Audi เปิดตัว A6 Allroad ใหม่ พร้อม Plug-in Hybrid ครั้งแรกของตระกูล

Audi A6 Allroad กลับมาอีกครั้งในเจเนอเรชันใหม่ หลังจากห่างหายจากตลาดไปหลายปี โดยคราวนี้ Audi ตั้งใจทำให้รถวากอนยกสูงรุ่นนี้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่อยากได้ความอเนกประสงค์แบบ SUV แต่ยังชอบฟีลลิ่งการขับขี่และความคล่องตัวของรถวากอนยุโรป
ดีไซน์ใหม่

สำหรับคนที่ไม่อยากขับ SUV แต่ยังต้องการรถที่ใช้งานได้หลากหลาย Audi A6 Allroad ถือเป็นหนึ่งในคำตอบที่น่าสนใจ เพราะเป็นรถวากอนที่ถูกยกสูง เพิ่มความสามารถในการลุยทางไม่เรียบ และยังคงความหรูหราแบบรถผู้บริหารของตระกูล A6 เอาไว้ครบ ทาง Audi ได้ระบุว่า Audi A6 Allroad รุ่นใหม่นี้ถูกวางให้เป็นคู่แข่งทางอ้อมกับ SUV พรีเมียมอย่าง Audi Q5 และ Q7 แต่มีบุคลิกที่เตี้ยกว่า คล่องกว่า และดูแตกต่างกว่า SUV ทั่วไป
ดีไซน์ภายนอกที่ดุดันขึ้นอย่างมาก โดย Audi ใส่ซุ้มล้อกว้างเป็นครั้งแรกในตระกูล Allroad ซึ่งก่อนหน้านี้มักสงวนภาพลักษณ์แบบนี้ไว้กับรุ่นสมรรถนะสูงอย่าง RS6 Avant

ตัวรถมากับกันชนหน้าที่มีช่องดักลมตกแต่งด้วยสีดำเงา กระจังหน้าลายรังผึ้ง ชุดโป่งซุ้มล้อและสเกิร์ตข้างที่เพิ่มความบึกบึน ส่วนด้านท้ายมีกันชนใหม่พร้อมแผ่นกันกระแทกสไตล์รถลุย และชุดตกแต่งที่ให้ความรู้สึกพร้อมใช้งานมากกว่าวากอนปกติ
สำหรับลูกค้าที่ไม่ชอบชุดตกแต่งสีดำ Audi ยังมีทางเลือกเป็นชิ้นส่วนสีเงินด้านแบบ Matte Silver Chrome พร้อมราวหลังคาอะลูมิเนียม และปลายท่อไอเสียชุบโครเมียม เพื่อให้ลุคดูหรูมากขึ้นแทนความสปอร์ตเข้ม
ขนาดตัวถังของ Audi A6 Allroad ใหม่มีความยาวตัวถัง 5,016 มม. กว้าง 1,986 มม. และสูงประมาณ 1,479-1,508 มม. ขึ้นอยู่กับระดับช่วงล่างในแต่ละโหมด เมื่อเทียบกับ A6 Avant รุ่นปกติ A6 Allroad กว้างกว่าถึง 111 มม. และยังกว้างกว่ารุ่นก่อนหน้า 84 มม. ทำให้ตัวรถดูเต็มซุ้มล้อมากขึ้นและมีบุคลิกแข็งแรงขึ้นชัดเจน
นอกจากนี้ Audi A6 Allroad ใหม่ยังมากับเทคโนโลยีไฟขั้นสูง โดยไฟหน้า Digital Matrix LED สามารถฉายเส้นบอกเลนหรือสัญลักษณ์เตือนพื้นถนนลื่นไปบนถนนด้านหน้าได้
ขณะที่ไฟท้าย Digital OLED 2.0 สามารถแสดงสัญลักษณ์เตือนรถคันหลังในบางสถานการณ์ ช่วยเพิ่มการสื่อสารระหว่างรถกับผู้ใช้ถนนรอบข้าง ซึ่งเป็นแนวทางที่ Audi พยายามผลักดันในรถรุ่นใหม่หลายรุ่น

ช่วงล่าง และการปรับโหมด
จุดที่ทำให้ A6 Allroad ไม่ใช่แค่ A6 Avant ใส่ชุดแต่ง คือระบบช่วงล่างที่ถูกปรับใหม่โดยเฉพาะ ตัวรถมีความสูงจากพื้นมากกว่า A6 Avant ปกติ 34 มม. ในโหมดใช้งานทั่วไป ระบบช่วงล่างถุงลมสามารถปรับระดับได้รวม 55 มม. โดยในโหมด Offroad จะยกตัวรถเพิ่มขึ้นอีก 15 มม. และยังมีฟังก์ชัน Lift ที่ยกเพิ่มได้สูงสุด 20 มม. ในความเร็วต่ำ เพื่อช่วยให้ผ่านเส้นทางขรุขระหรือพื้นที่ลาดชันได้มั่นใจขึ้น
ในทางกลับกัน เมื่อเลือกโหมด Dynamic ตัวรถจะลดความสูงลง 20 มม. เพื่อเพิ่มความมั่นคงและความแม่นยำในการขับขี่ ส่วนเมื่อใช้ความเร็วเกิน 120 กม./ชม. ระบบจะลดตัวรถลง 20 มม. ในทุกโหมด เพื่อช่วยเรื่องเสถียรภาพและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
Audi ยังเพิ่มระบบเลี้ยวล้อหลังให้กับ A6 Allroad รุ่นใหม่ โดยล้อหลังสามารถเลี้ยวสวนกับล้อหน้าได้สูงสุด 5 องศา ที่ความเร็วต่ำ ช่วยลดวงเลี้ยวลงได้สูงสุดประมาณ 1 เมตร ทำให้รถที่มีตัวถังยาวกว่า 5 เมตรคล่องตัวขึ้นเวลาเลี้ยวกลับรถหรือขับในเมือง
เมื่อใช้ความเร็วสูง ล้อหลังจะเลี้ยวไปทิศทางเดียวกับล้อหน้าได้สูงสุด 2 องศา เพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการเปลี่ยนเลนหรือขับทางไกล นอกจากนี้ Audi ยังปรับพวงมาลัย Progressive Steering ให้ตอบสนองหนักแน่นและแม่นยำขึ้น
ขุมพลัง
ด้านขุมพลังของ Audi A6 Allroad รุ่นใหม่นี้มีขุมพลัง Plug-in Hybrid เป็นครั้งแรกในประวัติของตระกูล Allroad โดยใช้พื้นฐานจาก A6 Avant e-Hybrid
ระบบขับเคลื่อนประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 4 สูบ 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวม 362 แรงม้า หรือ 367 PS และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร
แบตเตอรี่มีความจุ 25.9 kWh รองรับการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลสูงสุดประมาณ 95 กม. ตามมาตรฐาน WLTP และชาร์จไฟ AC 11 kW เต็มได้ในเวลาประมาณ 2.5 ชั่วโมง
นอกจากรุ่น Plug-in Hybrid แล้ว Audi ยังมีขุมพลังดีเซล V6 3.0 ลิตร TDI Mild Hybrid 48V ให้เลือกด้วย โดยให้กำลังสูงสุด 295 แรงม้า หรือ 299 PS และแรงบิดสูงสุด 580 นิวตันเมตร ระบบ Mild Hybrid 48V สามารถช่วยเพิ่มกำลังเสริมได้อีกราว 24 แรงม้าในบางจังหวะ ขณะที่ระบบขับเคลื่อน quattro เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทั้งสองขุมพลัง
รุ่นดีเซลยังมีความสามารถในการลากจูงสูงสุด 2,500 กก. มากกว่ารุ่น Plug-in Hybrid ที่ลากจูงได้สูงสุด 2,000 กก. และยังเป็นรุ่นที่เร่ง 0-100 กม./ชม. ได้เร็วกว่าเล็กน้อย โดยทำได้ใน 5.4 วินาที
ห้องโดยสารมีฟีเจอร์อะไร

ส่วนห้องโดยสารของ Audi A6 Allroad ใหม่ยกเทคโนโลยีมาจากตระกูล A6 รุ่นล่าสุด โดยมีหน้าจอมาตรวัดดิจิทัลขนาด 11.9 นิ้ว ทำงานร่วมกับหน้าจอกลางอินโฟเทนเมนต์ขนาด 14.5 นิ้ว และสามารถเพิ่มหน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าขนาด 10.9 นิ้ว ได้
อุปกรณ์เสริมในห้องโดยสารมีให้เลือกหลายรายการ เช่น ระบบปรับอากาศ 4 โซน, แพ็กเกจคุณภาพอากาศพร้อมเซนเซอร์ฝุ่น, กระจก Acoustic Glass, หลังคากระจกพาโนรามิกปรับความทึบได้ และเบาะนั่งที่สามารถปรับปีกเบาะด้วยลม พร้อมระบบอุ่น ระบายอากาศ และนวด

มาแบบ Station Wagon
แม้จะเพิ่มความลุยและความหรูเข้ามา แต่ A6 Allroad ยังคงจุดเด่นด้านความอเนกประสงค์แบบรถวากอนไว้ โดยพื้นที่เก็บสัมภาระของรุ่นดีเซลอยู่ที่ 466-1,497 ลิตร เมื่อพับเบาะหลัง ส่วนรุ่น Plug-in Hybrid มีพื้นที่เก็บสัมภาระ 404-1,423 ลิตร เนื่องจากต้องเผื่อพื้นที่ให้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่า นอกจากนี้ Audi ยังมีอุปกรณ์เสริมอย่างตะแกรงหลังคาอะลูมิเนียมสีดำด้าน สำหรับคนที่ต้องการขนสัมภาระเพิ่มในการเดินทางไกล
ราคาเปิดตัว
Audi จะเปิดรับจอง A6 Allroad Quattro รุ่นใหม่ในยุโรปตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน โดยเริ่มส่งมอบในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ราคาจำหน่ายในเยอรมนีเริ่มต้นที่ 77,250 ยูโร หรือประมาณ 3.06 ล้านบาท สำหรับรุ่น V6 TDI ส่วนรุ่น Plug-in Hybrid เริ่มต้นที่ 80,250 ยูโร หรือประมาณ 3.18 ล้านบาท เมื่อแปลงค่าเงินแบบคร่าว ๆ ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายตามแต่ละประเทศ
แต่ถ้าใครอยากได้ต้องบกก่อนว่าในขณะนี้ Audi ยังไม่ได้ประกาศแผนการทำตลาด A6 Allroad รุ่นใหม่ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ การเปิดตัวรอบนี้เน้นตลาดยุโรปก่อน ส่วนสหรัฐฯ ยังไม่มีการยืนยันเช่นกัน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



