เด็กวัด ตอน เมื่อได้รับพลัง...

เด็กวัด ตอน เมื่อได้รับพลัง...

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

"ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะได้มาเป็นเด็กวัดตอนอายุ 23 !?" เอกคิดในใจ เอกเป็นเด็กวัดอยู่รับใช้หลวงตามาประมาณ 2 เดือน โดยอาศัยอยู่ห้องเดียวกับดำ และตกลงจะเรียนปริญญาตรีจนจบจึงจะเริ่มหางานประจำทำใหม่อีกครั้ง

"เอกโว๊ยยย เฮ๊ย! อยู่ไหนวะ ? "

เอกเดินขึ้นบันไดกุฏิหลวงตา

เมื่อเข้ามาในกุฏิ

ดำเรียกขณะที่เอกกำลังล้างจานหลังจากกินข้าวก้นบาตรตอนเช้าเสร็จ "อยู่นี่ มีไรวะ"เอกตอบ "เมื่อคืนมึงได้ยินเสียงอะไรมั๊ยวะ ดังมาจากห้องร้างที่ใช้เก็บของริมกำแพงวัด" ดำเล่า "ไม่ได้ยินอะไร ทำไมวะผีหลอกมึงหรือไง ไร้สาระ ไอ้ดำ มึงอยู่วัดก่อนกูกี่ปี มึงเคยเห็นผีที่วัดนี้ด้วยเหรอวะ กูมาอยู่กะมึง 2 เดือนกูยังไม่เคยเห็น" เอกตอบ "เอ๋า ไอ้บ้า กูยังเล่าไม่จบก็ใส่เอาๆ เชียวมึง เมื่อคืนตอนนอนกูได้ยินเสียง กุ๊กๆ กั๊กๆเห็นมึงหลับ กูเลยลองเดินไปดูกลัวเป็นขโมย พอเดินไปใกล้ๆ เห็นไฟที่หน้าต่างห้องร้างสว่าง วูบ วาบ กูเลยมั่นใจว่าขโมยชัวร์ แต่พอไปถึง มันดันเป็นแสงเหมือนหิ่งห้อย 4-5 ดวง ลอยไป ลอยมา แล้วก็ลอยวูบหายเข้าไปในหัวเตียงเก่า ในห้องร้างนั่น แล้วก็เงียบสนิท กูทั้งงง ทั้งตกใจ เลยรีบกลับมานอน มึงก็ยังหลับไม่รู้เรื่อง" ดำเล่าปนบ่นเล็กน้อย " เออไม่มีอะไรหลอกมึง มึงคงละเมอ ไม่ก็ฝันค้างนั่นแหละ มีอะไร เดี๋ยวค่อยคุยละกัน เมื่อกี้ ไอ้บอยมันว่า หลวงตาให้กูขึ้นไปหาบน กุฏิ ไม่รู้ว่าท่านมีอะไรจะใช้กู" เอกตอบ หลังจากคุยกับดำเสร็จ เอกก็ไปหาหลวงตาบนกุฏิ ตามที่บอยเด็กวัดรุ่นเล็กวัย 9 ขวบ มาบอกกล่าว พลางก็อดชื่นชมความเก่าของกุฏิไม้หลังนี้ไม่ได้ ซึ่งตามคำบอกเล่าเมื่อก่อนเคยเป็นเรือนไม้ของเจ้านายในวังหลวง สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และถูกย้ายมาที่วัดแห่งนี้โดยให้ ทหารและชาวบ้านช่วยกันยกย้ายมาทั้งเรือน ซึ่งก็แสดงว่า วัดแห่งนี้สร้างขึ้นมาก่อนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก็เห็นหลวงตากำลังจิบน้ำชาหลังจากฉันทร์อาหารเช้าเสร็จ "หลวงตา มีอะไรจะให้เอกรับใช้ครับ" เอกถาม "เอ้อ ป่าว กูไม่มีอะไรจะใช้มึงหรอก กูเห็นมึงมาอยู่นานหลายเดือนแล้ว แล้วมึงก็รับใช้กูดีไม่มีขาดตกบกพร่อง กูเลยจะให้มึงแยกห้องกะไอ้ดำ เผื่อมึงต้องการสมาธิอ่านหนังสือ" หลวงตาเอ่ยกับเอก "แต่ตอนนี้ผมไม่เห็นมีห้องสำหรับเด็กวัดห้องไหนว่างนี่ครับหลวงตา หลวงตาจะให้ผมไปอยู่ห้องไหนครับ" เอกถาม "มึงไปอยู่ห้องเก็บของข้างกำแพงวัด แล้วก็ทำความสะอาดซะให้ดี ห้องนั้นมันสงบเหมาะที่จะทำสมาธิ " หลวงตาบอก "แต่ห้องนั้นมันร้างมานานแล้วนะครับหลวงตา ไม่เห็นมีใครกล้าอยู่ สงสัยเด็กวัดรุ่นก่อนคงจะเฮี้ยน ! เลยไม่มีใครกล้าอยู่" เอกตอบขณะที่ในใจนึกถึงเรื่องที่ดำเล่าเมื่อสักครู่ก่อนมาหาหลวงตา

"บ๊ะ! ไอ้นี่ เด็กวัดรุ่นก่อนที่มึงว่าเฮี้ยนนะ กูเอง !? กูเคยอยู่สมัย 60 กว่าปีก่อนตอนกูยังเป็นเด็กวัดเหมือนมึง แล้วกูก็เก็บห้องไว้สำหรับคนที่เหมาะสมเท่านั้น" หลวงตาบอกพลางยื่นกุญแจห้องให้เอก ขณะที่เอกหน้าแดงเพราะความอาย เมื่อรู่ว่าเป็นห้องของหลวงตา ขณะที่เอกกำลังจะลุกขึ้นเพื่อไปทำความสะอาดห้อง หลวงตารั้งเอกไว้ และพูดต่อถึงสิ่งสำคัญกับเอก "เดี๋ยว ไอ้เอก มึงฟังกูก่อน มึงต้องตั้งใจฟังนะ กูคิดว่ากูมองคนไม่ผิด กูถึงยกห้องนี้ให้มึง กูใช้ญาณ เพ่งมองมึงตั้งแต่วันแรก จน ถึงวันนี้ กูคิดว่ามึงพร้อมแล้ว จงตั้งใจฟังให้ดี มึงเอาจีวรผืนเก่าของกูไปใช้แทนผ้าห่ม กูอนุญาต มึงเอาบาตรเก่านี้ไปด้วย เอาไปวางไว้บนหัวเตียงเก่า ก่อนนอนให้ตั้งสมาธิ แล้วอธิษฐาน ว่า เมฆา ราเชน เวทย์ อชิตะ สิงหล จงมารวมฤทธิ์ มึงต้องท่องจำให้ขึ้นใจ แล้วพรุ่งนี้มึงมาหากูหลังจากกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว" หลวงตาบอกเอก เมื่อท่องจำขึ้นใจแล้ว เอกจึงรับจีวรเก่า พร้อมบาตร เดินไปยังห้องร้างเก่า

ขณะที่เอกทำความสะอาดห้อง ก็มองเห็นถึงความสวยงามและคุณค่าของสิ่งของทุกชิ้นที่อยู่ในห้อง ไม่ว่าจะเป็นเตียงไม้ซึ่งเป็นไม้กลึงทาด้วยสีน้ำมันสีเขียวอ่อนซึ่งเก่าจนแตกลายงา โต๊ะหนังสือไม้สักซึ่งยังดูแข็งแรง และตู้เสื้อผ้าไม้สักหลังใหญ่ 2 ประตูบานเปิด แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมห้องเด็กวัดถึงใหญ่โตกว้างขวาง และมีเฟอร์นิเจอร์ดีๆ ขนาดนี้คิดพลางก็วางผืนจีวรเก่าลงบนเตียงที่ทำความสะอาดเรียบร้อย และวางบาตรลงบนหัวเตียงนอนตามที่หลวงตาสั่งมา หลังจากเก็บกวาดห้องจนเกือบเสร็จเอกพึ่งจะรู้สึกตัวว่าท้องฟ้าด้านนอกมืดซะแล้ว จึงมองดูที่นาฬิกาปลุกเรือนเก่าซึ่งยังคงใช้การได้ดีตั้งอยู่บนหัวเตียงใกล้กับบาตรที่เพิ่งนำไปวางขณะเก็บกวาดห้อง " เฮ๊ย! 3 ทุ่ม กว่าแล้ว ข้าวก็ไม่ได้กินอะไรวะเนี่ย คิดว่าจะทำแป๊บเดียวเสร็จเล่นซะมืดเลย ไอ้ดำก็ไม่มาตามเลย เออ ยังไม่ได้บอกมันนี่หว่าว่าเราย้ายมาห้องนี้ ไม่กงไม่กินแล้วนอนเลยดีกว่า " เอกบ่นพลางเอนหลังลงนอนบนที่นอนที่เพิ่งจัดเสร็จเมื่อสักครู่ ขณะที่กำลังเริ่มเคลิ้มก็ต้องตกใจ สะดุ้งจนตัวกระเด้งขึ้นมานั่งบนเตียง " ตายห่เกือบลืมที่หลวงตาสั่ง " พูดพลางก็พนมมือและท่องมนต์ที่หลวงตาสั่งมาอย่างตั้งใจ "เมฆาราเชนเวทย์อชิตะสิงหลจงมารวมฤทธิ์ " จากนั้นจึงนอนและหลับอย่างง่ายดายด้วยความเพลีย

เวลาผ่านไปขณะที่เข็มนาฬิกาเรือนเก่า บอกเวลา ตี3 ก็เกิดประกายแสงคล้ายหิ่งห้อยแต่ใหญ่กว่าประมาณ 3 เท่า จำนวน 5 ดวง ลอยล่องออกมาจากหัวเตียงเก่าทีละดวงๆๆ ลอยไปลอยมาอยู่เหนือร่างของเอก เหมือนจะสำรวจให้ละเอียดถ้วนถี่ จากนั้นแสงทั้ง 5 ดวงก็ไปหยุดอยู่ที่จีวรผืนเก่า และมีเสียงของผู้ชายที่แหบพล่าดังแว่วมาว่า " หนุ่มน้อยคนนี้ คือผู้สืบทอดอย่างถูกต้อง " จากนั้นแสงทั้ง 5 ดวงก็ลอยวนม้วนวนๆๆ ลงไปในบาตรเก่า มีเสียงดัง "ก๊องเเก๊งๆๆๆๆๆๆ" พร้อมๆกับที่เอกได้นิมิตรเห็นชายหนุ่ม 5 คน หน้าตาคมคายผิวกายหมดจด ยังกะนายแบบสุดฮอตจากนิตยสารชั้นนำ เพียงแต่ชุดที่สวมใส่นั้นน่าจะเป็นเจ้าชายจากหนังจักรๆวงศ์ๆละครพื้นบ้านซะมากกว่า ชายหนุ่มทั้ง 5 ได้แนะนำตัวกับเอก

" เราเมฆา ภูติคุ้มครองเจ้า เราสถิตย์อยู่ในแหวนนิ้วเท้าทั้ง 2 ข้าง" ชายหนุ่มผู้สวมสร้อยเพชรเม็ดเขื่องเกือบเท่ากำปั้นกล่าว

" เราราเชน ภูติคุ้มครองเจ้า เราสถิตย์อยู่ในแหวนนิ้วชี้ ข้างขวา" ชายหนุ่มผู้สวมสร้อยบุษราคัมกล่าว

" เราเวทย์ ภูติคุ้มครองเจ้า เราสถิตย์อยู่ในห่วงหูทั้ง 2 ข้าง" ชายหนุ่มผู้สวมสร้อยมรกตสีเขียววาววับกล่าว

" เราอชิตะ ภูติคุ้มครองเจ้า เราสถิตย์อยู่ในห่วงคอ" ชายหนุ่มผู้สวมสร้อยพลอยแดงกล่าว

" เราสิงหล ภูติคุ้มครองเจ้า เราสถิตย์อยู่ในกำไลมือทั้ง 2 ข้าง" ชายหนุ่มผู้สวมสร้อยนิลดำกล่าว

หลังจากแนะนำตัวเสร็จ เอกจึงถามว่า "พวกท่านเป็นใครต้องการอะไร คุ้มครองผมเรื่องอะไร ครับ"เสียงของชาย 1 ใน 5 ตอบ "อีกไม่นานเจ้าก็จะรู้เอง พวกเราต้องไปก่อน แล้วเจอกัน จอมทัพพลังเวทย์ "จากนั้นร่างของชายทั้ง 5 ก็หายไป ขณะที่เอกตื่นด้วยความตกใจและกำลัง งุนงงอยู่กับความฝัน ก็พลันสังเกตุเห็นประกายแสงสว่างวาบ ออกมาจากในบาตรเก่าที่วางไว้บนหัวเตียง เมื่อมองดูก็พบกับสิ่งแปลกประหลาดในบาตร นั่นคือ แหวน 1 วง , แหวนนิ้วเท้า 2 วง , ห่วงใส่หู 1 คู่ , ห่วงคอ และกำไล 1 คู่ " เฮ๊ย อะไรกันวะ !? " เอกอุทานด้วยความตกใจ

ติดตามตอนต่อไปนะครับ ตอนนี้เอกได้ของวิเศษมาแล้ว..... เม้นท์กันบ้างนะครับ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล