ท้องเสียเฉียบพลัน จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะหรือไม่ ?

ท้องเสียเฉียบพลัน จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะหรือไม่ ?
S! Health

สนับสนุนเนื้อหา

ท้องเสียเฉียบพลันสามารถแบ่งตามอาการนำเด่นได้ดังนี้

1. กลุ่มที่มีอาการอาเจียนเป็นอาการเด่น ได้แก่

- อาหารเป็นพิษเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารพิษที่เชื้อสร้างขึ้น ซึ่งเป็นสารพิษ

ที่ทนต่อความร้อนจึงพบได้แม้ในอาหารที่ปรุงสุกแล้ว มักมีอาการหลังรับประทานอาหาร 6-24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นอาหารที่ทิ้งไว้นานแล้วโดยจะเริ่มด้วยอาการอาเจียนรุนแรง ตามด้วยท้องเสียแต่ไม่รุนแรง อาการดังกล่าวสามารถหายได้เองใน 1-2วัน กรณีนี้ไม่จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ เนื่องจากไม่ได้มีสาเหตุมาจากตัวเชื้อ

- ท้องเสียจากเชื้อไวรัส มักพบในเด็กโดยจะมีอาการของหวัดนำมาก่อน ต่อมาจะอาเจียน ตามด้วย

ท้องเสียไม่มีเลือดปน อาการดังกล่าวมักหายได้เองใน 3-4 วัน กรณีนี้ไม่จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ เนื่องจากมีสาเหตุมากจากเชื้อไวรัส ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

2. กลุ่มที่มีอาการท้องเสียเป็นอาการเด่น ได้แก่

- กลุ่มที่ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ ผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายเป็นน้ำปริมาณมาก อาจเป็นสีขาวขุ่นคล้ายน้ำซาว

ข้าว มักมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียที่สร้างสารพิษได้ กรณีนี้ต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

- กลุ่มที่ถ่ายอุจจาระมีมูกเลือด ให้สังเกตอาการของบิด

กรณีมีอาการของบิด (รู้สึกปวดเบ่งที่ทวารหนัก แต่ถ่ายไม่สุด)

- บิดไม่มีตัว จะมีไข้ร่วมด้วย ควรรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ เช่น norfloxacin

- บิดมีตัว จะไม่มีไข้ร่วมด้วย ควรได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องก่อนการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

กรณีไม่มีอาการของบิด โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องรับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ยกเว้นผู้ป่วยบางกลุ่ม

เช่น สูงอายุ, ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

3. อื่นๆเช่น ท้องเสียในนักเดินทาง

“ท้องเสีย”เป็นการตอบสนองของร่างกายต่อเชื้อหรือสารพิษ โดยกำจัดออกทางอุจจาระและการอาเจียน ดังนั้นการรักษาที่ดีที่สุดคือให้ร่างกายขับเชื้อหรือสารพิษออกมาจนหมด ยกเว้นกรณีที่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ และไม่ควรใช้ยาหยุดถ่าย เนื่องจากจะทำให้เชื้อหรือสารพิษเหลือค้างอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานซึ่งอาจทำให้อาการแย่ลงได้แต่ควรรักษาตามอาการ เช่น ทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป

อันตรายที่เกิดจากท้องเสียเฉียบพลัน

หากมีอาการท้องเสียเฉียบพลัน จะทำให้มีการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ไปกับการอาเจียนและอุจจาระ หากมีการสูญเสียปริมาณมากจะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำขึ้น ซึ่งอาจอันตรายถึงชีวิตได้โดยเฉพาะในเด็ก ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องประเมินภาวะขาดน้ำ อาการที่บ่งบอกถึงภาวะขาดน้ำ เช่น ปากคอแห้ง กระหายน้ำ ผิวหนังแห้ง (หากดึงหนังขึ้นจะไม่คืนตัวทันที) หรืออาจทดสอบโดยการกดเล็บ ซึ่งโดยปกติแล้วเล็บจะกลับมาเป็นสีชมพูอีกครั้งภายในเวลา 2 วินาทีแต่หากมีภาวะขาดน้ำจะใช้เวลามากกว่า 2 วินาที เป็นต้น สำหรับเด็กเล็กอาจมีอาการ เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมบุ๋ม

การรักษาภาวะขาดน้ำ ทำได้โดยการทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป โดยทั่วไปจะให้ Oral rehydration salts (ORS) ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญคือ โซเดียมและกลูโคส รับประทานร่วมกับน้ำ ค่อยๆจิบจนหมด โดยจะรับประทานมากน้อยเท่าไหร่ขึ้นกับความรุนแรงของภาวะขาดน้ำ

เอกสารอ้างอิง

1. สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วย โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันในผู้ใหญ่. 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด; 2546.

2. Guerrant RL, Gilder TV, Steiner TS, Thielman NM, Slutsker L, Tauxe RV. et al. Practice guidelines for the management of infectious diarrhea. CID 2001; 32: 331-51.

3. World Health Organization. The treatment of diarrhoea: a manual for physicians and other senior health workers. Geneva; 2005.

4. Hatchette TF, Farina D. Infectious diarrhea: when to test and when to treat. CMAJ 2011; 183(3): 339-44.

เอกสารอ้างอิง

1. Martin A, Drug product design. Physical pharmacy: physical chemical principles in the pharmaceutical sciences. 4th ed. Philadelphia: Lea&Febiger; 1993

2. Ansel HC, Popovich NG, Allen LV. Peroral solids, capsules, tablets and controlled-release dosage forms. Pharmaceutic dosage; 1995

3. Deshpande A, Rhodes CT, Shan NH, Malick AW. Controlled release drug delivery system for prolong gastric residence: An Overview. Drug Dev. Ind. Pharm. 22(6), 531-9

4. Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, editors. Drug information handbook with international trade names index. 22th ed. Hudson: Lexi-comp. 2013-2014.

5. สุชาดา ชุติมาวรพันธ์, โพยม วงศ์ภูวรักษ์, อภิฤดี เหมะจุฑา. คู่มือทักษะตามเกณฑ์ความรู้ความสามารถทางวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางเภสัชกรรม(พ.ศ.2554). กรุงเทพมหานคร: สภาเภสัชกรรม; 2554


ขอบคุณข้อมูล จาก www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/230/ท้องเสียเฉียบพลัน-ต้องกินยาปฏิชีวนะไหม/