทรานส์โอเชียน และหุ้นเชซาพีค เอนเนอร์จี ดิ่งลงกว่า 4%
อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับแรงหนุนจากข่าวที่ว่า เจเนอรัล อิเลคทริค (GE) ซึ่งเป็นบริษัทด้านอุตสาหกรรมรายใหญ่ของสหรัฐ และบริษัท เบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมน้ำมันสหรัฐและเป็นบริษัทขุดเจาะน้ำมันรายใหญ่ ประกาศข้อตกลงควบรวมธุรกิจน้ำมันและก๊าซ เมื่อวานนี้
นอกจากนี้ ตลาดยังขานรับข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐซึ่งระบุว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐ เพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในเดือนก.ย. โดยปรับตัวขึ้น 0.5% หลังจากลดลง 0.1% ในเดือนส.ค. ด้านนักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนก.ย.
นักลงทุนจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 1-2 พ.ย.นี้ ขณะที่ CME Group FedWatch ระบุว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่ามีโอกาส 73% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนธ.ค. และมีโอกาสเพียง 6% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 1-2 พ.ย.
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในวันนี้ ซึ่งรวมถึง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนต.ค., ดัชนีภาคการผลิตเดือนต.ค.จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) และสต็อกน้ำมันประจำสัปดาห์จากการปิโตรเลียมสหรัฐ (API)