"โรคกระเพาะ" เกิดจากอะไร? เฉลยความจริง คนเข้าใจผิดกันมานาน อาหารอาจไม่ใช่สาเหตุหลัก

"โรคกระเพาะ" เกิดจากอะไร? เฉลยความจริง คนเข้าใจผิดกันมานาน อาหารอาจไม่ใช่สาเหตุหลัก

"โรคกระเพาะ" เกิดจากอะไร? เฉลยความจริง คนเข้าใจผิดกันมานาน อาหารอาจไม่ใช่สาเหตุหลัก
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

โรคกระเพาะเกิดจากอะไร? กินข้าวไม่ตรงเวลาทำให้เป็นจริงไหม รู้สาเหตุที่แท้จริง พร้อมวิธีดูแลให้ถูกจุด

ปวดแสบลิ้นปี่ ท้องอืด อิ่มเร็ว หรือคลื่นไส้ หลายคนมักสรุปทันทีว่าเป็น “โรคกระเพาะ” และโยนความผิดให้พฤติกรรมกินข้าวไม่ตรงเวลา แต่ในทางการแพทย์ คำว่าโรคกระเพาะที่คนทั่วไปใช้ อาจครอบคลุมตั้งแต่กระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะ ไปจนถึงอาการอาหารไม่ย่อย ซึ่งแต่ละภาวะมีสาเหตุและแนวทางรักษาไม่เหมือนกัน

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการพยายามกินอาหารให้ตรงเวลา แต่ต้องหาคำตอบว่าอาการที่เกิดขึ้นมาจากอะไร เพราะหากต้นเหตุเป็นเชื้อแบคทีเรียหรือผลจากยาบางชนิด การปรับเวลาอาหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และปล่อยไว้นานอาจเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

“โรคกระเพาะ” ไม่ได้หมายถึงโรคเดียว

คำว่า “โรคกระเพาะ” เป็นคำเรียกรวมที่คนทั่วไปใช้กับอาการผิดปกติบริเวณช่องท้องส่วนบน แต่ในความเป็นจริงอาจหมายถึงหลายภาวะ ได้แก่

  • กระเพาะอาหารอักเสบ คือภาวะที่เยื่อบุกระเพาะเกิดการอักเสบ
  • เยื่อบุกระเพาะเสียหาย หรือ gastropathy ซึ่งเยื่อบุกระเพาะถูกทำลาย แต่อาจพบการอักเสบเพียงเล็กน้อยหรือไม่พบเลย
  • แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น คือการเกิดแผลเปิดบริเวณเยื่อบุทางเดินอาหาร
  • อาการอาหารไม่ย่อย หรือ dyspepsia ซึ่งทำให้ปวดหรือแสบท้องส่วนบน อิ่มเร็ว แน่นท้อง คลื่นไส้ หรือเรอบ่อย โดยบางรายตรวจไม่พบแผลหรือความผิดปกติทางโครงสร้างที่ชัดเจน

ภาวะเหล่านี้อาจมีอาการคล้ายกันมาก จึงไม่สามารถวินิจฉัยจากตำแหน่งที่ปวดหรือความรู้สึกแสบท้องเพียงอย่างเดียวได้

อาการแบบไหนที่คนมักเรียกว่าโรคกระเพาะ?

อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวด แสบ หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณลิ้นปี่ อิ่มเร็วกว่าปกติ แน่นท้องหลังอาหาร ท้องอืด คลื่นไส้ และเรอบ่อย บางคนอาจปวดขณะท้องว่างหรือมีอาการรบกวนในช่วงกลางคืน ขณะที่ผู้ป่วยกระเพาะอักเสบบางรายอาจไม่มีอาการเลยก็ได้

อย่างไรก็ตาม อาการแสบร้อนกลางอกหรือมีน้ำรสเปรี้ยวย้อนขึ้นคออาจเกี่ยวข้องกับโรคกรดไหลย้อนมากกว่า ส่วนอาการปวดท้องจากนิ่วในถุงน้ำดี ตับอ่อน หรือโรคอื่นในช่องท้องก็อาจคล้ายกับโรคกระเพาะได้ จึงควรพบแพทย์หากอาการเป็นซ้ำหรือไม่ดีขึ้น

โรคกระเพาะเกิดจากอะไร? สาเหตุหลักอาจไม่ใช่การกินข้าวผิดเวลา

1. การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori

เชื้อ Helicobacter pylori หรือ H. pylori เป็นสาเหตุสำคัญของกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังและแผลในกระเพาะหรือลำไส้เล็กส่วนต้น เชื้อชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ในเยื่อบุกระเพาะและทำให้กลไกป้องกันกระเพาะอ่อนแอลง

ผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งอาจไม่มีอาการ แต่บางรายมีอาการปวดหรือแสบท้องส่วนบน และหากตรวจพบเชื้อจำเป็นต้องได้รับยาตามสูตรที่แพทย์กำหนด ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง เพราะอาจรักษาไม่หายและเพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา

2. การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs

ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDs เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน และนาพรอกเซน สามารถลดสารที่ช่วยปกป้องเยื่อบุกระเพาะ เมื่อใช้บ่อย ใช้ในขนาดสูง หรือใช้ต่อเนื่อง จึงอาจทำให้เยื่อบุกระเพาะระคายเคือง เกิดการอักเสบ แผล หรือเลือดออกได้

ความเสี่ยงอาจสูงขึ้นในผู้สูงอายุ ผู้ที่เคยมีแผลในกระเพาะ ผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือด หรือใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน หากเป็นยาที่แพทย์สั่งสำหรับรักษาโรคหัวใจหรือโรคประจำตัว ไม่ควรหยุดยาเอง แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและปรับการรักษาอย่างเหมาะสม

3. แอลกอฮอล์ บุหรี่ และสิ่งที่ระคายเคืองกระเพาะ

การดื่มแอลกอฮอล์มากอาจทำลายหรือระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะ ส่วนการสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผล ทำให้แผลหายช้าลง และเพิ่มโอกาสที่แผลจะกลับมาเป็นซ้ำ

อาหารรสจัด กาแฟ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน น้ำอัดลม หรืออาหารไขมันสูงไม่ได้เป็นสาเหตุของแผลในกระเพาะสำหรับทุกคน แต่อาจกระตุ้นให้อาการปวด แสบ ท้องอืด หรือกรดไหลย้อนรุนแรงขึ้นในบางราย จึงควรสังเกตอาการของตัวเองมากกว่างดอาหารทุกชนิดแบบเหมารวม

4. ภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อบุกระเพาะและโรคบางชนิด

กระเพาะอักเสบบางประเภทเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันโจมตีเซลล์ในเยื่อบุกระเพาะ หรือสัมพันธ์กับโรคอื่น เช่น โรคโครห์น การไหลย้อนของน้ำดี และภาวะเจ็บป่วยรุนแรง แต่พบได้น้อยกว่าการติดเชื้อ H. pylori และการใช้ยา NSAIDs

ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจต้องตรวจเลือด ส่องกล้อง หรือตัดชิ้นเนื้อเพื่อหาสาเหตุ เพราะการรักษาจะแตกต่างจากอาการปวดท้องทั่วไป

5. อาหารไม่ย่อยแบบไม่มีความผิดปกติทางโครงสร้าง

ผู้ที่ปวดลิ้นปี่ อิ่มเร็ว หรือแน่นท้องเรื้อรังบางราย เมื่อเข้ารับการตรวจแล้วอาจไม่พบแผลหรือโรคที่อธิบายอาการได้ชัดเจน แพทย์อาจวินิจฉัยว่าเป็น อาหารไม่ย่อยชนิดฟังก์ชัน หรือ functional dyspepsia

ภาวะนี้อาจเกี่ยวข้องกับความไวของเส้นประสาทในกระเพาะ การเคลื่อนไหวและการขยายตัวของกระเพาะที่ผิดปกติ รวมถึงความเครียด ความวิตกกังวล หรือปัจจัยอื่นร่วมกัน ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยคิดไปเอง แต่อาการอาจเกิดจากการทำงานของระบบทางเดินอาหารที่ผิดปกติแม้ไม่พบแผล

กินข้าวไม่ตรงเวลาทำให้เป็นโรคกระเพาะจริงหรือ?

การกินอาหารไม่ตรงเวลาไม่ใช่สาเหตุหลักที่ได้รับการยืนยันว่าทำให้เกิดแผลในกระเพาะโดยตรง สาเหตุสำคัญของแผลส่วนใหญ่ยังคงเป็นการติดเชื้อ H. pylori และการใช้ยา NSAIDs

งานด้านโภชนาการยังไม่พบว่าอาหารหรือรูปแบบการกินเพียงอย่างเดียวมีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิด ป้องกัน หรือรักษาแผลในกระเพาะ ดังนั้นความเชื่อที่ว่า “ไม่กินข้าวตรงเวลาแล้วกรดจะกัดกระเพาะจนเป็นแผล” จึงเป็นคำอธิบายที่ง่ายเกินไปและไม่ครอบคลุมสาเหตุที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม การปล่อยให้หิวเป็นเวลานาน กินมื้อใหญ่ กินเร็ว หรือรับประทานอาหารปริมาณมากในครั้งเดียว อาจทำให้อาการปวดแสบลิ้นปี่ คลื่นไส้ แน่นท้อง หรือกรดไหลย้อนกำเริบในบางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาหารไม่ย่อยชนิดฟังก์ชันหรือมีโรคในระบบทางเดินอาหารอยู่เดิม

พูดง่าย ๆ คือ การกินไม่ตรงเวลาอาจกระตุ้นอาการ แต่ไม่ได้เป็นต้นเหตุของโรคกระเพาะทุกกรณี การกินให้เป็นเวลาจึงช่วยลดอาการในบางคนได้ แต่ไม่สามารถกำจัดเชื้อ H. pylori หรือรักษาแผลที่เกิดจากยาได้

เครียดทำให้เป็นโรคกระเพาะหรือไม่?

ความเครียดในชีวิตประจำวันไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของแผลในกระเพาะเหมือนที่เคยเข้าใจกัน แต่ความเครียดและความวิตกกังวลสามารถส่งผลต่อการทำงานของสมองและระบบทางเดินอาหาร ทำให้บางคนไวต่อความเจ็บปวด คลื่นไส้ แน่นท้อง หรืออิ่มเร็วง่ายขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อเครียด หลายคนอาจนอนน้อย กินอาหารไม่เป็นเวลา สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้ยาแก้ปวดบ่อยขึ้น พฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นทางอ้อม ส่วนความเครียดทางร่างกายขั้นรุนแรง เช่น การบาดเจ็บหนัก แผลไหม้รุนแรง หรือภาวะวิกฤตในโรงพยาบาล สามารถทำให้เยื่อบุกระเพาะเสียหายได้ แต่เป็นคนละภาวะกับความเครียดจากการเรียนหรือการทำงานทั่วไป

แพทย์ตรวจหาโรคกระเพาะอย่างไร?

แพทย์จะเริ่มจากสอบถามลักษณะอาการ ระยะเวลาที่เป็น โรคประจำตัว ประวัติการใช้ยาแก้ปวด ยาละลายลิ่มเลือด อาหารเสริม แอลกอฮอล์ และประวัติโรคทางเดินอาหารในครอบครัว ก่อนตรวจร่างกายและพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามความเสี่ยง

การตรวจหาเชื้อ H. pylori อาจทำได้ด้วยการตรวจลมหายใจ ตรวจอุจจาระ หรือเก็บชิ้นเนื้อระหว่างการส่องกล้อง ส่วนการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้นช่วยให้แพทย์มองเห็นเยื่อบุหลอดอาหาร กระเพาะ และลำไส้เล็กส่วนต้น รวมถึงตรวจหาแผล เลือดออก หรือความผิดปกติอื่นได้โดยตรง

เมื่อเป็นโรคกระเพาะแล้ว รักษาอย่างไร?

การรักษาต้องเลือกตามสาเหตุ ไม่ควรใช้เพียงยาแก้ปวดท้องหรือยาลดกรดซ้ำ ๆ โดยไม่ตรวจหาต้นเหตุ เพราะยาอาจช่วยให้อาการดีขึ้นชั่วคราว แต่โรคหรือแผลยังคงอยู่

  • หากตรวจพบเชื้อ H. pylori แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะร่วมกับยาลดการหลั่งกรดตามสูตรที่เหมาะสม ผู้ป่วยต้องกินยาให้ครบและเข้ารับการตรวจยืนยันว่าเชื้อหายแล้วหลังจบการรักษา
  • หากเกิดจากยา NSAIDs แพทย์อาจให้หยุด ลดขนาด หรือเปลี่ยนยา พร้อมพิจารณายาลดกรดกลุ่ม proton pump inhibitor หรือ PPI แต่ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาที่ใช้รักษาโรคประจำตัวเอง
  • หากเป็นแผลในกระเพาะ อาจใช้ยากลุ่ม PPI หรือยากลุ่ม H2 blocker เพื่อช่วยลดกรดและเปิดโอกาสให้แผลหาย
  • หากเป็นอาหารไม่ย่อยชนิดฟังก์ชัน การรักษาอาจประกอบด้วยยาลดกรด ยาช่วยการเคลื่อนไหวของกระเพาะ การปรับอาหาร และการดูแลความเครียดตามอาการของแต่ละคน

แนวทางของ American College of Gastroenterology ระบุว่า ผู้ที่รักษาเชื้อ H. pylori ควรได้รับการตรวจยืนยันการกำจัดเชื้อหลังจบการรักษา ไม่ควรตัดสินจากการที่อาการปวดท้องหายไปเพียงอย่างเดียว

วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการปวดหรือแสบท้อง

  1. กินอาหารในปริมาณพอเหมาะ หากกินมื้อใหญ่แล้วแน่นท้อง อาจแบ่งเป็นมื้อเล็กลง และหลีกเลี่ยงการกินเร็วหรือกินจนแน่นเกินไป
  2. สังเกตอาหารที่กระตุ้นอาการ ไม่จำเป็นต้องงดอาหารทุกอย่าง แต่ควรจดว่าอาหารชนิดใดทำให้ปวด แสบ ท้องอืด หรือคลื่นไส้มากขึ้น
  3. หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และบุหรี่ เพราะอาจทำให้เยื่อบุกระเพาะระคายเคืองและทำให้แผลหายช้า
  4. อย่าซื้อยาแก้ปวดกินต่อเนื่องเอง โดยเฉพาะยาในกลุ่ม NSAIDs หากจำเป็นต้องใช้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเรื่องชนิดและขนาดที่เหมาะสม
  5. กินยาตามคำสั่งให้ครบ โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะสำหรับกำจัดเชื้อ H. pylori ไม่ควรหยุดเมื่ออาการดีขึ้น
  6. พักผ่อนและจัดการความเครียด เพราะแม้ความเครียดไม่ใช่สาเหตุหลักของแผล แต่สามารถกระตุ้นให้อาการทางกระเพาะรุนแรงขึ้นได้

หากต้องซื้อยาลดกรดหรือยาบรรเทาอาการกินเอง ควรอ่านฉลากและสอบถามเภสัชกร โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งครรภ์ มีโรคไต โรคตับ โรคหัวใจ หรือใช้ยาประจำหลายชนิด หากอาการไม่ดีขึ้นหรือกลับมาเป็นบ่อยควรพบแพทย์แทนการซื้อยากินต่อเนื่อง

ป้องกันโรคกระเพาะได้อย่างไร?

แม้ไม่สามารถป้องกันอาการผิดปกติของกระเพาะได้ทุกกรณี แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการใช้ยาแก้ปวดอย่างระมัดระวัง ไม่เพิ่มขนาดหรือใช้ยาหลายชนิดซ้ำกันเอง งดสูบบุหรี่ ลดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ และเข้ารับการรักษาหากตรวจพบเชื้อ H. pylori

การกินอาหารเป็นเวลาและไม่ปล่อยให้หิวจัดอาจช่วยให้บางคนมีอาการน้อยลง แต่ไม่ควรให้ความสำคัญกับเวลาอาหารจนมองข้ามสาเหตุหลัก หากมีอาการปวดท้องบ่อย ควรตรวจสอบยาที่ใช้อยู่และพบแพทย์เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องตรวจหาเชื้อหรือส่องกล้องหรือไม่

อาการแบบไหนควรพบแพทย์?

ควรนัดพบแพทย์หากมีอาการปวดหรือแสบท้องเกิดขึ้นบ่อย ไม่ดีขึ้นหลังดูแลตัวเอง อิ่มเร็วมากผิดปกติ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ กลืนลำบาก อาเจียนบ่อย อ่อนเพลีย หรือสงสัยว่ามีภาวะโลหิตจาง

ควรไปโรงพยาบาลทันที หากมีอาการอาเจียนเป็นเลือด อาเจียนมีลักษณะคล้ายกากกาแฟ ถ่ายดำเหนียวหรือมีเลือดปน ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน หน้าท้องกดเจ็บมาก เวียนศีรษะ เป็นลม หัวใจเต้นเร็ว หรือมีอาการคล้ายภาวะช็อก เพราะอาจเป็นสัญญาณของเลือดออกหรือแผลทะลุในระบบทางเดินอาหาร

สรุปแล้ว กินอาหารไม่ตรงเวลาเป็นต้นเหตุของโรคกระเพาะหรือไม่?

คำตอบคือ การกินอาหารไม่ตรงเวลาอาจทำให้อาการปวด แสบ หรือแน่นท้องกำเริบในบางคน แต่ไม่ใช่สาเหตุหลักของแผลในกระเพาะ ต้นเหตุที่พบบ่อยกว่าคือการติดเชื้อ H. pylori และการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ขณะที่ผู้ป่วยอีกส่วนหนึ่งอาจมีภาวะกระเพาะอักเสบ อาหารไม่ย่อยชนิดฟังก์ชัน หรือโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกัน

ดังนั้น การกินให้ตรงเวลาอาจช่วยให้รู้สึกสบายท้องขึ้น แต่ไม่ควรถูกใช้แทนการตรวจวินิจฉัย หากอาการเกิดซ้ำ รุนแรง หรือมีสัญญาณอันตราย ควรพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและรักษาให้ถูกจุด มากกว่าทนปวดหรือซื้อยากินเองไปเรื่อย ๆ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล