5 วิธีเลือกซื้อบ้านในหน้าฝน

5 วิธีเลือกซื้อบ้านในหน้าฝน
DDproperty

สนับสนุนเนื้อหา

ช่วงหน้าฝน จะเดินทางไปไหนมาไหนก็ไม่ค่อยสะดวก เลยทำให้ฤดูนี้กลายเป็นโลว์ซีซั่นของเกือบทุกธุรกิจ รวมถึงธุรกิจที่อยู่อาศัยด้วย หลายคนจะมองว่า ถ้าออกไปสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยช่วงหน้าฝนแล้วต้องพบเจอกับฝน คงไม่สนุกเท่าไร

แต่ในความเป็นจริง เมื่อเราซื้อบ้านมาแล้ว ต้องอยู่อาศัยได้ในทุกหน้า โดยเฉพาะหน้าฝน ที่มีโอกาสจะพบกับหลายปัญหามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น น้ำรั่ว น้ำซึมภายในตัวบ้าน หรือน้ำท่วมภายในโครงการ หรือน้ำท่วมในย่านนั้น ๆ

แม้ว่าปัจจุบันจะสามารถหาข้อมูลรีวิวโครงการต่าง ๆ ได้สะดวกมากขึ้น ว่าย่านนั้นน้ำท่วมหรือไม่ แต่สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ดังนั้น การสำรวจสภาพทำเลและสภาพโครงการด้วยตัวเอง จะทำให้ประเมินสถานการณ์จริงได้ว่า ยอมรับได้หรือไม่?

1. สำรวจปัจจุบัน

สำรวจว่าทำเลนั้น ๆ ทั้งบริเวณถนนใหญ่ ปากทางเข้าซอย ถนนภายในซอย มาจนถึงถนนหน้าโครงการ เมื่อเจอฝนตกหนัก น้ำท่วม หรือน้ำขังจำนวนมากหรือไม่ 

กรณีที่เราต้องการทำเลนั้นมาก ๆ ให้ประเมินดูว่า ระดับการท่วมขังมากน้อยเพียงใด อยู่ในระดับที่รับได้หรือไม่ ระยะเวลาในการขังนานแค่ไหน ระบายน้ำเร็วหรือไม่ เป็นอุปสรรคในการเดินทางหรือไม่ โดยเฉพาะถ้าการระบายน้ำในพื้นที่นั้น ๆ ค่อนข้างช้า กินเวลายาวจนถึงช่วงเวลาเร่งรีบ จะมีผลกับการเดินทางไปทำงานหรือเรียนอย่างไร

เราต้องสำรวจตั้งแต่ถนนใหญ่ปากทางเข้าโครงการ ปกติแล้วท่วมหรือไม่ เมื่อเข้าซอยไปแล้ว ภายในซอยท่วมหรือไม่ และกรณีที่ต้องเข้าซอยย่อย ซอยย่อยนั้นท่วมหรือไม่

โดยควรประเมินเป็นภาพรวมว่าทำเลที่เราต้องการกับปัญหาน้ำท่วมขังที่มีโอกาสเจอ รับได้หรือไม่ ถ้ารับได้ เพราะคุ้นเคยดี ก็ตัดสินใจได้ไม่ยาก แต่ถ้ารับไม่ไหว หรือไม่ได้ต้องการอยู่อาศัยในทำเลนั้นมากนัก ก็แนะนำให้เลือกทำเลอื่น อาจจะสะดวกในการอยู่อาศัยมากกว่า

 2. มองย้อนอดีต

เป็นการสำรวจว่า ทำเลนั้นเคยน้ำท่วมหนัก ๆ หรือไม่ ซึ่งถ้าพื้นที่นั้น ๆ เคยมีน้ำท่วมหนัก จะยังมีคราบน้ำท่วมหลงเหลือไว้ให้เห็น สามารถประเมินสถานการณ์ได้ว่า หากเกิดกรณีน้ำท่วมหนัก ๆ อีกครั้ง พื้นที่นี้ก็มีโอกาสที่จะท่วมในระดับเดิมได้ หรืออาจจะไม่ท่วมได้

สำหรับ 2 กรณีนี้ ระหว่าง “น้ำท่วมในหน้าฝนปกติ” กับ “น้ำท่วมใหญ่ในอดีต” ควรให้น้ำหนักกับน้ำท่วมในหน้าฝนปกติมากกว่า เพราะหน้าฝนปกติ เป็นสิ่งที่เจ้าของต้องพบเจอเป็นประจำในช่วงฝนตกหนัก จะทั้งฝนในฤดู หรือฝนนอกฤดูก็ตาม ส่วนน้ำท่วมใหญ่ในอดีต อาจมีหลายสาเหตุ และเป็นเหตุการณ์ที่นานหลายปีจะเกิดขึ้นสักครั้ง

ทั้งนี้ ในกรุงเทพฯ หลายพื้นที่ เวลาเจอเหตุการณ์ฝนตกปกติน้ำไม่เคยท่วมเลย แต่ตอนมีน้ำท่วมใหญ่กลับท่วม ส่วนบางพื้นที่ ฝนตกปกติท่วมหนักมาก แต่ตอนเกิดน้ำท่วมใหญ่ กลับไม่ท่วมเลยดังนั้น จึงควรให้น้ำหนักกับน้ำท่วมในหน้าฝนปกติ มากกว่า

3. วิเคราะห์สภาพโครงการ

หน้าฝนก็ต้องมีฝนตกเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อฝนตกหนัก แล้วน้ำท่วม ต้องดูว่าสภาพโครงการเป็นอย่างไร พื้นที่ภายในโครงการท่วมด้วยหรือไม่ หรือโครงการออกแบบให้มีระบบป้องกันน้ำท่วม ทำให้เมื่อฝนตกหนัก พื้นที่ภายในโครงการไม่ได้มีน้ำท่วมขัง จนสัญจรภายในโครงการลำบาก หรือน้ำท่วมขังจนไหลเข้าสู่ตัวบ้าน

หน้าฝนเป็นช่วงเวลาที่ดีในการซื้อบ้าน

4. ประเมินสภาพบ้าน

เมื่อดูภาพรวมโครงการแล้ว ก็ต้องดูสภาพบ้านด้วยเช่นกัน ซึ่งหากมีโอกาสที่จะเยี่ยมชมโครงการ หรือตรวจบ้านในช่วงหน้าฝน จะทำให้เห็นสภาพบ้านจริงหลังเผชิญฝนตกอย่างหนัก มีน้ำรั่วหรือน้ำซึมจากหลังคา หรือตามขอบประตู หน้าต่างหรือไม่

5. ลงพื้นที่สำรวจ

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจมีคำถาม แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะต้องไปชมโครงการวันไหน เพราะฝนคงไม่ตกถูกจังหวะที่เราจะไปชมโครงการพอดิบพอดี อันนี้ให้เริ่มจากการสำรวจภาพรวมทำเลก่อน หลังจากที่ฝนตกหนัก ถ้ามีโอกาส ให้ลองสำรวจทำเลย่านนั้น ตั้งแต่ถนนใหญ่ ภายในซอย หรือซอยย่อย

นอกจากนี้ยังอาจตรวจสอบข้อมูลจากข่าวในโลกออนไลน์ว่า ย่านนั้น ย่านนี้น้ำท่วมหรือไม่ รวมถึงลงพื้นที่จริง ดูสภาพจริง หรือสอบถามข้อมูลจากคนในพื้นที่นั้น ๆ

ขณะที่การสำรวจสภาพบ้าน ถ้ากรณีที่ยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อ เราอาจเข้าไปเยี่ยมชมโครงการได้โดยไม่ต้องนัดล่วงหน้า ก็เข้าไปประเมินสภาพโครงการ ดูสภาพบ้านหลังน้ำท่วม แต่ถ้าบ้านที่เซ็นสัญญา ซื้อขายแล้ว และส่วนใหญ่จะต้องนัดวันที่เข้าเยี่ยมชม ซึ่งเมื่อนัดแล้ว เจ้าหน้าที่โครงการอาจทำความสะอาดบ้านหลังนั้นก่อนที่ผู้ซื้อจะเข้าชม ทำให้อาจไม่ได้เห็นสภาพจริง เราอาจขอเข้าชมตัวบ้านที่จองไว้แล้วโดยที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ต้องทำความสะอาด เพื่อให้ทราบสภาพจริง จะได้ดำเนินการแก้ไขให้ถูกจุดก่อนรับโอนกรรมสิทธิ์

ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นอีกมุมหนึ่งของการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงหน้าฝน เพื่อให้ไม่ต้องมานั่งซ่อมแซมภายหลัง ที่เปลืองทั้งเงิน เวลา และสุขภาพจิต