“เกเร” ออฟฟิศของคนโต โต มัน มัน “ป๋าเต็ด” ยุทธนา บุญอ้อม

“เกเร” ออฟฟิศของคนโต โต มัน มัน “ป๋าเต็ด” ยุทธนา บุญอ้อม
S! Home

สนับสนุนเนื้อหา

ถ้าลองนั่งคิดและคำนวณเวลาใน 24 ชั่วโมงตามคำชวนของ “ป๋าเต็ด” ยุทธนา บุญอ้อม ผู้บริหาร GAYRAY “เกเร” บริษัทจัดคอนเสิร์ตในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ฯ ว่า วันๆ นึงเราใช้เวลาอยู่ในออฟฟิศอย่างน้อยวันละ 8 ชม. หรือประมาณ 1 ใน 3 ของวัน และถ้าคิดลึกไปกว่านั้นเราจะต้องหักนิ้วนับเวลาเดินทางไป-กลับระหว่างบ้านกับที่ทำงานรวมๆ แล้วก็อีกวันละ 5-6 ชม.เพื่อกลับไปนอนอยู่บนเตียงที่บ้านอีก 5-6 ชั่วโมง (แบบที่หลับแล้วก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ไหน)

ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม

สรุปแล้วเวลาที่เราตื่นและรู้สึกตัวจริงๆ จึงเป็นเวลาที่เราอยู่ “ออฟฟิศ” มากกว่าอยู่ “บ้าน” และนั่นจึงเป็นเหตุให้ผู้บริหารพันธุ์โตพันธุ์มันคนนี้ตั้งใจออกแบบ “เกเร” บริษัทเล็กๆ บนพื้นที่ 144 ตารางเมตรให้เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการสร้างสรรค์มากกว่าทำให้คนทำงานรู้สึกว่าเหมือนอยู่ในโรงงานนรก

ออฟฟิศสไตล์ “ร้านกาแฟ
เหตุผลหนึ่งที่หลายคนเลือก “ร้านกาแฟ” เป็นที่นั่งทำงานแทนการนั่งในร้านอาหารเป็นเพราะบรรยากาศร้าน กลิ่นหอม และผู้คน ที่ชักชวนให้เราอยากนั่งแช่ เผลอๆ กลับช่วยเปิดสมองให้เกิดไอเดียในการทำงานได้มากมาย และ “ป๋าเต็ด” ก็คิดแบบนั้น

“ผมเป็นคนชอบกินกาแฟ ลูกน้องจะรู้ว่าออฟฟิศหรือที่นั่งประจำของผมคือร้านกาแฟ ผมจะมีโต๊ะประจำ นั่งทุกวัน จนลูกน้องรู้กันว่าถ้าจะหาตัวพี่เต็ดให้ไปหาที่ร้านกาแฟได้เลย ผมรู้สึกว่างานที่เราทำเรื่องบรรยากาศเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้เราเกิดไอเดียใหม่ๆ พอมีโอกาสตกแต่งออฟฟิศใหม่ เลยขอเจ้านายว่าขอออกแบบออฟฟิศเองโดยให้มันอยู่ในงบประมาณปกติ”

เกเรจึงถูกออกแบบให้มีลักษณะใกล้เคียงกับความเป็นร้านกาแฟมากที่สุดด้วยการเลือกใช้สีดำเป็นสีหลักผสานกับสีไม้ เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์สไตล์วินเทจเพื่อให้เป็นร้านกาแฟที่ร่วมสมัย ดูสบายๆ คล้ายเป็นห้องนั่งเล่นภายในบ้านของตัวเอง นั่นยังรวมไปถึงใช้หลักการออกแบบแสง การวางตำแหน่งโคมไฟให้เหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ร้านกาแฟตามต้องการ

พื้นที่ส่วนตัวด้านหลังโต๊ะทำงานพนักงาน

ออกแบบตอบรับการใช้งาน และคาแรคเตอร์พนักงาน
การย้ายออฟฟิศจากที่เดิม และมีโอกาสได้ตกแต่งออฟฟิศใหม่ทำให้เกิดแนวความคิดการออกแบบพื้นที่เพื่อตอบสนองกิจกรรมหลัก รวมไปถึงสะท้อนคาแรคเตอร์ของพนักงานทุกคน นอกจากออฟฟิศจะมีกลิ่นอายความเป็นร้านกาแฟอย่างชัดเจนแล้ว ภายในพื้นที่กะทัดรัดแห่งนี้ยังสะท้อนความเป็นตัวตนของพนักงานทุกคนอย่างชัดเจน

“เราคิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเราอยากได้พื้นที่ๆ ชัดเจนตามกิจกรรมหลักของคนทำงาน เพราะส่วนหนึ่งจะปักหลักอยู่ที่ออฟฟิศ ส่วนที่สองคือการประชุม สามคือเราเป็นมนุษย์ที่ชอบหอบหิ้วหรือสั่งอะไรมากินกันตลอดเวลา อีกอย่างออฟฟิศเก่าเราไม่มีพื้นที่รับแขก และรกมาก เราต้องการห้องเก็บของ เราจึงเอาโจทย์ทั้งหมดนี้มาตั้งเป็นฟังก์ชั่นก่อน แล้วก็ดูแปลน”

พื้นที่ทั้งหมดจึงถูกแบ่งเป็นห้องประชุมซึ่งเป็นห้องที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุด โต๊ะในห้องประชุมออกแบบให้สามารถเสียบอุปกรณ์ต่างๆ ได้หลากหลายเพื่อความสะดวกสบายในการทำงาน นอกจากนั้นยังมีห้องทานข้าวที่ภายในมีจาน ชาม ตู้เย็น โต๊ะนั่งรับประทานอาหารและม่านปิดป้องกันกลิ่นรบกวน รวมไปถึงยังมีมุมรับแขก ส่วนพื้นที่ๆ เหลือเป็นพื้นที่ทำงานของพนักงาน และเด็กฝึกงานที่สามารถออกแบบตกแต่งพื้นที่ของตัวเองได้เต็มที่

“เป็นการแก้ปัญหาจากออฟฟิศเดิมที่ค่อนข้างเละเทะ เพราะต่างคนต่างมีศิลปินคนโปรด หรือบางคนเอางานมาแปะ เราเลยเอาบอร์ดไม้ก๊อกติดไว้เพื่อให้ทุกคนแปะอะไรตามใจชอบ ผมว่ามันบอกนิสัยของแต่ละคน ผมเชื่อว่างานด้านความคิด คาแรคเตอร์ของแต่ละคนเป็นเรื่องสำคัญ เขาควรได้อิสระในการสร้างสรรค์พื้นที่ของเขาเพื่อให้เขาได้แสดงความเป็นตัวเองออกมา อย่างห้องป่านผู้ช่วยผม ห้องเขามีกลิ่นเหมือนสปา หรือพื้นที่ของคุณสงวนผู้ช่วยฝ่ายโปรดักชั่นจะเต็มไปด้วยของเล่น ส่วนหลังโต๊ะคุณตูนผู้ดูแลด้านครีเอทีฟ ก็จะเต็มไปด้วยแอลกอฮอล์ เพราะเธอเหมือนเป็นบาร์ประจำออฟฟิศ”

การตกแต่งภายในห้องทำงาน "ป๋าเต็ด"

ยกห้องทำงานที่บ้านมาไว้ “ออฟฟิศ”
นอกจากพื้นที่รอบๆ โต๊ะทำงานของพนักงานทุกคนจะสะท้อนคาแรคเตอร์ และความชื่นชอบของแต่ละคนแล้ว แม้แต่ห้องทำงานส่วนตัวของ “ป๋าเต็ด” เองก็ยังบ่งบอกถึงสิ่งที่โปรดปรานและอินสุดๆ ซึ่งถูกสร้างสรรค์ให้มีบรรยากาศใกล้เคียงกับห้องทำงานที่บ้าน

“มันเป็นการแก้ปัญหาหลังจากตอนแรกห้องนี้ถูกออกแบบให้เป็นห้องประชุม แต่พอไปให้อาจารย์ดูฮวงจุ้ยเขาบอกว่าห้องๆ นี้ควรเป็นห้องทำงานของผมมากกว่าฝั่งโน้น อาจารย์บอกให้แก้ตอนแรกจะไม่แก้ อาจารย์ก็บอกว่ามันจะวิบัติ เราก็เลยแก้”

“เดิมตรงนี้เป็นห้องประชุมมันจึงเป็นรูปทรงยาวๆ ผมเลยไม่สามารถวางโต๊ะทำงานใหญ่ๆ ได้แบบปกติเหมือนผู้บริหาร ก็เลยออกแบบให้เข้ากับงานที่ผมทำเพราะงานส่วนใหญ่ของผมคือการพูดคุย ประชุมวงเล็ก ให้สัมภาษณ์ ห้องทำงานของผมเลยถูกปรับเป็นห้องรับแขกไปเลย มีโต๊ะสำหรับนั่งเซ็นเอกสาร พื้นที่ด้านหลังเป็นที่เก็บหนังสือ วางเครื่องเสียง”

ทางเดินก่อนเข้าสู่ "เกเร"

เมื่อเดินเข้าไปใน “เกเร” คุณจะรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในร้านกาแฟเท่ๆ ที่ย้อมห้องด้วยแสงไฟแบบไม่สว่างมากนัก ต่างแต่เพียงไม่ได้อบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟเท่านั้น หากแต่บุคลิกความสนุกสนานนอกกรอบของพนักงานเกเรกลับเป็นสีสันที่เพิ่มเข้ามาแต่งแต้มออฟฟิศ ซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศของความคิดสร้างสรรค์





ติดตามSanook! Home

ติดตาม เกร็ดความรู้ ข้อมูลน่ารู้ เรื่องบ้าน ได้ที่ https://www.sanook.com/home/ ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!