
คนค้ำประกัน ต้องใช้หนี้แทนทั้งหมดจริงไหม? กฎหมายใหม่อาจไม่เป็นอย่างที่คิด
หลายคนอาจคิดว่า “ผู้ค้ำประกัน” ต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งหมดแทนลูกหนี้ทันที หากอีกฝ่ายเบี้ยวหนี้ แต่จริงๆ แล้ว กฎหมายค้ำประกันฉบับใหม่ได้เพิ่มความคุ้มครองให้ผู้ค้ำมากขึ้น ทั้งเรื่องวงเงิน ระยะเวลาค้ำประกัน และสิทธิเรียกร้องให้เจ้าหนี้ไปติดตามลูกหนี้ก่อน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเซ็นค้ำให้ใคร
คนค้ำประกัน ต้องใช้หนี้แทนทั้งหมดจริงไหม?
ในช่วงเศรษฐกิจที่หลายคนหมุนเงินไม่ทัน การกู้เงินจึงกลายเป็นทางออกของทั้งพ่อค้าแม่ค้าและคนหาเช้ากินค่ำ ซึ่งหลายกรณีจำเป็นต้องมี “ผู้ค้ำประกัน” เพื่อให้กู้ผ่าน
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยคือ เมื่อลูกหนี้ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ ผู้ค้ำประกันกลับต้องกลายเป็นคนรับภาระแทน ทั้งเสียเงินและเสียความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัว
กฎหมายใหม่ คุ้มครองผู้ค้ำประกันมากขึ้น
ปัจจุบันมีการบังคับใช้กฎหมายค้ำประกันฉบับปรับปรุงใหม่ พ.ศ. 2558 ซึ่งช่วยลดความเสียเปรียบของผู้ค้ำประกันเมื่อเทียบกับอดีต
กฎหมายดังกล่าวอ้างอิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688 และ 689 รวมถึงประกาศควบคุมสัญญาของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

4 ข้อควรรู้สำหรับ “คนค้ำประกัน”
1. จำกัดวงเงินและระยะเวลาค้ำได้
ผู้ค้ำประกันสามารถจำกัดวงเงินสูงสุดและระยะเวลาในการค้ำประกันได้ ควรตกลงกับลูกหนี้เพื่อกำหนดเพดานชำระหนี้แทนให้ดี และเซ็นสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษร
2. ไม่ต้องรับผิดทุกอย่าง แทนลูกหนี้
ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดชอบมูลหนี้ทั้งหมดให้แทนลูกหนี้ทุกประการอีกต่อไป หมายถึงว่า ผู้ค้ำประกันจะรับผิดชอบชำระหนี้แทนในส่วนของตนเท่านั้น ไม่ต้องรับผิดชอบดอกเบี้ย
3. ใช้สิทธิไล่เบี้ยได้
หากผู้ค้ำประกันต้องจ่ายหนี้แทนลูกหนี้ ก็สามารถฟ้องเรียกเงินคืน พร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายอื่นๆ ได้ภายหลัง
4. เจ้าหนี้ต้องติดตามลูกหนี้ก่อน
หากลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องแจ้งผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน และต้องพยายามติดตามหนี้จากลูกหนี้ก่อน จึงจะมาเรียกกับผู้ค้ำประกันได้
ก่อนค้ำประกันใคร ต้องคิดเผื่อวันที่เขาจ่ายไม่ไหว
แม้กฎหมายใหม่จะช่วยคุ้มครองผู้ค้ำประกันมากขึ้น แต่การเซ็นค้ำให้ใครสักคนก็ยังเป็นความเสี่ยงทางการเงินที่สำคัญ เพราะหากลูกหนี้มีปัญหา ผู้ค้ำก็อาจต้องรับภาระแทนอยู่ดี ดังนั้นก่อนตัดสินใจค้ำประกัน ควรถามตัวเองให้ชัดว่าหากวันหนึ่งต้องใช้หนี้แทนจริงๆ เรารับไหวหรือไม่
อ่านเพิ่มเติม