8 วลีตัวการสะบั้นความสัมพันธ์ อย่าพูดถ้ายังไม่อยากเลิกกัน

8 วลีตัวการสะบั้นความสัมพันธ์ อย่าพูดถ้ายังไม่อยากเลิกกัน
Tonkit360

สนับสนุนเนื้อหา

ถึงแม้คำพูดจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่สำหรับจิตใจลึก ๆ ข้างใน มันสามารถสร้างรอยร้าวและบาดแผลฝังลึกได้อย่างคาดไม่ถึง อีกทั้งคำพูดที่กระทบกระเทือนจิตใจย่อมสร้างบาดแผลที่เจ็บปวดส่งผลได้มากกว่าบาดแผลทางกายเสียอีก

คำพูดต่อไปนี้ คือตัวอย่างของการใช้ถ้อยคำทำร้ายจิตใจ ส่งผลระยะยาวต่อผู้ฟังได้อย่างมาก

1. ถ้าอย่างนั้น เราเลิกกันดีกว่าไหม
ในหลายครั้งประโยคนี้มักหลุดออกมาจากปากของใครคนใดคนหนึ่งในขณะที่กำลังโต้เถียงกันในจุดที่เรียกได้ว่าดุเดือด แต่เชื่อว่าคนที่กล่าวคำนี้ออกมานั้น จริง ๆ แล้วไม่ได้ต้องการเลิกอย่างที่พูดออกไปหรอก เป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบของการอยากเอาชนะอีกฝ่ายเท่านั้น หรือเพียงแค่เป็นการแสดงความไม่พอใจต่อปัญหาตรงหน้าที่ทั้งคู่ไม่สามารถแก้ได้

ซึ่งประโยคดังกล่าวนี้จะเริ่มก่อแผลและรอยร้าว ถึงแม้จะไม่ได้เลิกกันจริง ๆ ในครั้งนี้ แต่ในครั้งต่อ ๆ ไปคำนี้จะถูกพูดบ่อยขึ้นจนกลายเป็นความจริงในสักวัน

สิ่งที่คู่รักควรตระหนักคือ การที่คนทั้งสองอยู่ด้วยกันใช้ชีวิตร่วมกันย่อมต้องมีกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา เพียงแต่ถ้าหากหาทางออกไม่ได้ การประนีประนอมคือหนทางที่ดีที่สุดที่จะไม่ทำให้ปัญหาระหว่างคุณทั้งคู่บานปลายรุนแรงไปมากกว่านี้

2. ฉันเกลียดคุณ
บางครั้งบางทีด้วยอารมณ์โมโหคำพูดสั้น ๆ แต่พาลให้เจ็บจุกใจอย่างคำว่า “ฉันเกลียดคุณ,ผมเกลียดคุณ,ผมไม่ได้รักคุณแล้ว” มีผลอย่างมากต่อผู้ฟัง ถึงแม้คนพูดจะไม่ได้หมายความตามนั้นก็ตาม จำเอาไว้ว่าถ้าหากพลั้งปากหลุดพูดคำแย่ ๆ คำนี้ไป ควรรีบขอโทษและตอบแทนความรู้สึกที่เสียไปชองอีกฝ่ายให้เร็วที่สุด เพราะทุกความสัมพันธ์ควรเคารพซึ่งกันและกันจึงจะทำให้ความรักยืนยาว

3. นั่นเป็นความคิดที่โง่มาก
บางครั้ง อีกฝ่ายอาจกระทำบางสิ่งซึ่งเป็นสิ่งที่คุณคิดว่าไม่เข้าท่า(ในมุมมองของคุณคนเดียว) หรือแม้กระทั่งบางครั้งถึงคราวคุณทำในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดแล้ว ก็อาจจะเป็นเรื่องที่อีกฝ่ายคิดว่าไม่เข้าท่าเช่นกัน นั่นเป็นเพราะว่าต่างคนก็ต่างมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป เพียงแค่ไม่ใช้คำพูดหักหาญน้ำใจกันและกันพยายามทำความเข้าใจในการตัดสินใจของอีกฝ่ายจะดีที่สุด

4. ผู้ชาย/ผู้หญิง ก็เป็นแบบนี้ทั้งหมดนั่นแหละ
ต่างฝ่ายต่างก็มีวิธีคิดที่ไม่เหมือนกันไม่ว่าจะทั้งผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม ซึ่งนานวันเข้าแนวทางการคิดที่ต่างกันนี้อาจบ่มจนอิ่มตัวกลายเป็นปัญหาที่แดงขึ้นมาในสักวันหนึ่ง การเอาใจใส่ในความรู้สึกของอีกฝ่ายย่อมเป็นความสำคัญที่ควรนึกถึงอยู่ตลอด เพราะเราไม่ได้อยู่ตัวคนเียว การทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์คย่อมช่วยให้ปัญหาคลี่คลายลงได้ด้วยดี

5. ฉันไม่อยากพูดถึงมัน
กับเรื่องราวคาราคาซังที่ทับถมเป็นปัญหากวนใจระหว่างคู่รักที่อยู่ด้วยกัน ผ่านการโต้เถียงจนถึงจุดที่แยกย้ายควบคุมสติอารมณ์ ทำให้ปัญหาเหล่านั้นฝังรากกระทบจิตใจไปในระยะยาว ยิ่งปล่อยไว้นานปัญหานั้น ๆ ยิ่งยิ่งใหญ่ร้ายแรงขึ้น แต่เมื่อฝ่ายหนึ่งต้องการจะหาทางออกอีกฝ่ายอาจตะคอกกลับด้วยอารมณ์ที่กำลังปรี๊ดแตก “ไม่อยากพูดถึงมัน” เพื่อเลี่ยงความขุ่นมัวในอารมณ์ แต่สุดท้ายปัญหานั้นก็ยังค้างคาไร้ทางออก

ทางที่ดีคือ การควบคุมอารมณ์และใช้น้ำเสียงนุ่มนวล เช่น “ผมยังไม่พร้อมที่จะเคลียร์เรื่องนี้ในตอนนี้ ขอเวลาให้ผมได้คิดกับมันอีกสักหน่อยแล้วกัน แล้วเดี๋ยวมาคุยกันอีกที”

6. เธอมันเหมือน พ่อ/แม่ เธอไม่มีผิด
เข้าใจแหละว่าบางครั้งความคิดแบบประโยคข้างต้นนี้มักจะผุดเข้ามาในหัวคุณซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันจะผิดแน่ถ้าคุณเผลอพูดออกไป บางครั้งในการถกเถียงกันการมุ่งความคิดหาทางออกที่ลงตัวคือทางที่ดีที่สุด พยายามอย่าวอกแวกออกทะเลนอกเรื่องจนเกิดปัญหาที่ 2 3 4 ตามมา

7. ไม่ต้องมายุ่ง!
ถ้าใครคนใดคนหนึ่งเข้ามาไถ่ถามถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับอีกฝ่าย นั่นแปลว่าเขาต้องการช่วยให้สิ่งกวนใจต่าง ๆ จบลงด้วยดี ดังนั้นการไล่ด้วยถ้อยคำ “ไม่ต้องมายุ่ง” จึงดูเหมือนเป็นสิ่งที่ไม่น่ารักสักเท่าไหร่ แต่หากพลั้งไปแล้วก็ควรขอโทษและปรับปรุงพฤติกรรมไม่ทำแบบนี้อีก และอาจบอกคนรักของคุณให้คอยเตือนหน่อย เพราะการเปลี่ยนนิสัยระยะยาวไม่ใช่เรื่องง่าย

8. ใจเย็น ๆ , หยุดคิดถึงมัน
หากมีใครสักคนกำลังหงุดหงิดอารมณ์ไม่ดี แทนที่จะบอกให้ใจเย็น ๆ หรือเลิกคิดถึงมันเพื่อปัดปัญหาออกไปพ้น ๆ ไม่ช่วยอะไรแน่นอน สิ่งที่ควรทำคือการแบ่งเบาทุกข์ของกันและกัน ถามไถ่ไล่เลียงและแก้ปัญหาร่วมกัน ถามว่าเกิดอะไรขึ้นและดูว่าคุณพอจะช่วยอะไรได้บ้าง

ที่มา : themindsjournal