สัญญาณเตือนคุณกำลังเสี่ยง ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำอยู่หรือเปล่า

สัญญาณเตือนคุณกำลังเสี่ยง ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำอยู่หรือเปล่า

สัญญาณเตือนคุณกำลังเสี่ยง ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำอยู่หรือเปล่า
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ระดับน้ำตาลในเลือดคือตัวชี้วัดสำคัญของสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การที่ระดับน้ำตาลสูงหรือต่ำเกินไปล้วนเป็นอันตรายต่อร่างกาย และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงถึงชีวิตได้ การสังเกตอาการภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และต่ำเหล่านี้ และรู้วิธีรับมืออย่างทันท่วงที จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณและคนรอบข้างควรรู้

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia)

น้ำตาลในเลือดสูง คือภาวะที่ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ โดยทั่วไปจะถือว่ามีน้ำตาลในเลือดสูงเมื่อระดับน้ำตาลในเลือด มากกว่า 99 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หลังอดอาหาร 8 ชม. และ เกิน 140 มก./ดล. หลังมื้ออาหาร 2 ชม.

สาเหตุหลักที่พบบ่อย

  • ในผู้ป่วยเบาหวาน: เกิดจากการควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีพอ เช่น กินยาหรือฉีดอินซูลินไม่สม่ำเสมอ หรือยาไม่เพียงพอ
  • การกินอาหาร: บริโภคอาหารที่มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป
  • การเคลื่อนไหว: ไม่ได้ออกกำลังกาย หรือเคลื่อนไหวน้อยกว่าปกติ
  • ความเครียด: ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่เพิ่มน้ำตาลในเลือด
  • การเจ็บป่วย/ติดเชื้อ: เมื่อร่างกายเจ็บป่วย ระบบภูมิคุ้มกันจะทำงานหนัก และอาจทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้น
  • ยาบางชนิด: เช่น ยาสเตียรอยด์

อาการของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (มักจะค่อยๆ เกิดขึ้น)

  • ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ: โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนกลางคืน
  • กระหายน้ำมากผิดปกติ: ดื่มน้ำเท่าไหร่ก็ยังรู้สึกคอแห้ง
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย: แม้จะพักผ่อนเพียงพอ
  • น้ำหนักลดผิดปกติ: ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจลดน้ำหนักและกินอาหารเท่าเดิมหรือมากขึ้น
  • ตาพร่ามัว: การมองเห็นไม่ชัดเจน หรือรู้สึกเหมือนมีหมอกบัง
  • แผลหายช้า: แผลถลอก แผลจากการผ่าตัด หรือรอยขีดข่วนใช้เวลานานกว่าปกติในการสมานตัว
  • ชาปลายมือปลายเท้า: อาจมีอาการรู้สึกยิบๆ คล้ายเข็มทิ่ม หรือรู้สึกปวดแสบปวดร้อน (หากเป็นเรื้อรัง)
  • ผิวหนังแห้ง คัน: อาจเกิดจากการขาดน้ำ

สิ่งที่คุณควรทำเมื่อมีอาการน้ำตาลสูง

  • ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ: ช่วยลดภาวะขาดน้ำและช่วยให้ไตขับน้ำตาลส่วนเกินออกไป
  • ปรึกษาแพทย์หรือพยาบาล: แจ้งอาการและระดับน้ำตาลที่วัดได้ เพื่อให้แพทย์พิจารณาปรับแผนการรักษา
  • ปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัด: ทั้งการกินยา การฉีดอินซูลิน และการควบคุมอาหาร

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)

น้ำตาลในเลือดต่ำ คือภาวะที่ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดลดลงต่ำกว่าปกติ โดยทั่วไปจะถือว่ามีน้ำตาลในเลือดต่ำเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดน้อยกว่า 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและเป็นอันตรายหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที เพราะสมองจะขาดพลังงานที่จำเป็น

สาเหตุหลักที่พบบ่อย

มักเกิดจากการกินอาหารน้อยไปหรือทานไม่ตรงเวลา กินยาลดระดับน้ำตาลในเลือดบางชนิดเกินขนาด หรือฉีดยาอินซูลินมากเกินไป รวมถึงอาจเกิดจากการออกกำลังกาย หรือทำงานมากกว่าปกติ

อาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (มักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว)

  • เหงื่อออกมากผิดปกติ: แม้จะอยู่ในที่อากาศเย็น
  • ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว: รู้สึกเหมือนหัวใจจะกระโดดออกมา
  • หิวจัด: รู้สึกหิวรุนแรงผิดปกติ
  • มือสั่น ตัวสั่น: ควบคุมการสั่นไม่ได้
  • อ่อนเพลีย หมดแรง: ไม่มีแรงแม้จะพักผ่อนมาแล้ว
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด ตาลาย: รู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นลม
  • สับสน กระสับกระส่าย หงุดหงิดง่าย: อาจมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากปกติ
  • ปวดศีรษะ: อาจรู้สึกปวดหน่วงๆ ที่ศีรษะ
  • ปากซีด: ริมฝีปากดูซีดเซียว
  • หมดสติ หรือชัก: ในกรณีที่น้ำตาลลดต่ำลงมากและรุนแรง ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน

สิ่งที่คุณควรทำเมื่อมีอาการน้ำตาลต่ำ

เมื่อมีอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้รีบเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดทันทีด้วย "คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว" ที่ดูดซึมเร็ว

  • ดื่มน้ำผลไม้ 100% ครึ่งแก้ว (ประมาณ 120 มล.) เช่น น้ำส้ม น้ำองุ่น
  • ดื่มน้ำหวาน 1 แก้ว (เช่น น้ำอัดลมที่ไม่ใช่น้ำตาลเทียม)
  • กินลูกอม 2-3 เม็ด หรือ น้ำผึ้ง/ไซรัป 1-2 ช้อนโต๊ะ
  • นั่งพักรอประมาณ 15 นาที แล้ววัดระดับน้ำตาลซ้ำ
  • หากอาการไม่ดีขึ้นหรือน้ำตาลยังต่ำกว่า 70 mg/dL ให้กิน/ดื่มซ้ำ แล้วรีบไปโรงพยาบาล
  • หากผู้ป่วยหมดสติ: ห้ามป้อนอาหารหรือน้ำเข้าปากโดยเด็ดขาด! เพราะอาจสำลักได้ ให้จับผู้ป่วยนอนตะแคง และรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที หรือใช้ Glucagon kit หากได้รับการฝึกฝนและแพทย์แนะนำให้มีติดตัว

การทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของอาการน้ำตาลสูงและน้ำตาลต่ำ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพของตนเองและคนรอบข้าง โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน การสังเกตสัญญาณเตือนภาวะน้ำตาลสูงและต่ำเหล่านี้อย่างใกล้ชิด และรู้วิธีรับมือที่ถูกต้อง จะช่วยป้องกันภาวะฉุกเฉินและลดความรุนแรงของโรคได้ อย่าลืมปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เสมอเพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาวะร่างกายของคุณ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล