รู้จักภาวะ "มดลูกแตก" ภัยเงียบแต่สุดอันตรายของแม่ตั้งครรภ์ อันตรายถึงชีวิตแม่และลูก

รู้จักภาวะ "มดลูกแตก" ภัยเงียบแต่สุดอันตรายของแม่ตั้งครรภ์ อันตรายถึงชีวิตแม่และลูก

รู้จักภาวะ "มดลูกแตก" ภัยเงียบแต่สุดอันตรายของแม่ตั้งครรภ์ อันตรายถึงชีวิตแม่และลูก
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

รู้จักภาวะ "มดลูกแตก" ภัยเงียบที่อันตรายที่สุดของแม่ตั้งครรภ์ เสี่ยงถึงชีวิตทั้งแม่และลูก

ภาวะ "มดลูกแตก" (Uterine Rupture) ถือเป็นฝันร้ายและภาวะวิกฤตทางสูติกรรมที่น่ากลัวที่สุดอย่างหนึ่ง แม้จะพบได้ไม่บ่อย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วมีความรุนแรงถึงชีวิตทั้งต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ ข้อมูลจาก Cleveland Clinic สถาบันการแพทย์ชื่อดังระบุว่า ภาวะนี้คือการที่ผนังมดลูกฉีกขาดทะลุผ่านทั้ง 3 ชั้น (เยื่อบุโพรงมดลูก, กล้ามเนื้อมดลูก และเยื่อหุ้มมดลูก) ส่งผลให้ทารกอาจหลุดเข้าไปในช่องท้องของมารดา ซึ่งต้องได้รับการผ่าตัดช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่สุด

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูง?

แม้สถิติภาพรวมทั่วโลกจาก StatPearls จะระบุว่าโอกาสเกิดมดลูกแตกอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 5,000 ถึง 1 ใน 7,000 ของการคลอด แต่ตัวเลขนี้จะเปลี่ยนไปทันทีในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะ "คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาก่อน"

ข้อมูลจาก AAFP (American Academy of Family Physicians) ชี้ให้เห็นว่า ในสตรีที่มีแผลผ่าตัดมดลูกแบบขวางที่มดลูกส่วนล่าง อัตราการแตกจะอยู่ที่ประมาณ 0.2 ถึง 1.5% นอกจากนี้ Mayo Clinic ยังเตือนว่า ผู้ที่มีแผลผ่าตัดแบบแนวตั้ง (Classical incision) มีความเสี่ยงสูงกว่ามากและไม่ควรพยายามคลอดเองทางช่องคลอด

ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ โรงพยาบาลสมิติเวช และ StatPearls ระบุไว้ ได้แก่:

  • การใช้ยาเร่งคลอดปริมาณมากหรือนานเกินไป
  • มดลูกขยายตัวมากเกินไป เช่น ตั้งครรภ์แฝด หรือทารกตัวใหญ่มาก
  • เคยขูดมดลูก หรือผ่าตัดเนื้องอกมดลูก
  • เกิดอุบัติเหตุกระแทกหน้าท้องอย่างรุนแรง

สัญญาณเตือน "มดลูกแตก" ที่ต้องสังเกตทันที

การวินิจฉัยภาวะนี้ต้องแข่งกับเวลา โดย นายแพทย์ Kevin S. Toppenberg จาก AAFP ระบุว่า สัญญาณที่ไวที่สุดและพบได้บ่อยที่สุดคือ "อัตราการเต้นของหัวใจทารกผิดปกติ" โดยเฉพาะภาวะหัวใจเต้นช้าลงอย่างกะทันหัน

ในขณะที่ตัวคุณแม่เอง ข้อมูลจาก โรงพยาบาลเปาโล และ Cleveland Clinic แนะนำให้สังเกตอาการทางกายภาพ ดังนี้:

  • รู้สึกเจ็บหน้าท้องรุนแรงเฉียบพลัน หรือรู้สึกเหมือนมีอะไร "ฉีกขาด" ในท้อง
  • การเจ็บครรภ์หดรัดตัวหยุดชะงักไปดื้อๆ
  • มีเลือดออกทางช่องคลอด (บางรายอาจไม่มี เพราะเลือดออกในช่องท้อง)
  • หน้ามืด วิงเวียน เป็นลม หรือเข้าสู่ภาวะช็อกจากการเสียเลือด

การรักษาและนาทีชีวิต

เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเกิดภาวะมดลูกแตก การรักษามาตรฐานตามแนวทางของ ACOG คือการผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน (Emergent Cesarean Delivery) ให้เร็วที่สุด เพื่อช่วยชีวิตทารกจากการขาดออกซิเจน ซึ่งทาง AAFP ระบุว่าผลลัพธ์ที่ดีที่สุดมักเกิดขึ้นเมื่อสามารถนำทารกออกมาได้ภายใน 17 นาทีหลังเริ่มมีสัญญาณชีพผิดปกติ

สำหรับการรักษาตัวมดลูก แพทย์จะพิจารณาเย็บซ่อมแซมหากรอยแตกไม่รุนแรง แต่ในกรณีที่เลือดออกไม่หยุดหรือแผลฉกรรจ์ แพทย์อาจมีความจำเป็นต้อง "ตัดมดลูก" เพื่อรักษาชีวิตของคุณแม่ไว้

เคย "มดลูกแตก" หรือ "ผ่าคลอด" จะมีลูกได้อีกไหม?

คำถามนี้คาใจคุณแม่หลายท่าน ทางด้าน พ.ต.อ.พญ. บงกช นราพุฒิ จาก โรงพยาบาลสมิติเวช ให้คำแนะนำว่า หากมดลูกไม่ถูกตัดออก คุณแม่ยังสามารถตั้งครรภ์ได้ แต่ควรวางแผนเว้นระยะการมีบุตรอย่างน้อย 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปี เพื่อให้แผลสมานตัวแข็งแรงเต็มที่ และท้องต่อไปจำเป็นต้องใช้วิธี "ผ่าคลอด" เท่านั้น เพื่อป้องกันแผลปริแตกซ้ำ

บทสรุป: ภาวะมดลูกแตกเป็นเรื่องวิกฤตที่ป้องกันได้ด้วยการฝากครรภ์สม่ำเสมอ และแจ้งประวัติการผ่าตัดอย่างละเอียดให้แพทย์ทราบ เพื่อวางแผนการคลอดที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทั้งแม่และลูก

แหล่งอ้างอิง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล