แบบเรือนไม้สไตล์ Eco ทำจากไม้สนญี่ปุ่น พร้อมเทคโนโลยีลดใช้พลังงาน เพื่อความยั่งยืน

แบบเรือนไม้สไตล์ Eco ทำจากไม้สนญี่ปุ่น พร้อมเทคโนโลยีลดใช้พลังงาน เพื่อความยั่งยืน

ถ้าใครมีโอกาสผ่านและเข้าไปภายในมหาวิทยาลัยศรีปทุม คุณจะได้เห็นเรือนไม้สไตล์ญี่ปุ่นตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งศาลาไม้หรือเรือนไม้หลังนี้เป็นผลพวงมาจากความร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยศรีปทุมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาหลักสูตรและฝึกอบรม “ทักษะช่างไม้ในงานก่อสร้างแบบญี่ปุ่น” จนเกิดเป็น Wood training center ซึ่งที่ผ่านมานักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยศรีปทุมมีโอกาสไปเรีบนรู้ในหลักสูตรดังกล่าว จนเกิดเป็นต้นแบบเรือนไม้สไตล์ Eco ที่ทุกภาคส่วนเห็นพ้องกันว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการย่อยอดองค์ความรู้และขยายสู่เส้นทางอาชีพร่วมกันของทั้งไทยและญี่ปุ่น

สำหรับรูปแบบของเรือนไม้หลังนี้เป็นอาคาร 2 อาคารคืออาคารศาลาพักผ่อน ที่สามารถดัดแปลงเป็นบ้านเรือนพักอาศัย และอาคารดื่มน้ำชา เพื่อสะท้อนถึงวัฒนธรรมการดื่มน้ำชา โดยมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 70 ตารางเมตร ภายในแบ่งเป็นห้องต่างๆ โดยเรือนไม้นั้นทำจากไม้สนนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “ไม้สุกิ” ซึ่งลักษณะพิเศษของมันคือกลิ่นหอม และมีคุณค่าเทียบเท่าไม้สักของไทย

ดร.ณัฐวุฒิ อัศวโกวิทวงศ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

นอกจากความพิเศษของเนื้อไม้แล้ว ตัวเรือนไม้ยังมีการติดตั้งนวัตกรรมที่น่าสนใจมากมายทั้งนวัตกรรมป้องกันแผ่นดินไหว อุปกรณ์ป้องกันปลวกติดตั้งระหว่างคานปูกับพื้นไม้ให้มีช่องว่างอากาศถ่ายเทป้องกันปลวกกินเนื้อไม้ แผ่นป้องกันเสียง ป้องกันความร้อนและความเย็น โดยใช้เทคโนโลยีวัสดุด้าน Insulation ที่ทำงานร่วมกับผนังได้เป็นอย่างดี และป้องกันทุกพื้นผิวตั้งแต่พื้น ผนัง ฝา

อย่างที่ทราบว่าบ้านหรืออาคารของญี่ปุ่นนั้นก็มีองค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการและวิธีการก่อสร้างอาคารทั้งการเข้ารอยต่อไม้โบราณแบบญี่ปุ่นโดยไม่ต้องใช้ตะปูยึด การปูพื้นไม้ให้ลงล็อคโดยไม่ต้องเลื่อยไม้ทิ้ง

เทคนิคการเข้าไม้แบบไม่ใช้ตะปู และยังช่วยเรื่องกันแดดอีกด้วย

สำหรับราคาของเรือนไม้หลังนี้อยู่ที่ประมาณ 6 ล้านบาท (ยังไม่รวมภาษี) ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 เดือนโดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างช่างไม้ไทยและผู้รับเหมาคนไทย รวมไปถึงมีศิษย์เก่าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ซึ่งก้าวต่อไปสำหรับการต่อยอดต้นแบบอาคารประหยัดพลังงานหลังนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์ด้านการศึกษาแล้ว ยังเล็งเห็นประโยชน์ในเชิงธุรกิจอีกด้วย