โช้คอัพรถยนต์ใช้ได้กี่ปี? อาการเสียที่ไม่ควรมองข้าม

โช้คอัพรถยนต์ใช้ได้กี่ปี? อาการเสียที่ไม่ควรมองข้าม

โช้คอัพรถยนต์ใช้ได้กี่ปี? อาการเสียที่ไม่ควรมองข้าม
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

โช้คอัพรถยนต์ เป็นหนึ่งในชิ้นส่วนช่วงล่างที่หลายคนไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่ายาง เบรก หรือเครื่องยนต์ ทั้งที่จริงแล้วโช้คอัพมีผลโดยตรงต่อการทรงตัว การเกาะถนน ระยะเบรก และความมั่นใจขณะขับขี่ โดยเฉพาะเวลาขับผ่านถนนขรุขระ เข้าโค้ง เบรกกะทันหัน หรือใช้ความเร็วสูง

หลายคนเข้าใจว่าโช้คอัพมีหน้าที่เพียงทำให้รถนุ่มขึ้นเท่านั้น แต่ความจริงโช้คอัพทำหน้าที่ควบคุมการยุบและคืนตัวของสปริงช่วงล่าง เพื่อให้ล้อยึดเกาะถนนได้ต่อเนื่อง หากโช้คอัพเสื่อม รถอาจยังวิ่งได้ตามปกติ แต่ความปลอดภัยจะลดลงโดยที่ผู้ขับอาจไม่รู้ตัว

วันนี้ Sanook Auto จะมาเฉลยเรื่อนี้

 684581650_1569566831842311_23_1

โช้คอัพมีหน้าที่อะไร?

ก่อนที่จะไปรู้จักอายุของโช้คอัพที่จะเปลี่ยนเราต้องมารู้จัก หน้าที่หลักของโช้คอัพคือช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของช่วงล่าง ไม่ให้สปริงเด้งขึ้นลงมากเกินไปหลังผ่านแรงกระแทก เช่น หลุมบ่อ ถนนไม่เรียบ หรือคอสะพาน

ถ้าไม่มีโช้คอัพ หรือโช้คอัพเสื่อมสภาพ รถจะมีอาการเด้ง ย้วย โคลง หรือเสียการควบคุมได้ง่าย เพราะสปริงจะยุบและดีดตัวโดยไม่มีตัวช่วยหน่วงแรง ทำให้ล้อสัมผัสพื้นถนนได้ไม่เต็มที่

นอกจากเรื่องความนุ่มนวลแล้ว โช้คอัพยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยโดยตรง เพราะช่วยให้รถนิ่งขึ้นขณะเบรก เข้าโค้ง เปลี่ยนเลน หรือขับด้วยความเร็วสูง

โช้คอัพรถยนต์ใช้ได้กี่ปี?

โดยทั่วไปโช้คอัพรถยนต์มักมีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 3-5 ปี หรือราว 60,000-100,000 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งาน สภาพถนน น้ำหนักบรรทุก และพฤติกรรมการขับขี่

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ใช่กฎตายตัว รถบางคันที่ใช้งานบนถนนเรียบ ขับไม่เร็ว และไม่บรรทุกหนัก อาจใช้โช้คอัพได้นานกว่านั้น แต่ถ้าคุณใช้รถโหดๆ เช่นการใช้งานหนัก ขับผ่านถนนขรุขระ หลุมบ่อ ลูกระนาด หรือบรรทุกของเป็นประจำ อาจทำให้โช้คอัพเสื่อมเร็วกว่าปกติ

โช้คอัพเสื่อมอันตรายแค่ไหน?

หากคุณยังคงใช้โช้คอัพที่เสื่อมสภาพอาจทำให้รถยังขับได้ แต่การควบคุมรถจะด้อยลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น เบรกกะทันหัน หลบสิ่งกีดขวาง หรือเข้าโค้งบนถนนเปียก เมื่อโช้คอัพทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ล้ออาจกระเด้งหรือสัมผัสพื้นถนนไม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้แรงยึดเกาะลดลง ระยะเบรกยาวขึ้น และรถมีอาการโคลงมากกว่าปกติ

และอาจจะส่งผลกับระบบเบรคและยาก เพราะ เมื่อโช้คอัพควบคุมการกระเด้งของล้อได้ไม่ดี หน้ายางจะสัมผัสพื้นถนนไม่สม่ำเสมอ ทำให้ยางสึกเป็นบั้ง สึกเป็นคลื่น หรือสึกผิดรูป และอาจทำให้ต้องเปลี่ยนยางเร็วกว่าที่ควร

ในด้านระบบเบรก โช้คอัพที่เสื่อมอาจทำให้รถเสียสมดุลขณะเบรกแรงๆ ส่งผลให้ระยะเบรกยาวขึ้น และทำให้ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพต้องทำงานหนักขึ้นตามไปด้วย

พูดง่ายๆ คือโช้คอัพไม่ได้มีผลแค่เรื่องความสบาย แต่มีผลต่อการ “คุมรถให้อยู่” ในจังหวะสำคัญด้วย 

ปัจจัยที่ทำให้โช้คอัพพังเร็ว

อายุการใช้งานของโช้คอัพขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่ระยะทางหรืออายุรถเท่านั้น โดยปัจจัยที่ทำให้โช้คอัพเสื่อมเร็ว ได้แก่

  • ขับผ่านถนนขรุขระ หลุมบ่อ หรือทางลูกรังเป็นประจำ
  • ขับเร็วผ่านลูกระนาดหรือคอสะพาน
  • บรรทุกของหนักเกินจำเป็น
  • ใช้รถในพื้นที่น้ำท่วม ดินโคลน หรือฝุ่นมากบ่อยๆ
  • เปลี่ยนล้อหรือยางขนาดใหญ่กว่ามาตรฐานมากเกินไป
  • ช่วงล่างส่วนอื่นเสื่อม เช่น ลูกหมาก บูชปีกนก หรือยางรองแท่นโช้ค

 

สัญญาณเตือนว่าโช้คอัพเริ่มเสื่อม

หากรถเริ่มมีอาการต่อไปนี้ อาจเป็นสัญญาณว่าโช้คอัพเริ่มเสื่อมหรือใกล้หมดอายุการใช้งาน

  • รถเด้งมากกว่าปกติ หลังผ่านลูกระนาดหรือคอสะพาน รถยังเด้งต่อหลายครั้ง ไม่หยุดนิ่งเร็วเหมือนเดิม
  • รถโคลงเวลาเข้าโค้ง รู้สึกว่าตัวถังเอียงหรือย้วยมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยนเลนหรือเข้าโค้งเร็ว
  • หน้ารถทิ่มเวลาเบรก เมื่อเบรกแรงๆ หน้ารถกดลงมากผิดปกติ และท้ายรถยกขึ้นชัดเจน
  • ท้ายรถยุบเวลาบรรทุกของ รถเสียสมดุลหรือท้ายย้อยกว่าปกติเมื่อมีผู้โดยสารหรือสัมภาระ
  • ยางสึกเป็นบั้งหรือสึกไม่เท่ากัน เพราะล้อกระเด้งและสัมผัสพื้นไม่สม่ำเสมอ
  • มีเสียงดังจากช่วงล่าง เช่น เสียงกึกๆ กักๆ หรือกระแทกเวลาผ่านทางขรุขระ
  • พบคราบน้ำมันที่กระบอกโช้ค เป็นสัญญาณว่าโช้คอัพรั่วและประสิทธิภาพลดลง

วิธีเช็กโช้คอัพเบื้องต้นด้วยตัวเอง

เจ้าของรถสามารถตรวจเช็กโช้คอัพเบื้องต้นได้ง่ายๆ โดยเริ่มจากการสังเกตอาการขณะขับขี่ หากรถเด้ง โคลง หรือไม่นิ่งเหมือนเดิม ควรนำรถเข้าตรวจช่วงล่าง

อีกวิธีหนึ่งคือการกดตัวถังบริเวณมุมรถลงแรงๆ แล้วปล่อย หากรถยุบและเด้งกลับเพียง 1-2 ครั้งถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ถ้าเด้งต่อหลายครั้ง อาจเป็นสัญญาณว่าโช้คอัพเริ่มหน่วงแรงได้ไม่ดี

นอกจากนี้ควรมองหาคราบน้ำมันบริเวณกระบอกโช้ค หากพบว่ามีน้ำมันซึมออกมา ควรให้ช่างตรวจเช็กทันที เพราะโช้คอัพที่รั่วมักไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพแล้ว

 

ควรเปลี่ยนโช้คอัพทีละข้างได้ไหม?

เมื่อรู้ว่าโช้คเสื่อมสภาพหลายคนก็คงถามว่าเปลี่ยนแค่ข้างหรือคู่ดีกว่า ต้องบอกแบบนี้โดยทั่วไปควรเปลี่ยนโช้คอัพเป็นคู่ เช่น คู่หน้า หรือคู่หลัง ไม่ควรเปลี่ยนเพียงข้างเดียว เพราะโช้คใหม่และโช้คเก่าจะมีแรงหน่วงไม่เท่ากัน ทำให้รถเสียสมดุลเวลาเบรก เข้าโค้ง หรือขับผ่านถนนไม่เรียบ

หากโช้คอัพข้างหนึ่งรั่วหรือเสีย อีกข้างที่ใช้งานมาพร้อมกันก็มักมีสภาพใกล้เคียงกัน แม้อาจยังไม่แสดงอาการชัดเจน การเปลี่ยนเป็นคู่จึงช่วยให้รถกลับมาทรงตัวได้สมดุลและปลอดภัยกว่า

โช้คอัพต้องเปลี่ยนทั้ง 4 ต้นเลยหรือไม่?

หากคุณเจอปัญหาแค่โช้คอัฟตัวเดียว จำเป็นต้องเปลี่ยนหมดหรือไม่ จริงๆ แล้วไม่จำเป็นเสมอไป หากโช้คอัพเสียเฉพาะคู่หน้า หรือคู่หลัง สามารถเปลี่ยนเฉพาะคู่ที่มีปัญหาได้ แต่ควรให้ช่างตรวจสภาพทั้ง 4 ต้นร่วมกัน เพื่อประเมินว่าคู่ที่เหลือยังทำงานได้ดีหรือไม่

สำหรับรถที่ใช้งานมานานมาก หรือโช้คอัพยังเป็นชุดเดิมจากโรงงานและมีอายุเกิน 5 ปี การเปลี่ยนทั้ง 4 ต้นอาจทำให้ฟีลลิ่งการขับขี่กลับมาดีขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องความนิ่ง การเข้าโค้ง และความมั่นใจเวลาเบรก

ควรเลือกโช้คอัพแบบไหนดี?

การเลือกโช้คอัพควรดูจากลักษณะการใช้งานเป็นหลัก หากใช้รถทั่วไปในชีวิตประจำวัน ควรเลือกโช้คอัพสเปกมาตรฐานหรือใกล้เคียงของเดิมจากโรงงาน เพราะให้ความสมดุลระหว่างความนุ่มนวลและการควบคุมรถ หากต้องการความสปอร์ตมากขึ้น อาจเลือกโช้คอัพที่มีแรงหน่วงสูงขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าความนุ่มสบายอาจลดลง ส่วนรถที่บรรทุกหนักเป็นประจำควรเลือกโช้คอัพที่รองรับน้ำหนักได้เหมาะสมกับการใช้งานจริง

ไม่ควรเลือกโช้คอัพจากความแข็งหรือนุ่มเพียงอย่างเดียว แต่ควรเลือกให้เหมาะกับรถ น้ำหนักบรรทุก ขนาดล้อ ยาง และลักษณะถนนที่ใช้งานเป็นประจำ

เช็กโช้คอัพทุกกี่กิโลเมตร?

แม้โช้คอัพจะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 60,000-100,000 กิโลเมตร แต่ควรให้ช่างตรวจสภาพช่วงล่างทุกครั้งที่เข้าศูนย์หรือเช็กระยะ โดยเฉพาะเมื่อรถเริ่มมีอายุเกิน 3 ปี หรือใช้งานเกิน 50,000 กิโลเมตร หากขับรถในพื้นที่ถนนไม่ดีเป็นประจำ ควรตรวจช่วงล่างถี่ขึ้น เพราะโช้คอัพและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องอาจเสื่อมเร็วกว่ารถที่ใช้งานบนถนนเรียบทั่วไป

ปิดท้ายก่อนจาก

แม้ว่าเรื่องจริงของโช้คอัพรถยนต์ มีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 3-5 ปี หรือราว 60,000-100,000 กิโลเมตร แต่ระยะเวลาจริงขึ้นอยู่กับสภาพถนนและพฤติกรรมการใช้งานของแต่ละคัน หากรถเริ่มมีอาการเด้ง โคลง หน้าทิ่มเวลาเบรก ยางสึกผิดปกติ หรือพบคราบน้ำมันรั่วบริเวณโช้คอัพ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจกระทบต่อการทรงตัว ระยะเบรก และความปลอดภัยในการขับขี่

การตรวจเช็กโช้คอัพเป็นประจำและเปลี่ยนเมื่อถึงเวลา อาจดูเป็นค่าใช้จ่ายที่หลายคนไม่อยากเจอ แต่เมื่อเทียบกับความปลอดภัยของผู้ขับ ผู้โดยสาร และคนรอบข้าง ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล