กระดูกเริ่มเสื่อมดูจากอาการอะไรได้บ้าง เช็กสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
อาการปวดเข่า ปวดหลัง ข้อติดขัดหลังตื่นนอน หรือเดินขึ้นลงบันไดแล้วรู้สึกเจ็บ อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติในกระดูกและข้อที่หลายคนมักมองข้าม โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้นหรือมีการใช้งานข้อต่อซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่ากระดูกเสื่อมเสมอไป เพราะอาจเกิดจากกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือโรคอื่น ๆ ได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือการสังเกตว่าอาการเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน รุนแรงขึ้นหรือไม่ และส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างไร เพื่อให้สามารถเข้ารับการตรวจและดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม
กระดูกเสื่อมกับข้อเสื่อมต่างกันอย่างไร?
คำว่า กระดูกเสื่อม ที่ใช้กันทั่วไป อาจหมายถึงความผิดปกติหลายชนิด แต่หนึ่งในภาวะที่พบได้บ่อยคือโรคข้อเสื่อม ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนและเนื้อเยื่อภายในข้อ ทำให้เกิดอาการปวด ข้อตึง บวม และเคลื่อนไหวได้ลดลง มักพบที่ข้อเข่า ข้อสะโพก มือ และกระดูกสันหลัง อีกภาวะหนึ่งคือโรคกระดูกพรุน ซึ่งทำให้ความหนาแน่นและความแข็งแรงของกระดูกลดลง ส่งผลให้กระดูกหักได้ง่ายขึ้น จุดที่ควรระวังคือโรคกระดูกพรุนมักไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก หลายคนจึงเพิ่งทราบเมื่อเกิดกระดูกหักแล้ว ดังนั้น การสังเกตอาการจึงต้องพิจารณาว่าเป็นความผิดปกติของข้อหรืออาจมีความเสี่ยงต่อกระดูกพรุนด้วย ไม่ควรใช้คำว่าปวดกระดูกหรือปวดข้อแทนกันทั้งหมด
7 อาการที่อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติของกระดูกและข้อ
1. ปวดเข่าหรือข้อเมื่อเดินและเคลื่อนไหว
หากรู้สึกปวดเข่าขณะเดิน ขึ้นลงบันได ลุกจากเก้าอี้ หรือยืนเป็นเวลานาน อาจเกี่ยวข้องกับข้อเสื่อมหรือปัญหาอื่น ๆ ของข้อเข่าได้ โดยเฉพาะเมื่ออาการเกิดซ้ำและเริ่มรบกวนกิจวัตรประจำวัน หากอาการปวดเป็นต่อเนื่องหรือรุนแรงขึ้น ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรสรุปเองว่าเกิดจากอายุที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว
2. ข้อตึงหลังตื่นนอนหรือนั่งนาน
บางคนรู้สึกเข่าตึง นิ้วมืองอได้ไม่ถนัด หรือข้อเคลื่อนไหวไม่คล่องหลังตื่นนอนหรือหลังนั่งอยู่ท่าเดิมนาน ๆ เมื่อเริ่มขยับร่างกายแล้วอาการอาจค่อย ๆ ดีขึ้น อาการข้อตึงในโรคข้อเสื่อมมักเป็นช่วงสั้น ๆ โดยเฉพาะหลังพักหรือไม่ได้เคลื่อนไหว แต่หากข้อตึงเป็นเวลานาน มีอาการบวม หรือเกิดกับหลายข้อ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่นร่วมด้วย
3. ข้อบวม กดเจ็บ หรือขนาดเปลี่ยนไป
หากสังเกตว่าข้อเข่าหรือข้อนิ้วบวม กดแล้วเจ็บ หรือมีลักษณะปุ่มกระดูกนูนขึ้น อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติในข้อได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับอาการปวดและขยับข้อลำบาก อย่างไรก็ตาม หากข้อบวมขึ้นอย่างรวดเร็ว มีอาการแดง ร้อน หรือปวดรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเกิดจากการอักเสบ การติดเชื้อ หรือภาวะอื่นที่ต้องได้รับการดูแลโดยเร็ว
4. มีเสียงกรอบแกรบในข้อขณะเคลื่อนไหว
เสียงดังกรอบแกรบหรือเสียงคล้ายเสียดสีกันในข้อเข่าอาจเกิดขึ้นได้ขณะงอหรือเหยียดข้อ แต่เสียงเพียงอย่างเดียวไม่ได้ยืนยันว่าข้อเสื่อม หากมีเสียงร่วมกับอาการปวด บวม ข้อติด หรือเคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่ออาการเริ่มรบกวนการเดินหรือการใช้ชีวิตประจำวัน
5. เคลื่อนไหวได้ไม่เหมือนเดิม
สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่ เดินได้น้อยลง ลุกจากเก้าอี้ยาก งอเข่าไม่สะดวก กำมือได้ไม่เต็มที่ หรือมีอาการข้อเข่าทรุดขณะเดิน อาการเหล่านี้อาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของข้อ กล้ามเนื้อ หรือเส้นเอ็น หากความสามารถในการเคลื่อนไหวลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรฝืนใช้งานหรือหยุดเคลื่อนไหวทั้งหมดด้วยตัวเอง ควรตรวจหาสาเหตุและวางแผนดูแลให้เหมาะสม
6. ปวดหลังต่อเนื่อง หรือส่วนสูงลดลง
อาการปวดหลังเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่กล้ามเนื้อตึงไปจนถึงความผิดปกติของกระดูกสันหลัง หากปวดหลังเรื้อรัง ปวดมากขึ้น หรือมีส่วนสูงลดลงและหลังค่อมมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน กระดูกสันหลังที่อ่อนแอจากโรคกระดูกพรุนอาจเกิดการยุบหรือหักได้ แม้ไม่ได้ประสบอุบัติเหตุรุนแรง หากมีอาการปวดหลังอย่างฉับพลันหลังยกของ ก้มตัว ไอ หรือเกิดแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว
7. กระดูกหักจากการกระแทกเพียงเล็กน้อย
หากเคยกระดูกหักจากการหกล้มในระดับที่ไม่รุนแรง หรือเกิดกระดูกหักระหว่างทำกิจกรรมทั่วไป ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความแข็งแรงของกระดูก โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกพรุนมักไม่ทำให้ปวดในระยะแรก การรอให้มีอาการปวดจึงอาจไม่ช่วยตรวจพบโรคได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ผู้ที่มีความเสี่ยงควรสอบถามแพทย์ว่าจำเป็นต้องตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูกหรือไม่
อาการแบบไหนที่ไม่ควรมองข้าม?
แม้อาการปวดข้อบางครั้งอาจเกิดจากการใช้งานมากเกินไป แต่มีสัญญาณบางอย่างที่ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์ ได้แก่
- อาการปวดข้อหรือปวดหลังเป็นต่อเนื่อง ไม่ดีขึ้น หรือรบกวนการนอนและกิจวัตรประจำวัน
- ข้อบวม แดง ร้อน หรือมีไข้ร่วมด้วย
- ปวดหลังอย่างฉับพลันหลังหกล้ม ก้มตัว ยกของ หรือไอ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงต่อกระดูกพรุน
- กระดูกหักหลังเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย
- ส่วนสูงลดลงหรือหลังค่อมมากขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีอาการชา อ่อนแรง หรือเดินลำบากร่วมกับอาการปวดหลัง
หากปวดหลังร่วมกับขาอ่อนแรงมากขึ้น ชาบริเวณหว่างขาหรืออวัยวะเพศ กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ หรือปัสสาวะไม่ออก ควรไปห้องฉุกเฉินทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของการกดทับเส้นประสาทที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
ใครบ้างที่ควรใส่ใจสุขภาพกระดูกและข้อเป็นพิเศษ?
แม้ความเสี่ยงของข้อเสื่อมและโรคกระดูกพรุนจะเพิ่มขึ้นตามอายุ แต่คนอายุน้อยก็สามารถมีปัญหาเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อ มีน้ำหนักตัวเกิน ใช้ข้อต่อซ้ำ ๆ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคข้อเสื่อม ส่วนผู้ที่ควรใส่ใจความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน ผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อย ผู้ที่เคยกระดูกหักจากแรงกระแทกไม่มาก และผู้ที่ใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานาน เช่น ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล
ดูแลกระดูกและข้ออย่างไรให้แข็งแรงในระยะยาว?
1. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
การเดิน การฝึกกล้ามเนื้อ และการออกกำลังกายเพื่อการทรงตัวสามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูก กล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหวได้ ควรเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับสภาพร่างกาย และเริ่มจากระดับที่ทำได้โดยไม่ฝืนอาการปวด หากมีข้อเสื่อมหรือเคยได้รับบาดเจ็บ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อเลือกวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสม
2. รับประทานอาหารให้หลากหลาย
ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียม เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม ปลาตัวเล็กที่กินได้ทั้งกระดูก เต้าหู้ที่มีแคลเซียม และผักบางชนิด รวมถึงรับประทานอาหารที่มีโปรตีนเพียงพอและแหล่งวิตามินดีที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนสุขภาพกระดูกและกล้ามเนื้อ ไม่ควรซื้อแคลเซียมหรือวิตามินดีขนาดสูงมารับประทานเองโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อน
3. ควบคุมน้ำหนักและลดแรงกดที่ข้อต่อ
น้ำหนักตัวที่มากเกินไปอาจเพิ่มภาระต่อข้อเข่าและข้อสะโพก การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับเหมาะสมร่วมกับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อจึงช่วยลดภาระของข้อต่อและส่งเสริมการเคลื่อนไหวได้
4. หลีกเลี่ยงการฝืนใช้งานเมื่อมีอาการเจ็บ
หากมีอาการปวดข้อ ควรปรับกิจกรรมให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการฝืนทำท่าที่ทำให้ปวดมากขึ้น และไม่ควรนวดแรงหรือดัดข้อเอง โดยเฉพาะหลังเกิดอุบัติเหตุหรือเมื่อสงสัยว่ากระดูกได้รับบาดเจ็บ
5. ประเมินความเสี่ยงกระดูกพรุนเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก เพราะโรคกระดูกพรุนอาจไม่มีอาการเตือนก่อนเกิดกระดูกหัก การตรวจและประเมินความเสี่ยงตามความเหมาะสมจึงมีความสำคัญกว่าการรอให้เกิดอาการ
สรุป: ปวดข้อไม่ได้แปลว่ากระดูกเสื่อมเสมอไป
อาการปวดเข่า ข้อตึง ข้อบวม เคลื่อนไหวลำบาก และปวดหลังต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติของกระดูกและข้อ แต่ไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคได้จากอาการเพียงอย่างเดียว หากอาการเป็นซ้ำ รุนแรงขึ้น หรือกระทบชีวิตประจำวัน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเป็นพิเศษคือกระดูกหักจากแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย ปวดหลังเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนสูงลดลง หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เพราะอาจเกี่ยวข้องกับโรคกระดูกพรุนหรือภาวะที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว การใส่ใจสุขภาพกระดูกและข้ออย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ดูแลตัวเองได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี