เทรนด์การทำงานและสถานที่ทำงานที่จะเปลี่ยนไปในปี 2022

เทรนด์การทำงานและสถานที่ทำงานที่จะเปลี่ยนไปในปี 2022

เทรนด์การทำงานและสถานที่ทำงานที่จะเปลี่ยนไปในปี 2022
Tonkit360

สนับสนุนเนื้อหา

เทรนด์ปี 2020 ก่อนที่การระบาดรอบสามรอบสี่ จะเกิดขึ้นในเมืองไทย มีการพูดถึงชีวิตวิถีใหม่ พอเกิดการระบาดระลอกที่สามและระลอกที่สี่จนต้องล็อกดาวน์ และใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ เฉพาะนานร่วม 6 เดือน ชีวิตวิถีใหม่ในปี 2020 อาจจะไม่ใช่เทรนด์สำหรับคนทำงานไปแล้ว หากการทำงานในปี 2022 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเวลาอีกไม่ ถึง 5 สัปดาห์หน้าข้างหน้า จะเป็นเทรนด์การทำงานที่เปลี่ยนโฉมหน้าการทำงานแบบเดิม ๆ ไปไม่น้อย ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกัน

1. การทำงานแบบผสมผสาน ทั้งจากบ้านและที่ทำงาน 
ในช่วงของการล็อกดาวน์ การทำงานจากบ้านหรือที่เรียกกันติดปากว่า Work from Home นั้นได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการประชุมออนไลน์ พรีเซนต์งานผ่านซูม ตรวจสอบความก้าวหน้าของงานผ่านทางแอปพลิเคชันสำหรับจัดการและมอบหมายงาน หรือแม้แต่การปรับงานเอกสารให้ ง่ายขึ้นผ่านทาง Google Doc ที่นิยมใช้กันเป็นอย่างมาก

จากการทำงานในลักษณะดังกล่าว ทำให้พนักงานหลายตำแหน่งเริ่มรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องเดินทางไปทำงานก็สามารถทำงานให้ สำเร็จได้จากการทำงานที่บ้าน แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ที่ดี จะไม่ได้ดีไปตลอด เมื่อมีผลสำรวจออกมาว่า การทำงานจากบ้านทำให้ประสิทธิภาพในผลผลิตงานของพนักงานนั้นลดลง ทำให้โลกหลังโควิด-19 จากที่หลายคนมองว่าจะเป็นการทำงานจากที่ไหนก็ได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์จะไม่เกิดขึ้น หากแต่จะเป็นการทำงานแบบผสมผสานมากกว่า อาทิ เข้าออฟฟิศสามวัน ที่เหลือคือทำงานจากบ้าน

ซึ่งเท่ากับว่าเราจะได้เห็นจำนวนพนักงานที่มาออฟฟิศน้อยลง ขณะเดียวกันบริษัทขนาดเล็กอาจจะต้องตัดสินใจในการเช่าพื้นที่ออฟฟิศ เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และ Co-Working Space จะได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น เพราะให้ ความสะดวกสบายในการประชุม หรือเข้ามาทำงานเป็นโปรเจกต์

2. วิธีการควบคุมการทำงานแบบผสมผสานเพื่อให้ เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
แม้ว่าการทำงานในรูปแบบผสมผสานจะเป็นลักษณะการทำงานในอนาคต แต่ดูเหมือนว่าคนทำงานจำนวนหนึ่งยังไม่พร้อม และมีคนทำงานอีกจำนวนหนึ่งมองเห็นว่ายังเป็นปัญหา ดังเช่นผลสำรวจที่พบว่าการทำงานแบบ Work from Home ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการประชุมออนไลน์มักจะไม่บรรลุผล ไม่เกิดการสร้างงานอย่างไร และเป็นการประชุมที่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ เพราะหลังจากประชุมเสร็จ ก็ไม่มีการประสานงานอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งนั่นทำให้เกิดคำถามตามมาว่าการทำงานแบบผสมผสานที่จะมี การทำงานนอกออฟฟิศและในออฟฟิศนั้นควรจะเป็นเช่นไร และพนักงานจะรับผิดชอบงานได้ดี ขนาดไหน ซึ่งหนทางในการแก้ปัญหานั้น การเข้ามาทำงานในออฟฟิศที่เป็นงานรูทีน ยังคงสามารถติดตามการทำงานได้ผ่านแอปพลิเคชัน ที่คอยควบคุมความก้าวหน้าของงาน หากแต่การประชุม ยังคงต้องเป็นการประชุม แบบพบหน้ากันจริง ๆ และหลังจากการประชุม ต้องมีการมอบหมายการทำงานให้ชัดเจนเพื่อจะได้ตามงานได้ถูกต้อง

ขณะเดียวกันการทำงานโดยให้พนักงานรับผิดชอบการทำงานของตนเองโดยไม่ต้องมาออฟฟิศ ยังเป็นการวัดได้ด้วยว่าพนักงานคนนั้นมีประสิทธิ ภาพในการสร้างงานของตนเองเพียงใด เพราะการทำงานจากบ้านหรือจากที่อื่นที่ไม่ใช่ออฟฟิศนั้นจะต้องใช้การควบคุมตนเองสูงมาก

3. สังคมการทำงานที่ ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานจะลดลง
โลกของการทำงานนั้น ส่วนหนึ่งคือการสร้างคอนเนกชันให้กับตนเอง เมื่อการทำงานยุคใหม่ไม่ได้เปิดให้มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานเหมือนในอดีต ประเภทที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำกับเพื่อนร่วมทีม แต่เป็นการทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำคนเดียว หรือการประสานกับแผนกต่าง ๆ จะเป็นในลักษณะของการพูดคุยเฉพาะเรื่องงาน ก็อาจหมายถึงการดำเนินงานที่ อาจจะเชื่องช้าลง

เรื่องแบบนี้คือการสร้างสังคมการทำงานแบบใหม่ ถ้าย้อนไปในปี 2012 ที่โลกของการทำงานก็เปลี่ยนไป ออฟฟิศ ยุคใหม่มักจะมีโต๊ะปิงปอง มีโต๊ะบอร์ดเกม มีมุมกาแฟ เพื่อให้พนักงานมารวมตัวทำกิจกรรมหรือพูดคุยกัน เพื่อผ่อนคลายความรู้สึกของการเป็นสำนักงานให้มากที่สุด

ดังนั้น ในปี2022 เมื่อเกิดการทำงานแบบผสมผสาน หรือ Hybrid พนักงานส่วนใหญ่ใช้ เวลาในการทำงานจากบ้าน สามหรือสี่วันต่อสัปดาห์ อีกหนึ่งหรือสองวันเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ การสร้างสังคมการทำงานสำหรับคนทำงานทำได้ด้วยการจัดกิจกรรมร่วมกัน อาทิ การให้สวัสดิการสปอร์ตคลับกับพนักงานเพื่อให้พวกเขาได้ทำกิจกรรมร่วมกัน หรือ ให้ส่วนลดร้านอาหารหรือร้านกาแฟ เพื่อให้พวกเขาได้พบปะพูดคุยกัน หรือแม้แต่การจัดกิจกรรมเพื่อให้แต่ละแผนกได้ทำงานรู้จักกั นในแต่ละเดือน เหล่านี้เป็นสิ่งที่ฝ่ายบุคคลสามารถบริหารจัดการได้ทั้งหมด

และวิธีการดังกล่าวจะทำให้พนักงานได้ผ่อนคลายและมีความสุขมากขึ้นจากการทำงานที่มีแรงกดดันทั้งในออฟฟิศ และที่บ้าน

4. “การลาออกครั้งใหญ่” ในโลกหลังโควิด-19 
ถ้าคุณเคยผ่านวิกฤตการณ์ระดับโลกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจหรือวิกฤติโรคระบาด ภัยธรรมชาติ คุณจะรู้ว่าหลังวิกฤติใหญ่ ๆ จะเกิดความเปลี่ยนแปลง และเป็นความเปลี่ยนแปลงที่คุณจะลืมโลกเก่าก่อนหน้านี้ ไปเลย และสำหรับวิกฤติโควิด-19 นั้นจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกแห่งการทำงานกับ “การลาออกครั้งใหญ่”

ในปี 2021 ไมโครซอฟท์ พบกว่าพนักงานของไมโครซอฟท์ทั่วโลกมากกว่าสามหมื่นรายตัดสินใจที่จะลาออกจากงานเดิมมากถึง 41 เปอร์เซ็นต์ โดยในจำนวนนี้คือการออกจากที่ เดิมเพื่อหางานใหม่ที่ท้าทายกว่า อีกส่วนคือต้องการเปลี่ยนสายอาชีพของตนเองไปเลย

เหตุที่เกิดการลาออกครั้งใหญ่นั้นเพราะโลกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงและเป็นดิจิทัลแบบเต็มตัวในทุกส่วนของการทำงาน หากพนักงานยังพบว่าตนเองยังทำงานแบบเดิม โดยที่บริษัทไม่มีแนวคิดในการรับเทคโนโลยีเข้ามาใช้ หรือ ปรับตัวไปตามสภาพความเปลี่ยนแปลงของโลก พวกเขาจะรู้สึกล้าหลังและต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง

หากต้องการรักษาพนักงานที่มี ประโยชน์เอาไว้ บริษัทเองต้องปรับตัวเพื่อให้ เกิดความท้ายทายแก่พนักงาน ที่พวกเขาจะสามารถดึงเอาสิ่งที่ มีอยู่ในตัวออกมาใช้ได้ทั้งหมด

5. ทำให้พนักงานรู้สึกว่าพวกเขาจะปลอดภัยและมีสุขภาพที่ ดีเมื่อทำงานกับบริษัท
การระบาดของโควิด-19 ทำให้ลูกจ้างได้เปรียบเทียบการดูแลของนายจ้าง ระหว่างของตนเองกับนายจ้างบริษัทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้พนักงานมาทำงานปกติ แม้ว่าจะมีการขอความร่วมมือในการ Work from Home ความพยายามในการหาวัคซีนมาฉีดให้กับพนักงาน การดูแลความเป็นอยู่ของพนักงานในระหว่างล็อกดาวน์

เหล่านี้คือสิ่งที่จะทำให้พนักงานตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อหรือจะไปหลังโควิด-19 ผ่านพ้นเพราะการทำให้ลูกจ้างยุคใหม่นั้นมีความภักดีต่อองค์กรไม่ใช่เรื่องง่ายแล้วในยุคนี้ แต่การรักษาคนที่มี ความสามารถให้อยู่กับองค์กรได้นานที่สุด เป็นสิ่งสำคัญ

ดังนั้น การผ่านวิกฤติโดยที่ทำให้ พนักงานรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง หรือรู้สึกไม่มีหลักประกันใด ๆ ย่อมทำให้พวกเขารู้สึกไม่ดีต่อองค์กร แต่ในทางกลับกันหากมีการดูแลที่ ดีและสร้างความเชื่อมั่นได้ พนักงานที่ผ่านวิกฤติมาด้วยกันก็ ยังคงอยู่กับบริษัทต่อไป