ป๋อมแป๋ม - นิติ ชัยชิตาทร ผู้เป็นมิตรได้กับทุกคน จนกลายเป็นหนึ่งในขวัญใจมหาชน

ป๋อมแป๋ม - นิติ ชัยชิตาทร ผู้เป็นมิตรได้กับทุกคน จนกลายเป็นหนึ่งในขวัญใจมหาชน
gqthailand

สนับสนุนเนื้อหา

โดย ทรรศน หาญเรืองเกียรติ
 
     ต้องยอมรับว่าบทบาทการเป็นพิธีกรของ ‘ป๋อมแป๋ม’ - นิติ ชัยชิตาทร ได้เปิดมุมมองใหม่ให้กับคนดูรายการโทรทัศน์ในเรื่องของเพศทางเลือก เพราะเขาแสดงให้เห็นว่าคนที่เป็น LGBT นั้น ก็ฉลาด มีความคิด และเป็นมิตรได้กับทุกคน จนกลายเป็นหนึ่งในขวัญใจมหาชนที่ใครๆ ต่างก็ชื่นชอบ ซึ่งนอกจากเราจะรู้จักเขาในฐานะของพิธีกรรายการ เทยเที่ยวไทย แล้ว ป๋อมแป๋มยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในฐานะโปรดิวเซอร์ รวมถึงอีกหลายรายการอย่าง ต่อปาก ต่อคำ ติดไฟแดง หรือ ทอล์ก - กะ - เทย Tonight ซึ่งรายการหลังถือว่าประสบความสำเร็จคว้ารางวัลทอล์กโชว์ยอดเยี่ยมจากงานประกาศรางวัลนาฏราช ครั้งที่ 9 ในปี 2560 นั่นทำให้เมื่อนึกถึงความเป็น ‘Entertainer’ เราจะไม่นึกถึงป๋อมแป๋มไม่ได้จริงๆ

     การพูดคุยในครั้งนี้ เราจึงอยากรู้ว่าตัวเขาเองนั้นมองสังคมและภาพรวมของการเป็นนักสื่อสารมวลชนในปัจจุบันไว้อย่างไร ซึ่งคำตอบที่ได้นั้นก็ทั้งคม ตลก และแสบสันถึงใจจริงๆ

เคยคิดบ้างไหมว่าทำไมคนถึงชอบดูเรา จนได้รับตำแหน่ง Men of The Year สาขา TV Personality จาก GQ Thailand
    เราว่าคนที่ประกอบสัมมาอาชีพเขาก็จะมีมุมของแต่ละคน แต่อาวุธของเราคือ การที่เป็นเด็กอักษรศาสตร์ ทำให้เรียนรู้ภาษาในหลากหลายระดับมาก ตั้งแต่ภาษาที่ใช้คุยกับเทพ จนภาษาที่ไว้ใช้ด่ากัน ในขณะที่เราสามารถพูดต่ำที่สุดได้ ก็สามารถพูดกับเทพได้ ไม่ว่าจะเป็นใครอยู่ในสังคมแบบไหน อายุเท่าไหร่ เขาสามารถฟังเรารู้เรื่องได้ เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าถ้าจะคุยกับคนนี้ต้องพูดจาแบบนี้ หรือสื่อสารกับเขาแบบนี้ อย่างใน เทยเที่ยวไทย หรือ ทอล์ก-กะ-เทย Tonight การสื่อสารมันง่าย มันตรง รู้ว่ากำลังจะพูดกับใคร เราเลยสามารถพูดได้โดยไม่ต้องมาประดิษฐ์หรือปรุงแต่งอะไร คงเป็นเหตุผลที่ทำให้การเป็นพิธีกรของเราโดดเด่น และคนดูก็เข้าใจได้ว่าเหมือนกำลังดูเพื่อนมานั่งเล่านั่นนี่ให้ฟัง

คนทำรายการทีวีตอนนี้ถือว่าได้เปรียบกว่านักทำรายการมือสมัครเล่นลงยูทูปหรือช่องดิจิทัลไหม เพราะเราเห็นว่ารายการทางช่องหลักยังแข็งแรงอยู่ แต่กับช่องทางเลือกเหมือนจะค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ
     หูย อันนี้ไม่กล้าตอบเชิงลึกเลย เพราะเราไม่รู้ข้อมูลตรงนี้มากพอ แต่เราต้องมองว่าการที่รายการออนไลน์เกิดขึ้นนั้น เพราะพฤติกรรมการใช้เวลาของคนทุกวันนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เด็กในทุกวันนี้เป็นเจ้าของเวลา สามารถจัดการบริหารเวลาและสถานที่ได้เอง เด็กทุกวันนี้ไม่มีเซนส์ของคำว่า Timetable อีกต่อไปแล้ว เพราะเขาสามารถจัดสรรเวลาในชีวิตได้ด้วยตัวเอง ขนาดเรื่องเรียนเขายังเลือกได้เองเลยว่าจะลงเรียนตอนไหน หรือเรียนแบบออนไลน์ เราอยู่ในยุคของคนที่คุมเวลาได้

แล้วคนจะยังให้ความสนใจกับรายการทางโทรทัศน์ที่ On Time ได้ถึงเมื่อไหร่
     สมัยเราเรื่องนี้สำคัญมากเพราะถ้าเราพลาดแล้วพลาดเลย และเราต้องเลือก เช่น ตอนสามทุ่มละครช่อง 3 กับละครช่อง 7 ที่ฉายเวลาเดียวกันแล้วสนุกเหมือนกัน เราต้องสลับช่องระหว่างโฆษณา นั่นคือยุคของ Single Screen ซึ่งไม่ใช่ For One Person ด้วย แต่เป็น For One Family เราต้องเลือกทั้งสถานที่และเวลา เด็กสมัยนี้ไม่ต้องแล้ว เด็กสมัยนี้มีคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องก็สามารถจัดการหน้าต่างโปรแกรม 20 หน้าต่างด้วยความคล่องมือ สมัยเด็กๆ เวลาเรานัดเพื่อนกินข้าวหรือนัดกันไปเที่ยว เราจะฟิกซ์เวลามาก บ่ายสองโมงนะมึงเจอกันหน้าแม็กฯ มาบุญครอง เด็กสมัยนี้จึงไม่มีความจำเป็นต้องรอดูทีวีอีกแล้ว

คุณเป็นคนผลิตสื่อทางโทรทัศน์ ความไม่จำเป็นต้องรอดูรายการตามเวลาต่อไปทำให้คุณทำงานยากขึ้นไหม
     ค่ะ ยากขึ้น ถ้ารายการไหนที่เราต้องทำให้วัยรุ่นดู เราก็จะไปทางที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับเวลาออนแอร์ไปเลย แต่รายการไหนที่ยังต้องมีคนแก่คนเฒ่าดู คนที่ปิดร้านอาหารตามสั่งตอนสามทุ่มเสร็จแล้วค่อยมาดู ซึ่งคนกลุ่มนี้เราต้องเผื่อใจคิดถึงพวกเขาอยู่ ก็เลยต้องใช้วิธีการลงทางทีวีก่อนแล้วค่อยเอาไปลงออนไลน์

ในฐานะที่เป็นนักสื่อสาร คุณมองว่าตอนนี้บ้านเรามีปัญหาเรื่องการสื่อสารในเรื่องไหน
     เรามักเข้าใจไปว่าการสื่อสารคือการพูด แล้วก็ลืมไปว่าการสื่อสารนั้นมีการฟังด้วย ต้องทำความเข้าใจคำว่าสื่อสารใหม่ ว่า ‘สื่อสาร’ ไม่ใช่แค่การพูด และไม่ใช่การถ่ายข้อมูลอย่างเดียว ต้องมีเรื่องของการรับข้อมูลด้วย คนทุกวันนี้ที่บอกว่าเน้นการสื่อสารก็จะพูดอย่างเดียว ไม่ค่อยฟัง แล้วก็พูดเก่ง แต่พูดไม่รู้เรื่อง เวลาเราไปบรรยายตามมหาวิทยาลัยถามเด็กว่าทำไมถึงอยากเรียนคณะนิเทศศาสตร์ สิ่งที่เราได้รับคำตอบมาตลอดคือ อยากทำงานในวงการบันเทิง และเป็นคนพูดเก่ง ซึ่งผิดหมดเลย เพราะสื่อสารมวลชนไม่ใช่การทำงาน นิเทศศาสตร์ไม่ใช่การว่าด้วยเรื่องของวงการบันเทิง แต่เป็นเรื่องของการสื่อสาร ซึ่งความบันเทิงไม่ใช่การสื่อสาร ความบันเทิงเป็นอารมณ์อันเกิดจากการสื่อสาร สิ่งที่หายไปจากสังคมตอนนี้คือวิธีการสื่อสารที่ถูกที่ควร ที่อะไรจะเหมาะกับอะไร กาลเทศะต่างๆ ก็หายไปเพราะเราสื่อสารกันผิด

มิน่าคนถึงชอบถ่ายคลิปแรงๆ มาโชว์ แล้วคนดูเองก็เฮกันไปยกให้เป็นเน็ตไอดอล
     อย่างคลิปแรงๆ ที่มันได้รับความนิยม เพราะมันสั้น มันแรง แล้วก็เร็ว ซึ่งมันก็ถูกต้องกับสื่อออนไลน์ที่ทุกอย่างไปเร็ว หายไว ไม่ต้องไปคิดอะไรเยอะ มาปุ๊บ เกิดอารมณ์ปั๊บ แล้วก็ไปเลย ความแรง การด่ากัน ทุกอย่างเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีการปูว่า ทั้งหมดต้องอยู่ที่ความดี ความงดงาม (ทำเสียงเล็กเสียงน้อย) อย่างเด็กหญิงวัลลีกว่าเขาจะรู้ว่าเธอทำความดี นางต้องวิ่งไปมาเป็นเดือน หรืออย่างเหตุการณ์ถ้ำหลวงเราก็ใช้เวลาเป็นสิบๆ วัน กว่าจะกลายเป็นเรื่องดีงามใหญ่โต ทุกอย่างมันเร็วจนไม่มีเวลาจะไตร่ตรองหรือเปล่า เพราะเราเอาอารมณ์นำ

 

คุณบอกว่าตัวเองไม่ใช่คนที่ตลกตลอดเวลา แต่เวลาทำงานก็ต้องสวมหน้ากากนักแสดงตลก คุณสร้างอารมณ์ขันให้ตัวเองในเวลาที่ตลกไม่ออกอย่างไร
     ให้เราปรายตาไปมองที่บิลค่าไฟ บิลค่าโทรศัพท์ ค่าผ่อนคอนโดมิเนียม ประกันต่างๆ และเงินเดือนที่ต้องให้แม่ รวมๆ กันแล้วค่อนข้างจะเป็นก้อนใหญ่ พอเห็นตรงนั้นปุ๊บ ถึงเราจะไม่ตลก แต่เดี๋ยวเราก็จะตลกได้เอง (หัวเราะ) เดี๋ยวจะมีวิธีเองค่ะ ทำเพื่อเงิน (หัวเราะ) แต่มันก็เป็นวิชาชีพอย่างหนึ่ง การเป็นนักแสดงตลก สำหรับบางคนเขาถึงยึดเป็นอาชีพได้ เพราะต้องใช้ทักษะการฝึกฝน การพัฒนาความรู้ ในขณะเดียวกันเมื่อหมดเวลางานเราก็วางมันได้ ถ้าเราเป็นนักบัญชีเราก็ไม่ต้องนั่งตรวจสอบบัญชีตลอด 24 ชั่วโมงก็ได้ ถ้าเขาไม่ได้จ้างแล้ว เราก็ไม่ต้องตลกก็ได้ แต่คนตลกเพราะหน้าเราตลก บางครั้งที่พูดอะไรจริงจัง หน้าเราตลกไปแล้วคนก็เข้าใจว่าเราเล่นตลก ไม่ใช่ หน้ากูตลกเฉยๆ

การที่จะทำอะไรแล้วต้องมานั่งคิดถึงบิลค่านั่นนี่เนี่ย ทำให้เราเข้าสู่โหมดมนุษย์เงินเดือนเต็มๆ แล้วนะ
     เราไม่ได้เป็นมนุษย์เงินเดือน แค่เราไม่ได้เห็นแก่เงิน เวลามีใครมาถามว่าพี่มีวิธีทำให้ตัวเองมีไฟตลอดเวลาได้อย่างไร หรือสร้างแรงบัลดาลใจให้ตัวเองอย่างไร ก็ให้หนูหันไปมองบิลค่าใช้จ่ายทั้งหลายแหล่นะคะลูก

แต่มันก็มีความเจ็บปวดของคนเมืองอยู่นะ ใครๆ ก็จะบอกว่าทำงานก็หนัก ค่าตอบแทนก็น้อยนิด แถมไม่ได้รับการยอมรับอีก โหย ชีวิตฉันเศร้าเวอร์
     มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก กะหล่ำปลีกิโลฯ ละไม่กี่บาทยังว่าน้อยอีกเหรอ เอาจริงๆ อยู่ในเมืองนี่สบายที่สุด เราชอบไปคิดเองว่าอยู่เมืองหลวงแล้วต้องเก๋ ไม่ต้องก็ได้ นอนอยู่แฟลตดินแดงก็ยังอยู่ในเมืองหลวงเหมือนกัน ค่าเช่าห้องแพงก็หารูมเมตไหม เราชาวไทยชอบคิดว่าอยู่เมืองหลวงแล้วต้องติดเก๋ มัวแต่คิดไปเองว่าจะไปบอกญาติพี่น้องที่อ่างทองยังไงดีว่าเราอยู่ห้องเช่าเล็กๆ กลัวคนที่บ้านไปคุยอวดว่าอีกิ๊ฟไปทำงานที่กรุงเทพฯ ทำงานบริษัทใหญ่โต อีกิ๊ฟก็จะเข้าใจว่าฉันจะไปกะโหลกกะลาให้ญาติพี่น้องที่อ่างทองเสียหน้าไม่ได้

ความติดเก๋พวกนี้น่ากลัวนะ เพราะจะทำให้เราไม่ Come Out ออกมา แล้วก็หลงอยู่ในการอวดความสุขในโซเชียลเน็ตเวิร์ก
     อยู่ให้ประหยัดมันก็อยู่ได้ เพราะกรุงเทพฯ มีสิ่งอำนวยความสะดวกเยอะแยะ แต่เราก็ไปเสียเงินให้กับสิ่งอำนวยความสะดวกไง เช่น บัตรแรบบิตเราก็ซื้อเป็นตั๋วโปรโมชั่นสิ มันถูกกว่าตั้งเยอะเห็นไหม มันมีวิธีการวางแผนหลายแบบ แต่เราไม่ทำกันไง การที่เรามีรถไฟฟ้าหรือแท็กซี่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องใช้รถไฟฟ้าหรือขึ้นแท็กซี่ ถ้าเธอมีเงินน้อยก็ขึ้นรถเมล์สิ หรือเดินเอา เราต้องจัดการชีวิตให้ได้ก่อนสิ

คุณเหงาไหมล่ะ เราเห็นคนเมืองเดี๋ยวนี้เอะอะก็เหงา ไปเที่ยวกับเพื่อนมาแต่พอกลับมาถึงห้องเงียบๆ ก็ไม่มีใครคุยด้วย
     ไม่เลย แกก็ดู Netflix ไปสิ วิธีแก้เหงามีเยอะแยะ เยอะจนเราจะเป็นบ้าเลยด้วยซ้ำ เพราะไม่รู้จะเลือกวิธีไหนดี อย่างโทรศัพท์ก็มีเอาไว้ใช้สื่อสาร เราก็ใช้มันพูดคุยกับมนุษย์ให้ไม่เหงา แต่เรากลับใช้มันในการอ่านข่าว ดูเว็บฯ หรือนั่งเล่นเกมอยู่คนเดียว พอใช้อุปกรณ์ผิดวิธีก็มานั่งบ่นว่าเหงา

การคุยกับคนเยอะๆ แต่ไม่มีใครเข้าใจเราอย่างแท้จริง จะไม่ยิ่งเหงาไปกว่าเดิมเหรอ
     ค่ะ มันก็มองได้หลายมุม หลายคนที่บอกว่าเหงาก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีเพื่อนเลยนะ เอาจริงๆ ไม่มีผัวหรือเปล่าเลยเหงา บางทีต้องตอบคำถามเรื่องนี้ให้ถูกต้องว่าที่บ่นเหงาๆ เนี่ย ไม่มีมีเพื่อนหรือไม่มีผัว ส่วนมากจะไม่มีผัว (หัวเราะ) กลับมาบ้านอยู่คนเดียวไม่มีใครรอ แล้วทำไมผัวต้องรอด้วยล่ะ เขานอนหลับไปก่อนได้ไหม คนพวกนี้จะมาเหงาตอนอยู่คนเดียวทั้งๆ ที่ทั้งวันก็ไปเรียนหนังสือมีเพื่อนฝูงห้อมล้อม

เหตุการณ์ไหนในปีที่ผ่านมาที่ทำให้คุณมีแรงฮึด หรือได้ความคิดอะไรใหม่ๆ กลับมา
     คงเป็นเรื่องที่คุณพ่อเสีย ตอนนั้นเรามีโมเมนต์ที่ต้องต่อสู้กับตัวเองอยู่เยอะมาก เช่น กูควรจะลุ้นให้พ่อไปดีไหม เพราะแกหายใจแล้วติดขัดไปหมด เห็นแล้วก็เหนื่อยสงสารแก แต่ถ้าเราบอกพ่อว่าไม่ต้องหายใจแล้วก็ไม่ได้ เพราะมีระบบศีลธรรมเข้ามาก็ต้องเถียงกับตัวเอง พอพ่อเสียแล้วเราต้องเป็นคนดำเนินการเรื่องงานศพ เรื่องมรดก ตอนนั้นไม่มีเวลาให้เศร้าเลย ทุกอย่างมันเดินไปข้างหน้าหมด งานศพก็รายละเอียดเยอะมาก ไม่มีเวลาให้เสียใจจนกูผิดปกติไหมที่กูไม่ได้โศกเศร้าอะไรเลย แต่จุดที่เปลี่ยนจริงๆ คือตอนที่ไปคุยกับแม่ชีศันสนีย์ ก็ถามแกว่ามนุษย์เราจะรับมือกับความสูญเสียอย่างไร ท่านก็บอกว่ามนุษย์จะทำใจกับความสูญเสียไม่ได้ เพราะตอนที่เรายังมีมันอยู่ เหมือนเรายังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ จะมีความรู้สึกว่าเสียดายว่ะ รู้งี้ ถ้างั้นห้าวันก่อนที่พ่อจะเสียเราก็ใช้เวลากับเขาให้คุ้มค่าที่สุด ส่วนอีกเรื่องที่เราได้รับการสอนมาตั้งแต่เด็กแต่ไม่เคยนำมาใช้กับตัวเองคือเรื่องความรักความผูกพัน ถ้าเรารักใครสักคนพอเขาจากไปเราก็ฟูมฟาย เพราะเราไปติดกับสิ่งที่เป็นรูปธรรม สิ่งที่จับต้องได้ ถ้าเป็นแฟนของเรา เราจะไปจำหน้าเขา แขนเขา ความนิ่มของมือ ซึ่งคือสัมผัส สิ่งเหล่านี้ย่อยสลายไปตามธรรมชาติ เราต้องทำใจกับมันให้ได้ว่าของแบบนี้หายไป แต่สิ่งที่จะอยู่กับตัวเราไปตลอดชีวิตอย่างในกรณีพ่อของเรา เขาก็สร้างตัวตนของป๋อมแป๋มไว้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งของพ่อยังอยู่กับเรา พ่อจะอยู่กับเราตลอด นี่คือการแยกความรักกับความผูกพันออกจากกัน ที่ใครบอกว่าความรักเป็นนิรันดร์ ความรักไม่มีวันตาย เราเข้าใจแล้วว่าคืออะไร

 

รู้จักชีวิตดีขนาดนี้ทำให้ทุกอย่างผ่อนคลายหรือช้าลงบ้างไหม
     ไม่มีเลยค่ะ สิ่งเดียวที่ทำให้ชีวิตเราช้าลงคือการย้ายบ้านมาอยู่ใกล้ออฟฟิศ การได้นอนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชั่วโมงเป็นกำไรชีวิตมาก การที่ว่างสองชั่วโมงได้กลับไปนอนที่บ้านก่อนเป็นเรื่องที่ดี เราเลยเข้าใจแล้วว่าทำไมรัฐบาลถึงพยายามส่งเสริมโรงเรียนในละแวกบ้าน เพราะว่าการเสียเวลาอยู่บนถนนวันละสองชั่วโมงทุกเช้า เราเริ่มต้นวันด้วยความหงุดหงิดแล้วทำให้ทั้งวันพินาศไปหมด

แค่ได้ขับของเสียออกจากร่างกายก็มีความสุขแล้ว คนเราก็มักจะลืมคิดถึงความสุขเล็กๆ ใกล้ๆ ตัวแบบนี้กัน
     เราไม่ค่อยสะสมบุญกัน เรามัวแต่ไปหวังรางวัลใหญ่ คนรุ่นเราจะถูกถามเสมอว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร วางเป้าหมายในชีวิตอย่างไร แล้วก็ดำเนินชีวิตไปตามเป้าหมาย ดังนั้นเราจะมีความสำเร็จในแบบถ้ามึงไม่ทำอันนี้ มึงจะไม่ผ่านจุดนี้ แล้วมึงก็จะไม่ประสบความสำเร็จ เอาเข้าจริงอย่างที่บอกถ้าเช้านี้เราเบ่งของเสียออกมาได้ ก็เป็นความสำเร็จเล็กน้อย และถ้าเราสะสมความสำเร็จนี้ได้ทุกวัน ก็จะเทียบเท่าที่ตัวเองสามารถสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ได้ ธรรมชาติสร้างสรรค์ให้ทุกอย่างสวยงาม สิ่งรอบตัวก่อให้เกิดความสุขได้ แต่เราเลือกที่จะไม่มองเท่านั้นเอง

พอรับของเสียเข้ามาก็เก็บไว้ในร่างกายไม่เอาออกไป
     เหมือนอย่างสะพานสาทร ถ้ามองตรงไปข้างหน้าก็รถติด มองไปทางซ้ายก็จะเป็นสวนสาธารณะสวยงาม เราก็เลือกที่จะมองตรงแล้วก็หงุดหงิด รถไม่ขยับ ฝนตกก็บ่น ถามจริงพวกแกบ่นกับใครวะ อี...อก

แต่สภาพสังคมในทุกวันนี้มันก็น่าให้บ่นจริงๆ
     บ่นฟ้าบ่นฝนจะบ่นกันไปทำไม แล้วเราดันมีช่องทางให้มนุษย์บ่นได้เยอะขึ้นด้วย ทุกวันนี้เราไม่เล่นเฟซบุ๊กนะ เพราะเรารู้สึกว่าเป็นเรื่องของคนอื่นทั้งหมด บางคนบอกว่าเฟซบุ๊กเป็นไดอารีของตัวเอง แต่การไปอ่านไอดารีของคนอื่นนั้นเสียมารยาทหรือเปล่าวะ ยุคเรานะเวลาเขียนไดอารียังต้องไปแอบเขียนในห้อง ต้องมีกุญแจล็อก ถ้าแม่มาเปิดอ่านนี่โกรธนะคะ แล้วทุกวันนี้คุณมาเขียนไดอารีลงออนไลน์ให้คนอื่นอ่าน มันใช่เหรอ

บางคนเขาก็ใช้เฟซบุ๊กในการตั้งเตือนว่า วันนี้เมื่อปีที่แล้วเราทำอะไรไว้นะ เป็นการทวนความทรงจำ
     แต่มันก็ไม่ใช่ไดอารี ไม่ใช่ปฏิทินศตวรรษที่จะบอกว่า วันที่ 28 พฤศจิกายน เป็นวันที่ก่อตั้งอะไรสักอย่างเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ไม่ใช่ อุ้ย! วันนี้ย้อนกลับมาว่ายังตัดใจจากเขาไม่ได้ สิ่งที่เราเวิ่นทั้งหลาย ลงเนื้อเพลงคนลืมช้า อยู่ดีๆ ก็อยากร้องไห้ แล้วมันย้อนกลับมาอีก 3 ปีให้หลัง มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรือเปล่า

คุณตามข่าวสารอย่างไร เพราะฟีดหรือแชร์บนเฟซบุ๊กนี่เราว่าช่วยเรื่องการมองเห็นข่าวต่างๆ ได้ง่ายกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำ
     ไทยรัฐ หรือ CNN เขาก็มีแอปพลิเคชั่นให้ใช้ Twitter เองก็เป็นแหล่งข่าวได้เหมือนกัน สิ่งที่เป็นความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊กถือว่าเป็นข่าวหรือเปล่าล่ะ การที่หนึ่งพารากราฟอุดมไปด้วยความคิดเห็น มันไม่ใช่ข่าวสิ คนนี้ลงแค็ปชั่นประหลาดในอินสตาแกรม มันเป็นข่าวเหรอ ถ้าเป็นข่าวต้องบอกเราสิ ใครทำอะไรที่ไหน เกิดอะไรขึ้น แต่ข่าวในเฟซบุ๊กต้องมาติดตามต่อ เจนี่ฉุนบุ๋มปนัดดา จะเป็นอย่างไรต่อไป หะ! เหรอ เอ๊ะ... เรื่องในเฟซบุ๊กไม่ใช่ข่าว แต่เป็นเรื่องของคนอื่น ซึ่งพอรู้เยอะก็จะกลายเป็น Flood Information แล้วเดี๋ยวเราก็จะสำลักข้อมูลพวกนั้น และทำให้เราเป็นคนขี้หงุดหงิด เช้ามาต้องเจอเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของเราก่อนเป็นสิ่งแรก เพราะเราติดนิสัยตื่นมาตอนเช้าต้องเปิดเข้าไปดู กว่าเราจะล้างหน้าไปทำงาน เราก็มาเสพข่าวที่ไม่จำเป็น เป็นเรื่องของคนอื่นเยอะมาก แล้วก็จะจำโดยไม่รู้ตัว มารู้ตัวอีกทีคือ เรากลายเป็นคนขี้หงุดหงิด ด่าทอ ฉุนเฉียว สมาธิสั้น ความอดทนอดกลั้นต่ำไปแล้ว อันนี้ที่รู้เพราะเป็นเอง เลยทดลองเลิกเล่นเฟซบุ๊ก เพราะตอนนั้นดูตัวเองในทีวีก็แบบ ทำไมเป็นคนขี้หงุดหงิดเบอร์นั้น พอมาสแกนดูว่าอะไรที่ทำให้เราไม่เหมือนเดิม ก็พบว่าเช้ามากิจวัตรแรกคือ ไถหน้าฟีดเฟซบุ๊ก เลยทดลองปิดเฟซบุ๊กไปสักหนึ่งเดือนปรากฏว่าชีวิตเปลี่ยนเลย เรื่องตกข่าวหรือพลาดข่าวสำคัญเราก็ยังเสพได้อยู่ เพราะเป็นข่าวใหญ่จริงๆ เราก็อารมณ์ดีขึ้นจริงๆ

ติดตามSanook! Men

อัพเดตเทรนด์แฟชั่น สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ของผู้ชายได้ที่นี่