
จามจุรีศรีจุฬาฯ ต้นไม้สัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงความเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ใครก็ตามที่ได้มีโอกาสได้มาเรียน มาทำงาน หรือแม้แต่ขับรถผ่านเข้ามาภายในรั้วจุฬาฯ โดยเฉพาะเส้นทางที่เข้าจากทางประตูใหญ่ฝั่งสระน้ำจุฬาฯ จะเห็นภาพความร่มรื่นของแนวจามจุรีต้นใหญ่อยู่ตลอดเส้นทาง จะว่าไปแล้วต้นจามจุรีไม่ได้เป็นเพียงแค่ต้นไม้ประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนผู้พิทักษ์ที่ยืนตระหง่านแผ่กิ่งก้าน ให้ร่มเงาบรรเทาทุกข์ในยามแดดร้อนระอุ เป็นปอดธรรมชาติสร้างอากาศบริสุทธิ์ให้กับชาวจุฬาฯ และชุมชนโดยรอบมาอย่างยาวนาน
มีข่าวที่น่ายินดีของชาวจุฬาฯ ในปีนี้ ก็คือกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้คัดเลือกให้กลุ่มต้นจามจุรี 5 ต้น ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริเวณด้านหน้าหอประชุมจุฬาฯ เป็น “1 ใน 88 ต้นไม้รุกขมรดกของแผ่นดิน” ประจำปี พ.ศ. 2562 เพื่อส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมให้กับชุมชน และยังใช้เป็นกุศโลบายให้เด็กๆ และคนทั่วไปเห็นความสำคัญของต้นไม้ สร้างการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ดูแล ซึ่งสอดรับกับแนวนโยบายของเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืน และมหาวิทยาลัยสีเขียวของจุฬาฯ
กลุ่มต้นจามจุรี 5 ต้นที่ได้รับคัดเลือกในปีนี้ ผ่านเกณฑ์สำคัญหลายข้อ เช่น ความเป็นไม้ใหญ่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ อยู่ในพื้นที่ที่มีความสำคัญ เป็นต้นไม้ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกา ธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงนำมาจากพระราชวังไกลกังวล และเสด็จพระราชดำเนินมาทรงปลูกพระราชทานแก่ชาวจุฬาฯ ด้วยพระองค์เอง ตั้งแต่ปี 2505
“ชาวจุฬาฯ จะได้อาศัยร่มเงาในการเดินทาง และพักผ่อนแล้ว ก้าน-ใบจามจุรีก็มีการใช้ในกิจกรรมแข่งกีฬา หรือรับน้องใหม่มาตลอดจนถึงปัจจุบัน เช่น ประเพณีของคณะสถาปัตยกรรม ที่ต้องนำใบจามจุรีมาโปรยลงมาจากโถงบันไดในพิธีรับน้องคณะทุกปี และยังมีการนำไปใช้ในการออกแบบ เช่น อินธนูชุดขาวลายช่อจามจุรีปักดิ้นทองของพนักงานมหาวิทยาลัย และตราสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ใช้ภายในจุฬาฯ เป็นต้น” ศ.เลอสม สถาปิตานนท์ ที่ปรึกษาอธิการบดี กล่าว
ในปี 2540 จุฬาฯ มีโครงการ “จุฬาฯ 80 ปี จามจุรี 80 ต้น” เพื่อทยอยปลูกต้นจามจุรีให้เขียวขจีเพิ่มขึ้นในเขตการศึกษาของมหาวิทยาลัย และในระหว่างปี 2559 – 2560 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงปลูกต้นกล้าจามจุรี จำนวน 6 ต้น ที่เพาะเมล็ดจากต้นจามจุรีพระราชทาน ทั้ง 5 ต้น บริเวณด้านหน้าอุทยาน 100 ปี จุฬาฯ ในวันครบรอบ 100 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในปีถัดมา ทรงปลูกต้นกล้าจามจุรีเพิ่มอีก 9 ต้น บริเวณด้านในของอุทยาน 100 ปี จุฬาฯ
จุฬาฯ ได้ใช้ประโยชน์จากต้นจามจุรี ในเชิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย “นอกจากนี้ใบจามจุรีแห้งให้ธาตุไนโตรเจนสูง จุฬาฯ เรามีโรงปุ๋ยสำหรับหมักใบจามจุรีที่ร่วงลงมา ทำให้ประหยัดงบประมาณ ในการบำรุงรักษาต้นไม้ได้เป็นจำนวนมาก” ศ.เลอสม เสริม
ปัจจุบันต้นจามจุรีในจุฬาฯ มีจำนวนทั้งสิ้น 459 ต้น ต้นที่มีความสูงที่สุด คือ 27 เมตร อยู่บริเวณเรือนจุฬานฤมิต/เรือนภะรตราชา และต้นจามจุรีขนาดลำต้นใหญ่ที่สุด มีเส้นรอบวง 800 เซนติเมตร อยู่ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี (จากผลการสำรวจประเมินและจัดทำฐานข้อมูลสุขภาพต้นไม้ใหญ่ ในจุฬาฯ เมื่อปี 2561) และหวังว่าต้นจามจุรีจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และอยู่คู่กับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปอีกนานแสนนาน ดังคำว่า “จามจุรี ศรีจุฬาฯ” นั่นเอง
รู้ไหมว่า
ต้นจามจุรี มีชื่อเต็มๆ ว่า “จามจุรีแดง” หรือ Rain Tree มีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศเม็กซิโก บราซิล และเปรู มีชื่อเรียกอีกมากกว่า 10 ชื่อ เช่น ก้ามปู ฉำฉา ก้ามกราม ก้ามกุ้ง กุ้งก้ามกราม ตุ๊ดตู่ ลัง สารสา สำสา เส่คุ่ เส่ดู่ Monkey Pod และ East Indian Walnut
จามจุรีนอกจากจะเป็นต้นไม้ประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว ยังเป็นต้นไม้ประจำโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย และเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดลำพูนด้วย