เกียร์ออโต้แต่ละตำแหน่งใช้ตอนไหน? รู้ไว้ขับง่าย รถไม่พัง

เกียร์ออโต้แต่ละตำแหน่งใช้ตอนไหน? รู้ไว้ขับง่าย รถไม่พัง

เกียร์ออโต้แต่ละตำแหน่งใช้ตอนไหน? รู้ไว้ขับง่าย รถไม่พัง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

รถเกียร์อัตโนมัติ หรือเกียร์ออโต้ เป็นระบบส่งกำลังที่ใช้งานง่าย เพียงเหยียบเบรก เข้าเกียร์ แล้วขับออกไปได้ทันที แต่บนคันเกียร์หรือปุ่มเลือกเกียร์ของรถแต่ละรุ่น มักมีตัวอักษรหลายตำแหน่ง เช่น P, R, N, D, L, S และ B ซึ่งหลายคนอาจใช้แค่ P, R, N, D เป็นหลัก โดยไม่รู้ว่าเกียร์ L, S หรือ B มีไว้ทำอะไร

Sanook Auto สรุปความหมายของตำแหน่งเกียร์ออโต้แต่ละตัว พร้อมวิธีใช้งานให้เข้าใจง่าย เพื่อให้เลือกใช้เกียร์ได้ถูกจังหวะ ปลอดภัย และช่วยถนอมระบบเบรกกับเกียร์มากขึ้น

yaris_cross_26

เกียร์ P คืออะไร?

P ย่อมาจาก Park ใช้สำหรับจอดรถ โดยระบบจะล็อกชุดเกียร์เพื่อป้องกันรถไหล เหมาะสำหรับตอนจอดรถ ดับเครื่อง หรือจอดในที่จอดรถเรียบร้อยแล้ว

วิธีใช้ที่ถูกต้องคือ เหยียบเบรกให้รถหยุดสนิทก่อน จากนั้นจึงเข้าเกียร์ P และดึงเบรกมือหรือกดเบรกมือไฟฟ้าร่วมด้วย โดยเฉพาะเมื่อต้องจอดบนทางลาด

ควรใช้เกียร์ P ตอนไหน?

  • จอดรถและดับเครื่อง
  • จอดรถในลานจอดหรือโรงรถ
  • จอดรถบนทางลาด โดยต้องใช้เบรกมือร่วมด้วย

ข้อควรระวัง: ห้ามเข้าเกียร์ P ขณะรถยังเคลื่อนที่ เพราะอาจทำให้ชุดล็อกเกียร์เสียหายได้

เกียร์ R คืออะไร?

R ย่อมาจาก Reverse ใช้สำหรับถอยหลัง เมื่อต้องถอยรถออกจากช่องจอด ถอยเข้าซอง หรือถอยในพื้นที่จำกัด

ก่อนเข้าเกียร์ R ควรเหยียบเบรกให้รถหยุดสนิทก่อนทุกครั้ง และตรวจสอบกระจกมองหลัง กล้องถอย เซ็นเซอร์ รวมถึงพื้นที่รอบรถให้ปลอดภัยก่อนถอย

ควรใช้เกียร์ R ตอนไหน?

  • ถอยรถออกจากช่องจอด
  • ถอยเข้าซองจอดรถ
  • ถอยในพื้นที่แคบหรือพื้นที่จำกัด

ข้อควรระวัง: อย่าเข้าเกียร์ R ขณะที่รถยังไหลไปข้างหน้า เพราะอาจทำให้ระบบเกียร์เสียหายได้

เกียร์ N คืออะไร?

N ย่อมาจาก Neutral หรือเกียร์ว่าง เป็นตำแหน่งที่ตัดกำลังจากเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ไปยังล้อ รถจะสามารถเข็นหรือไหลได้ หากไม่ได้เหยียบเบรกหรือใช้เบรกมือ

เกียร์ N มักใช้เมื่อต้องจอดชั่วคราวบางกรณี เช่น จอดติดไฟแดงนาน ๆ หรือจอดซ้อนคันในพื้นที่ที่อนุญาตให้เข็นรถได้ แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง

ควรใช้เกียร์ N ตอนไหน?

  • จอดติดไฟแดงนาน ๆ และเหยียบเบรกหรือดึงเบรกมือไว้
  • จอดซ้อนคันในพื้นที่ที่อนุญาต และต้องการให้รถเข็นได้
  • กรณีต้องลากรถบางรูปแบบ ตามคู่มือรถแต่ละรุ่น

ข้อควรระวัง: ไม่ควรเข้าเกียร์ N แล้วปล่อยรถไหลลงทางลาด เพราะจะควบคุมรถได้ยากขึ้น และไม่ได้ช่วยประหยัดน้ำมันอย่างที่หลายคนเข้าใจ

เกียร์ D คืออะไร?

D ย่อมาจาก Drive เป็นเกียร์สำหรับขับเดินหน้า ใช้งานบ่อยที่สุดในรถเกียร์ออโต้ เมื่อเข้าเกียร์ D รถจะเปลี่ยนอัตราทดเกียร์ให้เองตามความเร็ว การกดคันเร่ง และสภาพการขับขี่

เกียร์ D เหมาะกับการขับทั่วไป ทั้งในเมือง ทางด่วน ถนนโล่ง หรือการเดินทางประจำวัน

ควรใช้เกียร์ D ตอนไหน?

  • ขับรถในชีวิตประจำวัน
  • ขับในเมืองหรือทางด่วน
  • ขับทางเรียบทั่วไป
  • เดินทางไกลบนถนนปกติ

ข้อควรระวัง: หากขับลงเขายาว ๆ ไม่ควรใช้เกียร์ D แล้วเหยียบเบรกตลอดทาง เพราะอาจทำให้เบรกร้อนและประสิทธิภาพลดลง ควรเลือกใช้เกียร์ต่ำหรือโหมด B/L ตามที่รถมีให้

เกียร์ L คืออะไร?

L ย่อมาจาก Low หรือเกียร์ต่ำ ใช้เมื่อต้องการแรงฉุดมากขึ้น หรือใช้ Engine Brake ช่วยหน่วงความเร็วของรถ

เกียร์ L เหมาะกับการขับขึ้นเขา ลงเขาชัน ทางลาดชัน หรือเส้นทางที่ต้องการควบคุมความเร็วอย่างละเอียด โดยเฉพาะเวลาลงเขาที่ไม่ควรเหยียบเบรกต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ควรใช้เกียร์ L ตอนไหน?

  • ขับขึ้นเขาชัน
  • ขับลงเขาชันหรือลงทางลาดยาว
  • ขับผ่านทางลื่น โคลน หรือพื้นผิวที่ต้องการแรงฉุด
  • ต้องการให้รถหน่วงความเร็วโดยไม่ใช้เบรกมากเกินไป

ข้อควรระวัง: ไม่ควรใช้เกียร์ L ขับด้วยความเร็วสูงต่อเนื่อง เพราะรอบเครื่องยนต์จะสูงขึ้น อาจทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันและเกิดความร้อนสะสมได้

เกียร์ S คืออะไร?

S มักย่อมาจาก Sport หรือในบางรุ่นหมายถึงโหมดที่ทำให้เกียร์ตอบสนองไวขึ้น ระบบจะลากรอบสูงกว่าเกียร์ D เพื่อให้รถเร่งได้ฉับไวขึ้น เหมาะกับการเร่งแซงหรือขับในจังหวะที่ต้องการกำลังมากขึ้น

ในรถบางรุ่น เกียร์ S อาจใช้ร่วมกับการเปลี่ยนเกียร์เองผ่านแป้น Paddle Shift หรือโยกคันเกียร์ + / - เพื่อให้ผู้ขับควบคุมจังหวะเปลี่ยนเกียร์ได้มากขึ้น

ควรใช้เกียร์ S ตอนไหน?

  • ต้องการเร่งแซง
  • ขับขึ้นทางลาดหรือทางเขาบางช่วง
  • ต้องการการตอบสนองไวกว่าเกียร์ D
  • ขับแบบสปอร์ตในช่วงสั้น ๆ

ข้อควรระวัง: การใช้เกียร์ S ต่อเนื่องอาจทำให้กินน้ำมันมากขึ้น เพราะเครื่องยนต์ใช้รอบสูงกว่าโหมดปกติ

เกียร์ B คืออะไร?

B มักย่อมาจาก Brake หรือ Engine Brake พบได้บ่อยในรถไฮบริด รถปลั๊กอินไฮบริด และรถไฟฟ้าบางรุ่น ใช้สำหรับเพิ่มแรงหน่วงเมื่อถอนคันเร่ง โดยรถจะช่วยชะลอความเร็วมากขึ้น

ในรถไฮบริดหรือรถไฟฟ้า เกียร์ B อาจช่วยเพิ่มการหน่วงผ่านระบบ Regenerative Braking เพื่อชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่บางส่วน ขณะเดียวกันก็ช่วยลดภาระการใช้เบรกเมื่อขับลงเขาหรือชะลอรถบ่อย ๆ

ควรใช้เกียร์ B ตอนไหน?

  • ขับลงเขาหรือทางลาดยาว
  • ต้องการให้รถหน่วงความเร็วมากขึ้น
  • ขับในเมืองที่ต้องชะลอบ่อย ๆ ในรถบางรุ่น
  • ต้องการลดภาระเบรกในเส้นทางชัน

ข้อควรระวัง: เกียร์ B ไม่ได้มีไว้ใช้แทนเบรกหลักทั้งหมด หากต้องหยุดรถจริงยังต้องใช้แป้นเบรกตามปกติ และควรอ่านคู่มือรถ เพราะการทำงานของ B ในแต่ละรุ่นอาจแตกต่างกัน

mg3_hybrid_review_11

เกียร์ L กับ B ต่างกันอย่างไร?

หลายคนคิดว่าเกียร์ L และ B เหมือนกัน จริงๆ แล้วต่างกันเพราะ เกียร์ L มักใช้ในรถเกียร์ออโต้ทั่วไป เพื่อบังคับให้รถใช้เกียร์ต่ำ ช่วยเพิ่มแรงฉุดและใช้ Engine Brake หน่วงความเร็ว ส่วน เกียร์ B มักพบในรถไฮบริดหรือรถไฟฟ้า ใช้เพิ่มแรงหน่วงเมื่อถอนคันเร่ง และอาจช่วยชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ผ่านระบบ Regenerative Braking เพราะปกติจะอยู่กับรถไฟฟ้าและไฮบริต

เข้าเกียร์ผิด อันตรายไหม?

รถรุ่นใหม่หลายรุ่นมีระบบป้องกันการเข้าเกียร์ผิด เช่น ต้องเหยียบเบรกก่อนเปลี่ยนจาก P ไปตำแหน่งอื่น หรือไม่อนุญาตให้เข้า R/P ในขณะรถยังเคลื่อนที่เร็ว แต่ผู้ขับไม่ควรประมาท เพราะการเข้าเกียร์ผิดยังอาจทำให้รถกระชาก เสียการควบคุม หรือทำให้ระบบเกียร์เสียหายได้

ก่อนเปลี่ยนเกียร์ทุกครั้งควรเหยียบเบรก ดูตำแหน่งเกียร์ให้ชัด และรอให้รถหยุดสนิทก่อนเปลี่ยนจาก D ไป R หรือ R ไป D

รู้จักตำแหน่งเกียร์ให้ครบ ช่วยให้ขับปลอดภัยขึ้น

แม้รถเกียร์ออโต้จะใช้งานง่าย แต่การรู้ความหมายของเกียร์ P, R, N, D, L, S และ B จะช่วยให้ผู้ขับเลือกใช้เกียร์ได้เหมาะกับสถานการณ์มากขึ้น ทั้งการจอดรถ การถอยหลัง การขับทางชัน การเร่งแซง และการลงเขาอย่างปลอดภัย

จำง่าย ๆ คือ P จอด, R ถอย, N ว่าง, D ขับ, L ทางชัน, S เร่งสนุก, B หน่วงความเร็ว หากใช้ให้ถูกจังหวะ นอกจากช่วยให้ขับรถปลอดภัยขึ้นแล้ว ยังช่วยลดภาระของระบบเบรกและระบบส่งกำลังได้อีกด้วย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล